ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเผยให้เห็นห้องขนาดเล็กห้องหนึ่ง ภายในห้องมีเตียงหนึ่งหลัง ลิ้นชักหัวเตียง ตู้หนึ่งใบ บนผนังมีชุดสาวใช้แขวนอยู่ มีประตูอยู่สองบาน ขณะที่เวลากำลังล่วงเลยไปประตูบานหนึ่งก็ถูกเปิดออกเรเวนในชุดสีดำทั้งตัวก้าวเข้าห้องมา นี่คือห้องของเรเวนซึ่งเป็ห้องที่ติดกับห้องของเออร์วิน เรเวนทราบมาว่าปกติห้องนี้จะว่างมาตลอดเพราะเ้าชายนั้นปฏิเสธที่จะมีสาวใช้ส่วนตัว
เธอเดินมาหยุดยืนที่ขอบเตียงก่อนจะเริ่มถอดชุดทีละชิ้น ๆ จนร่างเปลือยเปล่าเผยให้เห็นเรือนร่างอันงดงาม และกล้ามเนื้อที่มีอยู่บางส่วนสะท้อนอยู่ใต้แสงจันทร์ ทว่าท่ามกลางเงาหลังอันงดงามของเธอกลับปรากฏาแเฉียงเป็ทางยาว เรเวนจับไหล่ของเธอพร้อมกับนึกเื่ราวบางอย่างก่อนจะพูดชื่อหนึ่งลอดไรฟันออกมาด้วยความอาฆาตแค้น
“เบเนดิก...”
เรเวนหลับตาลงพยายามสะกดความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อเ้าของชื่อ เธอรู้ตัวเองดีว่าเป้าหมายของเธออยู่ไกลเกินเอื้อม ต่อให้เธอเผชิญหน้าอีกฝ่ายในตอนนี้ผลลัพธ์เดียวที่มีก็คือหนีตายเฉกเช่นเดิม และนั่นคือสาเหตุที่เธอตกลงร่วมมือกับเออร์วิน ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งหรือเพราะเขามีอำนาจแต่เป็เพราะเธอคงแก้แค้นไม่สำเร็จหากทำมันคนเดียว แม้ว่าในสายตาของเธอเขาจะยังคงเป็ขยะอยู่ก็ตาม
เรเวนหลับตาลงอย่างช้า ๆ คิดถึงสิ่งที่เธอได้ทำและรับรู้ในวันนี้ เกี่ยวกับตัวเออร์วินนั้นเรเวนบอกได้เพียงสองคำคือคำว่า ‘ประหลาด’ และ ‘ไม่สมวัย’
มีความสามารถด้านอักขระเวทมนตร์ ทักษะการใช้เรเปียร์ที่เธอไม่เคยรู้จัก มักจะหลุดพูดคำศัพท์แปลก ๆ ออกมาอยู่เสมอ และที่สำคัญเขาไม่เคยสนใจสักนิดว่าพลังเวทของตนอ่อนด้อยขนาดไหนและจะมีจุดยืนยังไงในสังคม เธอััได้ว่าไม่ใช่เพราะเด็กชายคนนี้หลีกหนีความจริงแต่เพราะว่าเขาไม่ได้มองมันเป็ปมด้อยแต่อย่างใด ทุกความสามารถที่เด็กชายแสดงออกมานั้น ราวกับว่าปริมาณพลังเวทที่เขามีไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขา จนบ่อยครั้งที่เธออยู่กับเออร์วินกลับลืมไปว่าเด็กคนนี้เป็แค่คนชนชั้นล่างสุดในทวีปอาร์เคนัสที่ให้ความสำคัญกับเวทมนตร์มาเป็อันดับแรก
“เออร์วิน...”
เรเวนหลุดพูดชื่ออีกฝ่ายออกมา แต่กลับมีเสียงหวานดังจากด้านหลังเธอชนิดรดต้นคอ
“เออร์วินทำไมเหรอจ๊ะ?”
พริบตานั้นเรเวนขนลุกซู่ไปทั่วร่างเธอรีบหายเข้าไปในเงาของตัวเอง ก่อนจะโผล่ออกมาจากเงามืดในห้องบริเวณใกล้ประตู ด้วยความที่เธอเป็มือสังหารทำให้ประสาทััของเธอเฉียบคมกว่าคนทั่วไป แต่ทว่าประสาทััที่เฉียบคมของเธอกลับปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าประชิดตัวโดยที่เธอไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ธรรมดา
“ใครกัน?”
