หลังออกจากโรงประมูล เดินไปได้ไม่ไกลนัก เยี่ยเฟิงกลับขมวดคิ้ว สีหน้าเขาเยือกเย็นขึ้นเล็กน้อย เขาเอ่ยกับหลี่เสี้ยวเสียงต่ำ
“เ้าไปก่อน พวกเราถูกสะกดรอยตาม”
หลี่เสี้ยวชะงัก แววตาของเขาโกรธเคือง เขาคิดว่าเป็หวังป้ากับซือถูคงแน่
เยี่ยเฟิงรีบเตือน “อย่าหันหลัง ไม่ใช่คนของตระกูลหวังกับตระกูลซือถู หากข้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็คนพวกนั้นที่แย่งกรงเล็บภูตเหม่ยเหรินกับพวกเรา!”
หลี่เสี้ยวหยุดชะงักทันใด เขาไม่ได้หันหลัง แต่กลับเอ่ยปากบอกว่า
“ภายในเมืองอวิ๋นอู่ ยังมีคนกล้าแย่งของจากพวกเรากลางวันแสกๆ หรือ พวกมันคงอยากตายมาก!”
เยี่ยเฟิงขมวดคิ้ว “ข้ารู้สึกว่าคนพวกนี้ไม่ธรรมดา คล้ายเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เ้ารีบไปก่อน ข้าจะหาวิธีสลัดพวกเขาเอง!”
หลี่เสี้ยวไม่ลังเล เขารีบตรงไปยังทิศทางจวนตระกูลหลี่ทันที แม้เยี่ยเฟิงจะพูดเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ได้เป็ห่วงมากนัก เพราะถึงอย่างไรที่นี่คือเมืองอวิ๋นอู่ โดยปกติแล้วไม่มีใครกล้าล่วงเกินพวกเขา
หลังจากหลี่เสี้ยวไปแล้ว เยี่ยเฟิงไม่ได้จากไปทันที เขาพยายามเดินไปในที่ที่มีคนเยอะ จากนั้นรีบหันหลังมอง เขาหรี่ตาลง มิน่าล่ะถึงรู้สึกคุ้นๆ ที่แท้ก็คือพวกคนที่หลายวันก่อนที่เขาเคยเจอที่โรงน้ำชานี่เอง
“ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าคนพวกนี้ได้รับาเ็สาหัสมา มิน่าล่ะถึงอยากได้กรงเล็บภูตเหม่ยเหรินไปครอง แต่พลังของคนพวกนี้ดูเหมือนแข็งแกร่งมาก...” เยี่ยเฟิงเดินไปคิดไป
ตอนที่เจอกันในโรงน้ำชา เขารู้สึกได้ทันทีว่าคนพวกนี้ฐานะไม่ธรรมดา กลิ่นอายที่แผ่กระจายมาจากตัวพวกเขาไม่เหมือนคนทั่วไป โดยเฉพาะหญิงสาวผู้นั้น เยี่ยเฟิงจำนางได้เป็พิเศษ
เยี่ยเฟิงเดินๆ หยุดๆ เหมือนคนเที่ยวเล่นทั่วไป เมื่อเห็นจุดใดที่คนเยอะเขาจะต้องเบียดตัวเข้าไปมุงดูด้วยทุกครั้ง ส่วนอีกสี่คนซึ่งตามอยู่ไม่ไกลนักกลับยิ่งรู้สึกหงุดหงิด ให้ตายสิ นี่มันเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเดินอ้อมไปอ้อมมาตามเยี่ยเฟิงหลายรอบโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้เหมือนย้อนกลับมาที่โรงประมูลใต้หล้าอีกครั้ง
เยี่ยเฟิงไม่ได้หันหลัง เขาทำท่าเหมือนไม่สนใจและไม่ได้สังเกตเห็นพวกเขา เยี่ยเฟิงเดินเอามือไพล่หลัง ทำท่าเหมือนคนกำลังเดินเล่นบนถนน เดินๆ หยุดๆ จนสุดท้ายไปหยุดที่หน้าหอจุ้ยฮวา
