กัมปนาถหยิบแว่นกันแดดที่แหนบคอเสื้อมาสวมก่อนจะล้วงมือไปหยิบกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนสีดำที่สวมอยู่ กระดาษแผ่นหนึ่งร่วงลงหลังรองเท้าผ้าใบที่เขาสวมอยู่ ชายหนุ่มก้มลงไปเก็บมันเป็กระดาษจากร้านซักรีดที่เขาใช้บริการประจำเรียกว่าฝากชีวิตไว้เลยก็ว่าได้ ก็ตามประสาหนุ่มโสดนี่นะ เขาจะมาเสียเวลากับการซักผ้าทำไมล่ะไหนจะต้องตาก ไหนจะรีดอีก แต่ลายมือในกระดาษนี่มัน
“ลายมือเหมือนเด็กประถมนี่เหมือนที่แปะอยู่หน้าประตูเรานี่หว่า”
ชายหนุ่มเผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัว โธ่!สาวน้อยคนนั้นนะเหรอ มาทำงานแทนพี่สุมาลีนี่เอง ถึงได้ไม่คุ้นหน้าเอาเสีย เื่คู่ขาเสียงดังนี่เขายังไม่เคยถูกใครเขียนใส่กระดาษแปะประตูแบบนั้นสักที มีแต่แซวหยอกกันระหว่างเขากับพี่สุมาลีก็เท่านั้น ปกติเขาก็เห็นพี่สุมาลีพักอยู่ห้องสุดท้าย แฟนของพี่สุมาลีทำงานเป็พนักงานขายออกต่างจังหวัดเสียมากกว่าจะอยู่ที่ห้อง จะว่าไปเวลาแฟนพี่สุมาลีกลับมาข้างห้องเขาก็เสียงดังเผ็ดร้อนจนเขาต้องปลุกปลอบน้องชายให้หลับไปเหมือนกัน เพราะเป็แบบนี้ถือว่าเสมอกันเื่ใช้เสียงดัง จึงไม่เคยปรากฏการแปะป้ายแจ้งเตือนแบบนี้
เขาพาผู้หญิงมาสนุกกันสามหรือสี่คืนแล้ว นี่คงทนฟังเสียงครางไม่ไหวถึงต้องลุกมาเขียนป้ายแปะประตูห้อง สงสัยจะยังโสดไม่งั้นคงไม่ลำบากใจอย่างนี้
“ฮะ ฮะฮ่า”
กัมปนาถอดหัวเราะไม่ได้ น่าสงสารจริงไว้คราวหน้าต้องคอยระวังไม่ให้ข้างห้องต้องเดือดร้อนแล้วซิ ชายหนุ่มเปิดประตูรถ แล้วก้าวเข้าไปนั่งในรถ Suzuki swift สีน้ำเงินคาดขาวเหมือนรถแข่ง แล้วมุ่งหน้ากลับบ้านชานเมืองเส้นพุทธมณฑลสาย3 บ้านพ่อแม่ปู่ย่าอยู่ที่นั้นมาหลายชั่วอายุคน แต่เพราะมันไกลที่ทำงานเขาเลยต้องเช่าห้องอยู่ เขาแวะซื้อผลไม้ติดไม้ติดมือใส่รถมาด้วย ขับรถร่วมสองชั่วโมงก็มาถึงบ้านหลังย่อม เนื้อที่สามไร่ ปลูกบ้านใกล้ๆกันสามหลังมีหลังของพ่อกับแม่ของเขา ลุงกับป้าไม่ไกลนัก อีกหลังเป็ของลูกสาวลุงกับป้าและสามีที่ทำร้านอาหารริมคลองกัน
“พี่เคนมาแล้ว” เด็กชายอ้วนจ้ำม่ำวัยสิบขวบะโเสียงดังที่เห็นชายหนุ่มก้าวลงจากรถ
“ว่าไงกัปตัน” กัมปนาถทักเ้าหลานตัวอ้วนกลมซึ่งพ่อแม่ของเด็กวางแผนลงความอ้วนให้แล้ว
“พี่เคนวันนี้พี่เคนไม่ทำงานเหรอครับ”
“อ้าวพี่ก็หยุดพักบ้างดิ” กัมปนาถย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้า “แล้วเราละ วันนี้ไม่ไปโรงเรียนหรือไง”
“กัปตันเป็หวัดครับแม่บอกให้อยู่บ้าน ไม่อย่างนั้นจะทำให้เพื่อนๆคนอื่นไม่สบายไปด้วย”