เรเวนถามขึ้นพลางมองอีกฝ่ายกลับต้องตกตะลึง พบเห็นร่างหนึ่งอยู่ใต้แสงจันทร์ข้างเตียงนอนที่เธอยืนเมื่อสักครู่ ผมสีน้ำตาลเข้มอันเป็เอกลักษณ์ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา ร่างในชุดนอนวันพีซสีขาวเบาสบาย เธอคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนราชินีเอลิเซียผู้เป็พระมารดาของเ้าชายเออร์วิน
ทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายเป็ใครเธอกลับแทบไม่อยากจะเชื่อ ว่าราชินีที่มักแสดงความมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลาทั้งยังเข้าไปช่วยงานในครัวคนนี้ จะเป็คนที่เข้าประชิดตัวเธอได้โดยที่เธอไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ราชินีเอลิเซียหันมามองเรเวนช้า ๆ เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติแต่ส่วนลึกในใจของเรเวนกลับเตือนให้เธอระวัง
“นี่เธอชื่อเรเวนใช่ไหมจ๊ะ ฉันน่ะอยากจะคุยกับเธอเป็การส่วนตัวมาั้แ่ตอนที่เห็นเธอครั้งแรกแล้วล่ะจ๊ะ แต่ลูกชายของฉันนี่สิลากเธอไปนู่นมานี่ทั้งวัน ไม่ไหวเลยนะเธอเองก็คิดอย่างนั้นใช่ไหมจ๊ะ ไม่มีความเกรงใจกันบ้างเลยเนอะ”
พูดจบราชินีเอลิเซียก็ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงอย่างสบายอารมณ์ เรเวนที่ตอนนี้เหมือนว่าเธอจะคลายการป้องกันแต่แท้จริงแล้วเธอยังคงจดจ่อสมาธิกับการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา ตั้งใจว่าถ้าเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีที่จะเล่นงานเธอเมื่อไหร่เธอจะเคลื่อนย้ายผ่านเงาหนีไปทันที
“คือว่าหม่อมฉันไม่ได้ลำบากใจอะไรทั้งนั้นเพคะ”
ราชินีเอลิเซียทำตาโตพร้อมเอามือปิดปากแสดงความตกตะลึง
“เอ๋! จริงเหรอจ๊ะเด็กคนนั้นไม่ได้ฝืนบังคับอะไรเธอใช่ไหมจ๊ะ บอกฉันมาได้เลยนะถ้าเด็กคนนั้นทำอะไรเธอล่ะก็ฉันจะจัดการเด็กคนนั้นให้เอง”
เรเวนยังคงความตึงเครียดเอาไว้
“เ้าชายไม่ได้ฝืนบังคับอะไรหม่อมฉันจริง ๆ เพคะ”
หัวใจของเรเวนเต้นตึกตักด้วยความตึงเครียดเพราะเธอไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ราชินีเอลิเซียยังคงพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“จริงเหรอจ๊ะเด็กคนนั้นไม่ได้ฝืนบังคับอะไรเธอสินะ เฮ้อ... ค่อยยังชั่ว” ราชินีเอลิเซียทำท่าถอนหายใจ ก่อนจะพูดกับเรเวนอีกว่า “นี่ว่าแต่เรเวนจ๊ะเธอคิดเหมือนฉันไหมจ๊ะว่าเออร์วินลูกฉันเนี่ยเป็เด็กที่น่ารักม้ากมากเลยเนอะ”
“เอ๊ะ!?” การเปลี่ยนเื่กะทันหันของราชินีเอลิเซียทำให้เรเวนชะงัก
“ก็แหมทุกครั้งที่ฉันเห็นเออร์วินน้อยฉันต้องอดทนต่อความรู้สึกอยากจะเข้าไปกอดอยู่ตลอดเวลาน่ะสิจ๊ะ แต่ว่านะเด็กคนนั้นชอบทำตัวแก่เกินเด็กอยู่เรื่อยเลย ั้แ่เกิดมาเด็กคนนั้นกลับมีนิสัยชอบทำอะไรด้วยตนเอง และก็นะไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เด็กคนนั้นจะมาอ้อนฉัน ทำเอาฉันกลุ้มใจจนไม่รู้จะกลุ้มยังไงดีแล้วล่ะจ๊ะ”
ราชินีเอลิเซียกุมมือไว้ที่หน้าอกทั้งยังบิดไปบิดมาบนเตียงเหมือนเด็ก เรเวนนิ่งเพราะทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่ราชินีเอลิเซียจะนึกอะไรขึ้นมาได้หันหน้าไปสบตาเรเวนถามว่า
“ว่าแต่เรเวนจ๊ะ ช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมจ๊ะว่าเธอรู้จักกับลูกของฉันได้ยังไง”
“เอ๊ะ!?”