มุมปากเยี่ยเฟิงยกขึ้น เขาเดินตรงเข้าไปในหอจุ้ยฮวาทันที
จุดที่ห่างจากหอจุ้ยฮวาไม่ไกลนัก คนทั้งสี่ที่แอบสะกดรอยตามเยี่ยเฟิงเงียบๆ อยากจะก่นด่าเขาสักยก นี่จะทำเช่นไรดี? คงจะตามเข้าไปด้วยไม่ได้
สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางไม่พอใจเป็อย่างมาก นางเกลียดคนที่มีพฤติกรรมเช่นเยี่ยเฟิงที่สุด นางโกรธจนกระทืบเท้าก่อนจะก่นด่า
“ไร้ยางอาย”
“คุณหนู คือ... พวกเราจะรออยู่ด้านนอกหรือไม่?” หนึ่งในผู้เฒ่าเอ่ยถาม ตอนนี้พวกเขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับเยี่ยเฟิงดี คุณหนูของพวกเขาอยู่ที่นี่ด้วย พวกเขาจึงเข้าไปที่หอจุ้ยฮวาไม่ได้เด็ดขาด แต่หากรออยู่ด้านนอก ใครจะไปรู้ว่าเยี่ยเฟิงจะเสร็จกิจออกมาเมื่อใด
ส่วนผู้เฒ่าอีกคนหนึ่งกลับเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
“หรือเขาจะสังเกตเห็นพวกเราแล้ว?”
หญิงสาวเอ่ยปาก “คนผู้นี้ดูเหมือนไม่มีพลังยุทธ์เลย เขาไม่มีทางรู้ว่าถูกพวกเราสะกดรอยอยู่แน่ ได้ยินว่าคนผู้นี้มีนามว่าเยี่ยเฟิง ไปสืบมาว่าตระกูลเยี่ยอยู่ที่ใดของเมือง พวกเราจะรอให้เขากลับมาติดกับที่นั่นเอง”
ขณะที่พวกเขากำลังจะหันหลังจากไป ทุกคนต่างชะงักไป แล้วรีบตามไปอีกครั้ง
ให้ตายสิ คิดว่าเขาจะร้ายกาจแค่ไหน นี่เข้าไปไม่ถึงสิบห้านาทีก็เสร็จกิจแล้วหรือ พวกลูกหลานคนรวยก็เป็เช่นนี้ ล้วนเป็พวกไก่อ่อนทั้งนั้น ภายนอกดูเหมือนพวกหื่นกาม แต่ความจริงกลับไม่เป็งานแม้แต่น้อย
พวกเขาทั้งสี่รีบตามไปโดยไม่สนใจเื่อื่น ทั้งสี่คนตามไปเกือบครึ่งทางจึงได้หยุดเท้าลง ขณะนี้พวกเขาเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติ คนผู้นี้เพียงแต่สวมเสื้อคลุมของเยี่ยเฟิงเท่านั้น แต่ไม่ใช่เยี่ยเฟิง ด้วยรูปร่างที่คล้ายคลึงกันมาก ก่อนหน้านี้พวกเขาจึงไม่ทันสังเกต เอาแต่สะกดรอยตามเท่านั้น
เมื่อรู้ตัวผู้เฒ่าทั้งสองจึงรีบย้อนกลับไปที่หอจุ้ยฮวา หญิงสาวกลับขมวดคิ้วบอกว่า
“ไปก็ไร้ประโยชน์ นี่เป็แผนล่อเสือออกจากถ้ำ ตอนนี้เขาคงจากไปแล้ว”
“ประมาทเขาเกินไป เขาน่าจะสังเกตว่าถูกพวกเราสะกดรอยตามแต่แรกแล้ว คิดไม่ถึงว่าเขาจะใจเย็นขนาดนี้ คนล้างผลาญผู้นี้ดูท่าจะไม่ธรรมดา...” หญิงสาวขมวดคิ้ว
ชายหนุ่มมองดูสถานการณ์พลางเอ่ยปาก “กรงเล็บภูตเหม่ยเหรินคงตามกลับมาไม่ได้แล้ว ตอนนี้พวกเรา...”