“ถูกต้องแล้วครับเข้าบ้านเถอะ พี่มีหนังสือมาฝากด้วย”
“เย้ๆรักพี่เคนที่สุดเลย” เด็กน้อยะโดีใจ
กัมปนาถเดินไปที่รถเปิดประตูหลังแล้วหยิบเอาข้าวของออกมา เด็กชายตัวน้อยรีบวิ่งเข้าไปช่วย กัมปนาถส่งถุงกระดาษของเ้าตัวเองให้กัปตัน เขาหยิบถุงกระดาษของตัวเองแล้วยืนรอจะช่วยหยิบถุงอื่นๆเข้าบ้านด้วยแต่กัมปนาถกลับให้เด็กน้อยขึ้นบ้านไปก่อน
“ซื้อของให้เด็กบ่อยๆแบบนี้จะเคยตัวเอานะ” พี่บัวชมพูลูกสาวของคุณลุงซึ่งก็เป็ลูกพี่ลูกน้องกับกัมปนาถบ่นแต่ก็ยิ้มให้
“หนังสือภาพนะครับพี่ไม่เป็อะไรหรอก” เขายิ้มแล้วยื่นถุงกระดาษสีสวยส่งให้ “อันนี้ของพี่บัว”
“มีติดสินบนด้วยเหรอ”
“ของฝากต่างหากครับผมไปเชียงใหม่มา เจอผ้าไหมสวยๆ เลยซื้อมาฝากเผื่อพี่จะเอาไปตัดกระโปรงใส่”
“แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อยขึ้นเรือนเถอะ วันนี้ไม่รีบกลับใช่ไหม พี่ทำขนมจีนแกงเขียวหวานไว้รอกินพร้อมกันนะ”
“ทำเยอะไหมพี่ขอห่อกลับบ้านด้วยนะ”
“ให้มันจริงเถอะ”
กัมปนาถเดินแยกตัวมาที่เรือนของพ่อกับแม่ ปู่กับย่าอยู่ที่เรือนหลังนี้ด้วยที่ปู่ย่าอยู่เรือนหลังนี้แทนที่จะเป็เรือนของลูกคนโต เพราะลุงมีลูกหลายคน ห้องหับแทบไม่พอ เขาเคยมาออกแบบต่อเติมบ้านให้ ส่วนเรือนของพ่อกับแม่ก็ทำทางลาดให้รถเข็นของคุณปู่ ส่วนคุณย่านั้นแม้จะยังแข็งแรงดีแต่ก็ต้องพึ่งพาไม้เท้าแล้วเหมือนกัน
“ปู่ครับย่าครับ เคนมาแล้วครับ”
“รอบนี้หายหน้าไปเป็สองเดือนเชียวนะ” คนเป็ย่าแอบงอนหลานชาย ปกติกัมปนาถกลับมาเยี่ยมบ้านทุกเดือนแต่รอบนี้หายไปสองเดือนเต็มเลยทีเดียว
“คุณย่านับวันผิดหรือเปล่าครับ” กัมปนาถหัวเราะแก้เก้อ
“ถึงย่าเอ็งจะแก่แต่ความจำดีเยี่ยมเชียวล่ะ” ปู่ออกปากแซวเล่นเอาย่าค้อนเข้าให้
“เออๆข้ามันแก่แล้ว อะไรๆมันเหี่ยวๆยานๆไปหมดแล้วล่ะ พูดแบบนี้เอ็งอยากได้เมียใหม่ละซิ”
“โอ๊ยๆมีเมียเดียวแบบนี้ละดีแล้ว ไม่มีปัญญาไปดูแลใครแล้วล่ะ”
“เข้าบ้านกันเถอะจ๊ะ” คราวนี้เป็เสียงลูกสะใภ้หรือก็คือแม่ของกัมปนาถเอง
ชายหนุ่มยกมือไหว้แม่แล้วหิ้วถุงของฝากและผลไม้เข้ามาในบ้าน พ่อเป็ข้าราชการเกษียณอายุหลายปีแล้ว แม่เองก็เช่นกัน แต่แม่ของเขาชอบทำขนมไทย ว่างเมื่อไหร่ก็ทำขนมไปฝากขายที่ร้านของบัวชมพู
“มาวันนี้ได้เจอกันพร้อมหน้าพอดี” พ่อพูดขึ้นแล้วละสายตาจากหน้าจออินเตอร์เนท ร้านอาหารของบัวชมพูปิดทุกวันจันทร์ ทำให้วันนี้ได้พบกันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยทีเดียว
“เดี๋ยวนี้พ่อหัดเล่นอินเตอร์เนทแล้วเหรอครับ”