คำถามของราชินีเอลิเซียทำให้เรเวนอุทานอีกครั้ง ราชินีเอลิเซียมองเรเวนตาแป๋วด้วยความสงสัยอยากรู้ เรเวนอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบยังไงดีเพราะเออร์วินบอกว่าเขาเห็นเธอนอนาเ็ขณะกลับจากการล่าค่าหัว ซึ่งถ้าเธอตอบไปตามตรงความลับของเด็กชายก็จะถูกเปิดเผย ขณะที่เธอคิดว่าจะโกหกกลบเกลื่อนยังไงดีราชินีเอลิเซียก็พูดว่า
“ถ้าเธอลำบากใจที่จะต้องบอกฉันล่ะก็ไม่ต้องบอกฉันก็ได้จ้ะ แต่ฉันขอถามอะไรเธอหน่อยสิจ๊ะว่าเธอจะรังแกเออร์วินของฉันไหมจ๊ะ”
สิ้นคำถามเรเวนก็รู้สึกได้ถึงความกดดันที่อยู่ ๆ ก็ถาโถมขึ้นมา รู้สึกหนาวไปถึงขั้วหัวใจก้าวขาไม่ออกลมหายใจติดขัด รู้สึกอึดอัดไปหมดจนคิดอะไรไม่ได้ แม้อีกฝ่ายจะยังคงยิ้มแย้มแต่เธอกลับรู้สึกได้ว่าบรรยากาศของอีกฝ่ายกำลังเปลี่ยนไปกะทันหันจนเหมือนเป็คนละคน
‘นี่คือผู้หญิงคนเดียวกับเมื่อครู่จริงหรือ’
เรเวนคิดในใจสูดหายใจลึกก่อนจะตอบว่า
“คือว่าหม่อมฉันจะไม่รังแกเขาแน่นอนค่ะ”
ราชินีเอลิเซียหรี่ตามองเธอแม้จะยังยิ้มอยู่เช่นเคยถามเธอว่า
“สัญญานะจ๊ะ”
“ค่ะสัญญาค่ะ”
จบคำของเรเวนบรรยากาศกดดันพลันจางหายไปอย่างน่าประหลาด เรเวนยังไม่ทันได้ปรับตัวกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ราชินีเอลิเซียก็พุ่งจากเตียงมายืนตรงหน้าเธอมือทั้งสองของเธอก็ถูกกุม ราชินีเอลิเซียร้องว่า
“เหรอจ๊ะเธอไม่ได้คิดจะรังแกเออร์วินของฉันเหรอจ๊ะ แหมฉันกังวลไปเองเหรอเนี่ยต้องขอโทษด้วยนะที่แสดงกิริยาไม่ดีออกไป”
เรเวนรีบส่ายหน้าบอกว่า
“มะมะไม่เป็ไรเพคะหม่อมฉัน...”
ราชินีเอลิเซียใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากเรเวนบอกกับเธอว่า
“แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะที่เธอไม่ได้คิดร้ายกับเขา เพราะเขาน่ะชอบทำอะไรเกินตัวคิดอะไรในใจก็ไม่เคยมาปรึกษาฉัน ถ้ามีเธอคอยอยู่เคียงข้างล่ะก็ฉันก็วางใจแล้วล่ะจ๊ะ” ราชินีเอลิเซียยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูเรเวนว่า “ที่สำคัญถ้าหากได้เธอมาเป็ลูกสะใภ้ล่ะก็ฉันจะดีใจกว่านี้อีกจ๊ะ”
เรเวนตัวแข็งทื่อในทันใดราชินีเอลิเซียผละตัวออกจากเรเวนยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า
“ฉันพูดจริงนะจ๊ะ”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับฮัมเพลงไปด้วยโดยทิ้งเรเวนไว้อย่างนั้น คำพูดของเออร์วินที่เพิ่งได้พูดกับเธอไปผุดขึ้นมาในหัวของเธอเกี่ยวกับแม่ของตนว่า
‘ท่านเป็คนใจดีและไม่ค่อยจะคิดอะไรเยอะ’
เรเวนส่ายหน้าช้า ๆ บอกว่าไม่ใช่ไม่ใช่แน่นอนราชินีเอลิเซียไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่เห็นแน่ ก่อนจะบอกตัวเองว่าจากนี้ไปเธอคงต้องระวังผู้หญิงคนนี้เอาไว้ เพราะจากแรงกดดันที่ผู้หญิงคนนี้ปล่อยออกมาบอกได้คำเดียวว่าไม่ธรรมดาไม่สิร้ายกาจเป็อย่างมาก และที่สำคัญตอนที่เธอเข้ามาใกล้ตัวเรเวนกลับไม่สามารถรับรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับพลังเวทของอีกฝ่าย นี่เป็สิ่งที่ทำให้เธอกังวล ก่อนที่เธอจะนึกอะไรขึ้นมาได้
‘จริงสิแล้วเธอเข้ามาในห้องได้ยังไง ทั้งที่เราไม่ได้ยินเสียงเปิดประตู’
เรเวนสูดหายใจลึก ๆ ตั้งใจว่าจะพยายามระวังอีกฝ่ายเอาไว้เป็ดีที่สุด ก่อนทิ้งตัวลงนอนอย่างอ่อนแรงทั้งที่ยังเปลือยกายอยู่
เวลาประมาณตี 5
ขณะที่เรเวนกำลังนอนหลับใหลแสงจากดวงจันทร์ส่องให้เห็นใบหน้าที่งดงามของเธอหน้าอกกระเพื่อมอย่างเป็จังหวะ อยู่ ๆ ประตูบานที่เชื่อมกับห้องของเออร์วินก็เปิดออกโดยไร้เสียงร่างเล็กร่างหนึ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ ร่างนั้นก้าวไปที่เตียงนอนของเธอเหมือนกับการเดินปกติแต่ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงแต่อย่างใด
เมื่อเดินมาที่เตียงเห็นร่างใต้ผ้าห่มเผยให้เห็นไหล่กลมมนทำให้รู้ว่าเธอเข้านอนโดยที่ไม่สวมอะไร ร่างนั้นเอื้อมมือไปหมายจะจับไหล่เธอแต่ทันทีที่ปลายนิ้วโดนตัวเธอเรเวนที่กำลังหลับใหลพลันลืมตาขึ้นก่อนจะคว้าข้อมือของเงานั้นแล้วบิดส่วนมืออีกข้างก็ล้วงเข้าไปใต้หมอนก่อนจะหยิบมีดสั้นออกมา เงานั้นก็หมุนตัวไปตามแรงบิดพร้อมกับล้วงมีดออกจากรองเท้าจู่โจมใส่คอของเธอพร้อมกับมีดสั้นของเรเวนจ่อที่คอของเขาเช่นกัน
แสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาในห้องทำให้เห็นใบหน้าอีกฝ่าย ใบหน้าที่งดงามราวกับหลุดออกมาจากศิลปะั์ตาสีแดงเพลิง เรเวนขมวดคิ้วถามอีกฝ่ายทั้งที่ต่างเอามีดจ่อคอกันและกันว่า
“เออร์วิน? ทำบ้าอะไรของเธอน่ะ”
เออร์วินหลบสายตาพยายามไม่มองปทุมถันคู่งามที่ทั้งอวบอัดเต่งตึงที่ไร้ซึ่งสิ่งปกปิดของเรเวนว่า
“ผมว่าพี่สาวใส่เสื้อผ้าก่อนดีกว่าไหมครับ”
เรเวนไม่สนใจปกปิดร่างกายกระชากเสียงถามว่า
“พูดมา!”
เออร์วินยิ้มให้เธอเหมือนเช่นเคยโดยที่ยังคงมองไปทางอื่นก่อนจะพูดว่า
“ผมแค่อยากจะชวนพี่สาวออกไปวิ่งน่ะครับ”
“วิ่ง?”