หญิงสาวถอนหายใจ นางมองดูรอบด้านอย่างกังวล “รีบไปกันก่อนเถอะ หาที่ปลอดภัยรักษาอาการาเ็ก่อน เกรงว่าอีกไม่นานคนพวกนั้นคงตามมาถึงที่นี่!”
ส่วนอีกด้านหนึ่ง หลังจากกลับเข้าไปในจวนตระกูลเยี่ยแล้ว เยี่ยเฟิงถึงได้โล่งอก ครั้งนี้อันตรายจริงๆ
เขาจับกล่องสองใบที่อยู่ตรงหน้าอก หญ้าหนวดักับกรงเล็บภูตเหม่ยเหรินยังอยู่ครบ ตอนนี้เขาเพียงแต่อยากจะรีบปรุงโอสถ เมื่อใดที่โอสถรวมลมปราณปรุงสำเร็จแล้ว เขาจะได้ทะลวงพลังขึ้นไปอย่างวางใจ
ภายในห้องรับแขกตระกูลเยี่ย เยี่ยอู๋เซิงกำลังดูสัญญากู้ยืมที่วางไว้บนโต๊ะเงียบๆ มุมปากเขากระตุก เงินเกือบหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึง หนำซ้ำในนั้นยังระบุไว้ชัดเจน
หนังสือปลุกอารมณ์เล่มหนึ่งราคาหนึ่งแสนสามหมื่นตำลึง...
พ่อบ้านโจวยืนอยู่อีกด้านอย่างสงบ ในใจเขาคิดว่าคุณชายเปลี่ยนไปแล้ว ความเสเพลดูเหมือนจะไม่ค่อยเปลี่ยน แต่ความใจกล้าเปลี่ยนไปมาก ตอนนี้กล้าให้คนเอาสัญญากู้ยืมเช่นนี้มารับเงินถึงในจวน ก่อนหน้านี้เยี่ยเฟิงเป็คนเสเพลจริง แต่ไม่มีทางทำเื่เช่นนี้เด็ดขาด
เยี่ยอู๋เซิงเงียบอยู่นาน จากนั้นะโออกไปนอกห้องรับแขก
“องครักษ์!”
ร่างของคนชุดดำปรากฏขึ้นตามเสียงเหมือนภูตผีปีศาจ
น้ำเสียงของเยี่ยอู๋เซิงเจือไปด้วยความโกรธ เขาเอ่ยถาม “คุณชายกลับมาหรือยัง?”
“เรียนนายท่าน คุณชายเพิ่งกลับมาถึงจวน!” คนชุดดำรีบตอบอย่างไม่ลังเล
“ท่านปู่กำลังหาข้าอยู่หรือ?”
เมื่อคนชุดดำรายงานจบ เสียงของเยี่ยเฟิงพลันดังขึ้นทันที เมื่อเห็นเยี่ยเฟิงเข้ามา คนชุดดำจึงออกจากห้องรับแขก
พ่อบ้านโจวชะงักไป ไม่คิดว่าเยี่ยเฟิงยังกล้าปรากฏตัว หนำซ้ำเขายังทำเหมือนไม่มีเื่ใดเกิดขึ้น ใจเย็นจนน่าแปลกใจ
เยี่ยอู๋เซิงเห็นเยี่ยเฟิงเดินเข้ามาในห้องรับแขก เขาเก็บความโกรธเอาไว้ในใจ ก่อนชี้ไปที่สัญญากู้ยืมบนโต๊ะ “นี่เป็ฝีมือเ้าหรือ?”
เยี่ยเฟิงหันมองครู่หนึ่ง “อ่อ ใช่ ฝีมือข้าเอง ตอนนั้นบนตัวข้าไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น...”