ลูกชายถามแล้วเอาถุงต่างๆวางบนโต๊ะ แยกเอาของต่างๆออกจากถุงคราวนี้หายไปนานเพราะไปออกแบบรีสอร์ทที่เชียงใหม่เลยอยู่ที่นั้นจนงานเสร็จทำให้ไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่เหมือนเคย
“เดี๋ยวนี้ใครๆก็เล่นไลน์เล่นเฟซบุ๊ค พ่อก็เลยศึกษาดูบ้าง” พ่อขยับแว่นตาแล้วมองข้าวของที่ลูกซื้อมา “ซื้ออะไรมาเยอะแยะเชียว”
“จากเชียงใหม่นะพ่อ ใบชา น้ำผึ้ง แล้วก็ผ้าไหม ผ้าฝ้ายเอาไว้ให้แม่ตัดเสื้อผ้าไปเที่ยวไง”
“พูดเหมือนแม่ชอบไปเที่ยวนะ” คนเป็แม่หัวเราะขึ้น
“ได้หยุดงานกี่วันล่ะจะค้างไหมหรือกลับตอนเย็น”
“ค้างครับพ่อ พรุ่งนี้สายๆค่อยกลับ” เขาตอบแล้วอดสนใจที่พ่อหัดเล่นอินเตอร์เนทไม่ได้ “พ่อให้ใครมาสอนละครับ”
“ก็เด็กแถวนี้นั้นแหละ”
“ดีเลย ผมจะได้คุยกับพ่อได้บ่อยๆ”
“แกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน”
“ครับพ่อ”
ชายหนุ่มเดินผิวปากไปชั้นสองของบ้าน ห้องเดิมของเขาอยู่ข้างบน เสื้อผ้าข้าวของเขาก็ยังอยู่อย่างเดิมั้แ่เขาแยกห้องนอน ห้องนี้ก็เป็ห้องของเขา เดิมที่ปู่ย่าเป็ชาวสวน ลูกๆหลายคนก็ได้ร่ำเรียนทำงานทำการดีกันหมดเรียกว่าไม่มีใครมีปัญหาให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายต้องทุกข์ร้อนใจ หรือเขาจะคิดไปฝ่ายเดียวก็ได้
กัมปนาถจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็เสื้อยืดกับกางเกงเลสีน้ำเงินเข้มเขาชอบแต่งตัวแบบนี้อยู่บ้านสวนสบายๆ ไม่ต้องอะไรมากมายนัก พอลงมาชั้นล่างก็ใกล้ได้เวลาอาหารเที่ยง พี่บัวชมพูให้เด็กช่วยยกอาหารมากินที่เรือนใหญ่เพื่อที่ปู่ย่าจะได้ไม่ต้องเดินไปหาหลานๆ อาหารหลายอย่างแถมเป็ของโปรดทำให้เขาพลอยเจริญอาหารไปด้วย
“ตกลงกลับตอนไหน” บัวถามย้ำอีกครั้ง
“พรุ่งนี้สายๆพี่ แหม ถามบ่อยเหมือนกลัวว่าผมจะอยู่บ้านนาน”
“บ้าซิพี่จะได้เตรียมของกินไปให้เธอไง เอาไปเผื่อด้วยคนโสดตัวคนเดียวจะลำบากเื่อาหารการกินเอานะ”
“ก็ไม่ลำบากเท่าไหร่ฝากท้องกับร้านอาหารตามสั่งประจำนั้นแหละ”
“มันไม่อิ่มหรอก” พี่บัวส่ายหน้าไปมา“เอาเถอะยังไงก่อนกลับไปก็ต้องไปเอากับข้าวบ้านพี่ก่อนนะ”
“ครับพี่ขอบคุณครับ”
“จะให้ดีแกควรมีเมียได้แล้วนะตาเคน” คนเป็ปู่พูดขึ้น
“แฟนยังไม่มีจะให้มีเมียแล้วเหรอครับ” กัมปนาถหัวเราะออกมา
“หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ ทำไมไม่มีแฟนเสียทีหรือว่าชอบผู้ชายด้วยกัน” คราวนี้คนเป็ย่าถามด้วยสีหน้ากังวล
“ย่าครับไม่ใช่แบบนั้นหรอก”
“แต่ย่าเห็นนะเดี๋ยวนี้ผู้ชายหล่อๆเค้าล่อ เอ๊ยเป็แฟนกันเองเสียหมดจนผู้หญิงหาผู้ชายแท้ๆทำแฟนแทบไม่ได้”
ท่าทางเอาจริงทำเอาหลายคนหัวเราะออกมา แต่เป็จังหวะที่เสียงมอเตอร์ไซค์จอดหน้าบ้านและครู่ต่อมาชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผิวสีเข้มก็ก้าวเข้ามาแล้วยกมือไหว้ทุกคน
“อ้าว ตาเปรมลมอะไรพัดมาถึงนี่ล่ะ วันนี้ไม่มีสอนหรือจ๊ะ” บัวชมพูทักชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตลาย สก็อตสีดำแดงที่ยืนอยู่ตรงประตูบ้าน
“วันนี้ผมลาครับเมื่อเช้าพาคุณยายไปโรงพยาบาล”
“อ้าวเป็อะไรไปล่ะ”
“ไม่ได้เป็อะไรหรอกครับไปตรวจตามหมดนัดเฉยๆ แต่คนที่บ้านไม่มีใครว่าง ผมก็เลยต้องลางานพาคุณยายไป”
คนถูกทักยกมือไหว้ทุกคนแล้วใบหน้าคมเข้มเปื้อนหนวดคราวก็ยิ้มกว้างออกมา
“กลับบ้านด้วยเหรอเคน”
“เพิ่งมาถึงเมื่อเช้า”
กัมปนาถเป็เพื่อนกับเปรมั้แ่เรียนประถม เล่นซนเป็ลิงเป็ค่างให้ผู้ใหญ่ดุด่ากันเป็ประจำจนเมื่อเขาสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในคณะสถาปัตยกรรม ส่วนเพื่อนรักเรียนจบเป็ครูพละและทำงานในโรงเรียนเอกชนไม่ไกลจากบ้านนัก บ้านของเปรมก็เหมือนคนแถวๆนี้ที่มีสวนผักหรือผลไม้ ครอบครัวของเปรมมีแผงผลไม้ในตลาดสดใหญ่แห่งหนึ่งด้วย
“ผ่านมาพอดีผมแวะเอาเบี้ยคนชรามาให้ครับ”
“อ้าวเขาแจกกันแล้วเหรอ”
“ครับ แจกกันแล้วพอดีผมไปประชุมที่อ.บ.ต. เลยเซ็นรับมาให้เลย ไม่ว่ากันนะครับ”
“ไม่เป็ไรหรอกบ้านเรามันอยู่ไกล เค้าเรียกประชุมอะไรไม่ค่อยได้ยิน”
บัวชมพูพูดแล้วควักมือเรียกให้เข้ามาข้างใน เปรมเดินก้มหลังอย่างมีมารยาทเมื่อผ่านผู้ใหญ่แล้วเอาซองเงินไปให้พี่บัวชมพู เปรมหันไปยิ้มให้เพื่อนสนิท
“ไม่เจอกันนานเลย”
“กลับบ้านทุกเดือนนั้นแหละแต่วันหยุดมันน้อย ก็เลยไม่ได้ไปหา”
“เปรมรีบไปไหนหรือเปล่าละกินข้าวกินปลาก่อนค่อยไปซิ” แม่ของกัมปนาถเอ่ยชวน
“ถ้างั้นผมไม่เกรงใจนะครับ มีขนมจีนแกงเขียวหวานด้วย ของโปรดเลยครับ”
“ไปหยิบจานในครัวมาไป”
“ครับ”
เปรมเดินไปในครัวเขาเข้าออกบ้านหลังนี้จนรู้ว่าอะไรอยู่ตรงนั้นแล้ว กัมปนาถลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้เพื่อนได้นั่งแทรกได้ถนัดๆ แล้วขนมจีนมื้ออร่อยที่กินกันพร้อมหน้าก็ผ่านด้วยรอยยิ้ม หลังกินข้าวเสร็จสองหนุ่มเพื่อนซี้ช่วยเก็บจานชามแล้วก็ไปเดินเล่นหลังบ้านมีลำคลองสายเล็กๆ ไหลผ่าน สมัยเด็กๆทั้งคู่เคยแอบเอาเรือของคุณปู่ไปพายเล่น แต่ถูกจับได้โดนก้านมะยมตีจนน่องลายกันเลยทีเดียว สองหนุ่มเดินพ้นสายตาของผู้ใหญ่แล้ว เปรมก็หยิบซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเคาะบุหรี่ออกจากซองแล้วส่งเข้าปาก ก่อนจะยื่นไปทางกัมปนาถ แต่เขาส่ายหน้าแทนคำตอบ เปรมยักไหล่แล้วหยิบไฟเช็กออกมาจุดม้วนบุหรี่