“สารเลว เ้ายังมีหน้าพูดออกมาอีกหรือ”
ยังไม่ทันที่เยี่ยเฟิงจะได้พูดจนจบ เยี่ยอู๋เซิงก็โมโหเสียก่อน เขาเหลืออดเต็มทนแล้ว เยี่ยเฟิงไปคุยโวไว้ใหญ่โตที่ท้องพระโรง ตอนนี้นอกจากจะไม่ตั้งใจฝึกฝนแล้ว ยังใจกล้ากว่าเมื่อก่อน ประมูลหนังสือปลุกอารมณ์แล้วส่งสัญญากู้ยืมมาเป็เงินถึงในจวน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เยี่ยเฟิงยังทำตัวเหมือนทองไม่รู้ร้อน แม้แต่ตอบคำถามเขาก็ไม่ละอายใจสักนิด
เยี่ยเฟิงใ เขาไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ท่านปู่ใจร้อนโมโหร้ายนัก ไม่ให้โอกาสเขาได้อธิบายแม้แต่น้อย
“การประลองบนเวทีเป็ตายใกล้เข้ามาทุกวัน เ้าไม่ตั้งใจฝึกฝนไม่พอ กลับผลาญเงินไปกว่าแสนตำลึงเพื่อประมูลของพวกนี้!” เยี่ยอู๋เซิงโกรธมาก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมนุษย์คือดีใจที่สุดกับเสียใจที่สุด เดิมคิดว่าเยี่ยเฟิงจะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่เพียงไม่นานกลับเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น
“เ้าหลานไม่เอาไหน รีบเอาหนังสือปลุกอารมณ์ออกมาเดี๋ยวนี้!” เห็นได้ชัดว่าเยี่ยอู๋เซิง้าทำลายหนังสือนั่น
เยี่ยเฟิงลูบใบหน้าตัวเองเพื่อเช็ดฟองน้ำลายให้สะอาด เขากระแอมหลายที
“ท่านปู่ ท่านฟังข้าพูดก่อน เื่ราวไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด และหนังสือภาพนั่นไม่ได้อยู่ที่ข้า!”
เยี่ยเฟิงพูดต่อ “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะประมูลหนังสือภาพปลุกอารมณ์ เพียงแต่ข้าจำเป็ต้องทำเช่นนั้น!”
ความโกรธในแววตาเยี่ยอู๋เซิงพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง เ้าหลานสารเลว นี่คือคำอธิบายหรือ? เ้าไม่อยากประมูลสิ่งนี้หรือ? หรือว่ามีใครบังคับให้เ้าดูของเช่นนี้?
เมื่อเห็นท่านปู่กำลังจะโมโหอีกครั้ง เยี่ยเฟิงรีบเอ่ยปากบอก
“ก่อนหน้านี้สิ่งที่ข้าได้เคยพูดไว้ในท้องพระโรงคนอื่นไม่เชื่อข้า หรือว่าแม้แต่ท่านปู่ก็ไม่เชื่อข้าหรือ?”
เขาเงียบไปสักครู่ ก่อนพูดต่อ
“ในสายตาของผู้อื่นข้าเป็เพียงคนเสเพลที่กินเที่ยวเล่นรอตายไปวันๆ แต่ท่านปู่ควรจะเชื่อข้า ในเมื่อข้ากล้าพูดออกมา แสดงว่าข้าย่อมทำได้ ตระกูลหวังกับตระกูลซือถูอยากให้ตระกูลเยี่ยจบสิ้นมาตลอด ข้าจะทนได้อย่างไร ท่านปู่เอาแต่คิดว่าข้าจะพ่ายแพ้และตายบนเวทีประลอง ทำไมไม่คิดบ้างว่าหวังเซียวกับซือถูอวี่อาจจะแพ้ก็ได้?”
“ในตอนนั้นมีขุนนางมากมายอยู่ด้วย คำพูดของข้าเป็เื่ตลกในสายตาผู้อื่น แต่หลายคนก็ยังสงสัยกระทั่งระวังตัว โดยเฉพาะตระกูลหวังกับตระกูลซือถู หากให้ผู้คนเห็นว่าข้ายังคงล้างผลาญเงิน ยังคงวนเวียนอยู่ในที่อโคจร ยังคงทำตัวเหมือนแต่ก่อน ทำให้ความระแวงสงสัยพวกนั้นลดน้อยลง สำหรับข้าถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะตอนนี้ข้าไม่แข็งแกร่งพอ หากแสดงตัวมากไปในตอนนี้ พวกคนที่อยากจะให้ตระกูลเยี่ยพ่ายแพ้ย่อมหาวิธีกำจัดข้าออกไปอย่างแน่นอน...”