“ใครๆ ก็ว่าเราพานายเกเร” กัมปนาถหัวเราะ ตรงริมตลิ่งมีต้นมะพร้าวเอนต้นอยู่พอจะนั่งเล่นได้สบายๆ
“เราไม่ได้ทำอะไรสักหน่อยนี่” เปรมดูดบุหรี่ปล่อยควันสีเทาลอยล่อง
“นึกว่าเลิกดูดบุหรี่ไปแล้ว”
ตอนเป็วัยรุ่นพวกเขาเคยแอบดูดบุหรี่แต่พอเรียนมหาวิทยาลัย กัมปนาถก็ไม่ได้แตะมันอีก ไม่ใช่อะไรหรอกเขาแค่รู้สึกว่ามันทำให้หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย แม้เพื่อนพี่จะดูดบุหรี่กันหลายคนก็ตาม
“ก็เพิ่งกลับมาดูดไม่นานนี่แหละ”
“ชีวิตครูพละมันเครียดมากหรือไง” กัมปนาถถามด้วยความเป็ห่วง ถึงนานๆจะเจอกันทีแต่เปรมก็ยังเป็เพื่อนสนิทของเขาอยู่
“ทำงานกับเด็กมันก็สนุกดีแต่เบื่อระบบ เบื่อการเมืองในโรงเรียน” คนพูด พูดจบก็ดูดบุหรี่เข้าไปอีกอึกใหญ่
“เราเข้าใจเราเองก็ทำงานกับความกดดันแถมยังมีเื่กำลังภายในในที่ทำงานอีก”
“เก่งๆอย่างนายทำไมไม่ตั้งบริษัทเองวะ เงินทุนก็พอมีไม่ใช่เหรอ”
“เงินของพ่อแม่ไม่อยากไปยุ่งนะ”
“เราช่วยไหมล่ะเื่เงินเราไม่เดือดร้อนนะ”
“ขอบใจนะเพื่อนแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก ทำบริษัทเองมันต้องใช้พลังงานเยอะ ตอนนี้ทำงานกินเงินเดือนก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หาประสบการณ์ไปด้วย สนุกดี”
“ก็ดีแล้วมีอะไรก็บอกเราได้ เรายังใช้โทรศัพท์เบอร์เดิมอยู่” เปรมทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นก่อนจะยกเท้าขยี้ให้มันดับแล้วหันไปมองหน้าเพื่อนสนิท “เราต้องกลับแล้วล่ะ วันไหนกลับบ้านมาก็โทรแล้วกันเผื่อกินเหล้ากัน”
“ได้ๆคิดถึงวันที่เมาสาโทวะ”
“ไอ้บ้า! เื่แบบนี้จำดีนักนะเว้ย”
เปรมเดินกลับมาพร้อมกับกัมปนาถ ด้วยความสนิทสนมเขายกแขนขึ้นล็อกคอเพื่อนสนิทแล้วลากให้เดินมาพร้อมกันในขณะที่กัมปนาถเอาแต่หัวเราะ พอทั้งสองเดินมาถึงรถมอเตอร์ไซค์ เปรมก็ก้าวขึ้นคร่อมรถของตนเองแล้วสวมหมวกกันน็อก
“เอาไว้เจอกันนะ”
“เออๆขับรถดีๆล่ะ”
เปรมยื่นมือขยี้ผมกัมปนาถแล้วขับรถออกไป ชายหนุ่มยิ้มค้าง นอกจากพ่อแม่คนในครอบครัวแล้วไม่มีใครมาทำแบบนี้กับเขา แล้ว...แล้วมันออกจะแปลกๆอยู่นะ
“พี่เคนเป็เกย์เหรอฮะ”
“เฮ้ย! กัปตันไปเอาอะไรมาพูดเนี้ย” กัมปนาถถึงกับสะดุ้งไม่คิดว่าหลานชายตัวน้อยจะยืนอยู่ใกล้ๆ แถมยังพูดจาชวนเสียวสันหลังอีกต่างหาก
“ใครๆก็รู้กันว่าครูเปรมเป็เกย์”
“กัปตันครับรู้ไหมว่าเกย์เป็ยังไง” กัมปนาถถามเ้าเด็กตัวน้อยที่ยืดอกพูดเหมือนรู้ดี
“รู้ซิครับก็ผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกันไง”
“แล้วทำไมกัปตันบอกว่าครูเปรมเป็เกย์ละครับ”
“ก็ครูเปรมมีแฟนเป็ผู้ชาย”
“เฮ้ย!” กัมปนาถร้องเสียงหลง“น้องกัปตันอย่าเอาเื่แบบนี้ไปพูดกับใครนะครับ มันไม่ดี”
“ไม่ดียังไงครับ” เด็กน้อยสงสัย
“คือผู้ชายที่สนิทกันก็เป็เพื่อนกันได้ครับไม่ต้องเป็แฟนกันเสมอไป กัปตันมีเพื่อนเป็ผู้ชายเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”
เด็กน้อยพยักหน้าเข้าใจ กัมปนาถถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วจูงมือหลานชายเข้าไปนั่งเล่นกับปู่ย่า เขาเข้าไปช่วยพี่บัวชมพูเช็ดจานที่ล้างเรียบร้อยแล้ว
“พี่บัวได้ยินเื่ไอ้เปรมบ้างไหม?”
“เื่อะไรล่ะ” บัวชมพูถามพลางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน
“เอ่อ...มีคนบอกว่าไอ้เปรมเป็เกย์”
“ก็เคยได้ยินพี่ไม่ได้สนใจหรอก เป็เกย์ไม่ได้เป็ฆาตกรโรคจิตเสียหน่อยนิ”
“สรุปว่ามันเป็เกย์จริงๆหรือพี่บัว”
“อ้าว! เราเป็เพื่อนเค้านี่ไม่รู้หรือไงพี่ก็ไม่มั่นใจหรอกนะ ได้ยินเค้าพูดต่อๆกันมาอีกที”
“ไม่รู้ซิพี่บัวสมัยมัธยมก็ไม่เห็นมันมีอะไรเลยตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ต่างคนต่างไปเรียนคนละที่เลยไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น”
“แล้วยังไงล่ะถ้าเพื่อนเราเป็เกย์จะไม่คบรึไง”
“เปล่าครับพี่บัวผมไม่ใช่คนแบบนั้น เพียงแค่...ไอ้เปรมมันเพื่อนสนิทผมแต่ผมไม่รู้อะไรเลยมันก็เลยรู้สึกแปลกๆ”
“ก็แล้วไปนึกว่าไปชอบแบบเปรมเสียอีก”
“อ้าว! พี่บัวนี่ก็หาเื่ให้ผมซะแล้วซิ”
“ก็เปิดตัวแฟนเสียทีซิจะได้เลิกล้อไง”
“ครับๆเดี๋ยวพามาเปิดตัวเลยจะได้เลิกบ่นเสียที”
กัมปนาถช่วยบัวชมพูเก็บจานชามเรียบร้อยแล้วก็มานั่งเล่นกับพ่อแม่ ช่วยสมัครไลน์กับเฟซบุ๊คไว้จะได้ติดต่อกันได้สะดวกมากขึ้น แต่พอว่างเขาก็อดคิดถึงเื่เพื่อนตัวเองไม่ได้ จะว่าไปก็ไม่เคยเห็นเปรมสนิทสนมหรือจีบผู้หญิงคนไหนเลย หรือว่าเราจะเด็ก เป็วัยรุ่นอยู่แล้วแถวๆบ้านก็ไม่ได้มีผู้หญิงคนไหนให้รู้สึกสะดุดตาด้วย เขาเองก็มาคบผู้หญิงเป็เื่เป็ราวตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว อกหักหลายหน โดยหลอกกินเงินไปก็หลายครั้ง ระยะหลังเขาเริ่มเบื่อๆเลยคบกันเป็สนุกไปชั่วครั้งชั่วคราวสบายใจกว่า
แล้วจู่ๆเขาก็นึกลายมือเหมือนเด็กมัธยมที่แปะหน้าประตูห้องของเขา เมื่อเช้าก็มองหน้าไม่เต็มตานักแต่ดูๆไปก็น่ารักใสๆดี ไม่รู้ว่าจะสนใจมาประสานเสียงด้วยกันไหม?