เมื่อพูดจบเยี่ยเฟิงถอนหายใจ ในใจเขารู้สึกจนใจ เขายกมือขึ้น พลังลมปราณในเส้นชีพจรเดินพลังทันที พลังลมปราณสีแดงพุ่งออกจากปลายนิ้วของเขา กลางอากาศเหมือนมีเสียงวัตถุฝ่าอากาศดังขึ้น จากนั้นเกิดเป็เสียงดังก่อนจะเจาะทะลุพื้นห้องรับแขก
เยี่ยอู๋เซิงที่เดิมทียังโกรธเคืองชะงักไปทันที เดิมทีเขาอยากจะด่าเยี่ยเฟิงยกใหญ่ แต่เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ความโกรธเคืองภายในใจเขาหายไปจนหมด มีเพียงความตกตะลึงเท่านั้นที่เข้ามาแทนที่
เขาเห็นเยี่ยเฟิงมาั้แ่เด็ก พูดได้ว่าเขาเป็คนเลี้ยงเยี่ยเฟิงให้เติบใหญ่ เยี่ยเฟิงเป็คนที่มีแผนสูงเช่นนี้ั้แ่เมื่อใดกัน? พลังยุทธ์ของเขาก้าวไปอยู่ในภพรวมลมปราณขั้นสามั้แ่เมื่อใด? หลายวันก่อนพลังของเยี่ยเฟิงยังอยู่ที่เปิดชีพจรขั้นสามไม่ใช่หรือ?
เยี่ยอู๋เซิงชะงัก แม้แต่พ่อบ้านโจวที่อยู่ด้านข้างก็ชะงักไปพร้อมสีหน้ายากที่จะเชื่อ ในใจของทั้งสองเต็มไปด้วยคำถาม แต่ไม่รู้จะเริ่มถามจากตรงไหนก่อน
เยี่ยเฟิงอายุเพียงสิบเจ็ดปี เขาเป็คนเสเพลมาตลอด ชื่อเสียงฉาวโฉ่ หากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็การแสร้งทำของเยี่ยเฟิง เช่นนั้นเล่ห์เหลี่ยมของเยี่ยเฟิงล้ำลึกขนาดไหนกัน
พ่อบ้านโจวที่กำลังชะงักอยู่ มองเห็นแววตาสุขุมหลักแหลมของเยี่ยเฟิง ภายใต้ความฉลาดของเขายังมีความเด็ดเดี่ยวรวมอยู่ด้วย ความเหลี่ยมจัดของเยี่ยเฟิงน่ากลัวกว่าตาแก่ที่อยู่มาหลายสิบปีอย่างเขาเสียอีก หากไม่ได้ยินไม่ได้เห็นด้วยตัวเอง เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
เยี่ยเฟิงถอนหายใจ รอยยิ้มบนใบหน้าหายไป เอ่ยขึ้นด้วยความเข้าใจ
“แม้จะเริ่มต้นสายไปบ้าง แต่ก็ยังไม่สายเกินไป...”
คำพูดของเขาเกรงว่าคงมีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ ทว่าตอนนี้เยี่ยอู๋เซิงกับพ่อบ้านโจวไม่ได้ตั้งใจฟัง พวกเขายังคงตกตะลึงอยู่
อัจฉริยะด้านปรุงโอสถ อีกทั้งยังมีคัมภีร์จักรพรรดิอยู่กับตัว พื้นฐานทุกอย่างถูกฝึกั้แ่ชาติที่แล้ว นี่ไม่ถือว่าสาย
เยี่ยเฟิงไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ เขาถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกจากห้องรับแขก
หลังจากเยี่ยเฟิงจากไปสักพัก เยี่ยอู๋เซิงกับพ่อบ้านโจวถึงเริ่มรู้สึกตัว ทั้งสองหันมองหน้ากัน แววตาเลื่อนลอย เหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน รู้สึกว่าสิ่งที่ได้พบเจอเมื่อสักครู่ไม่ใช่เื่จริง