“ใช่ครับออกไปวิ่งกันเถอะ”
ภายในบ้านหลังหนึ่งในสลัม
บนเตียงไม้อันนากำลังนอนกอดเนียในขณะที่เนียก็กอดตุ๊กตา ผ้าห่มผืนบางที่มีร่องรอยปะชุนอยู่ทั่วกำลังห่มร่างกายทั้งสองไว้ บนพื้นไม่ไกลจากเตียงมีร่างของเจคนอนอยู่ บนโต๊ะยังคงมีอมยิ้มสามอันวางไว้โดยไม่มีร่องรอยของการแตะต้อง ขณะที่ทั้งสามกำลังนอนหลับโดยเฉพาะเนียที่เหมือนจะนอนฝันหวานถึงกับละเมอว่า
“เนื้อ... เนื้อเต็มไปหมดเลย...”
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“ปัง! ปัง! ปัง!”
ทั้งสามคนสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีเจคกับอันนามองหน้ากันต่างเห็นเค้าความกังวลในดวงตาของอีกฝ่าย ส่วนเนียยังคงงัวเงียกอดตุ๊กตาเอาไว้ไม่ยอมปล่อยไม่รู้สึกถึงความกังวลของทั้งสองคน เจคมีสีหน้าที่ตึงเครียดเมื่อวานโดนคนที่เขาคิดว่าเป็เ้าชายของไพร์ล็อกเล่นงานซะยับทั้งยังบอกว่า้าพวกเขาเป็ทหาร เช้ามืดวันต่อมาก็มีคนมาเคาะประตูบ้านไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับเื่เมื่อวานไหมแต่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เื่ดี
เจคลุกขึ้นตัดสินใจไปเปิดประตูกลับพบเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยใบหน้าที่งดงามจนเหมือนเด็กผู้หญิงกับั์ตาสีแดงนั่นเขาจำได้ดี แล้วยังเมดที่ด้านหลังเขาที่แม้จะยืนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แต่ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าเพราะเหมือนว่าเขาจะรู้สึกได้ความอารมณ์บูดจากเมดคนนี้
เออร์วินมองหน้าเขาและยังคงรอยยิ้มเหมือนเช่นเคยซึ่งในมือของเขาถือกระบองแปลก ๆ ไว้ เออร์วินพูดออกมาว่า
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณเจคเช้าวันนี้อากาศดีจังเลยนะครับ”
เจคยังคงทำหน้างงไม่เข้าใจถึงเจตนาของอีกฝ่าย ส่วนเนียที่อุ้มตุ๊กตาในมือพลางขยี้ตาไปมา เออร์วินก็พูดต่ออีกว่า
“ในเมื่ออากาศดีแบบนี้ก็เหมาะเป็อย่างยิ่งใช่ไหมครับที่จะออกมาวิ่งกันรบกวนคุณเจคไปตามพวกพ้องของคุณมาให้ครบด้วยครับ”
เจคยังคงไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอีกฝ่ายว่า้าอะไร แต่เออร์วินกลับยังคงยิ้มให้เขาพูดว่า
“รบกวนด้วยนะครับคุณเจค” ก่อนจะมองผ่านเจคไปยังเนียและอันนาเจตนาข่มขู่เป็ที่ทราบได้
เจคขบกรามกรอดพร้อมกับกำหมัดแน่นก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากบ้านไป ใน่ที่เจคเดินผ่านเออร์วินไปนั้นเออร์วินก็รั้งเขาไว้
“เอ้อ คุณเจคครับ”
เจคหยุดเดินมองหน้าเขาแต่ไม่พูดอะไร เออร์วินก็พูดสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงออกมาว่า
“ดอน โกเบอร์ตายแล้วนะครับ จากนี้ไปคุณไม่ต้องไปหาเขาอีกแล้ว”
เจคหัวใจแทบหยุดเต้นเดิมทีเขาตั้งใจจะไปขอความช่วยเหลือจากดอน แต่กลับไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะชิงลงมือก่อน ดอน โกเบอร์เ้าคนขี้ระแวงเพราะมีศัตรูอยู่ทั่วทุกที่กลับตายแล้ว แต่เจคยังไม่เชื่อทันทีเขาตัดสินใจจะไปดูภายหลัง
เมื่อเจคเดินจากไปเรเวนก็ถามเออร์วินด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า
“นี่ฉันต้องออกมาวิ่งด้วยเหรอ”
“ครับ”
เรเวนไม่ตอบแต่เออร์วินก็พออ่านออกว่าตอนนี้เธอกำลังอารมณ์บูดที่ถูกปลุกให้ตื่นก่อนเวลาเพียงเพื่ออกมาวิ่ง เออร์วินพูดกับเธอว่า
“ผมยังจำได้นะครับที่พี่สาวพูดกับผมว่าจะร่วมมือกับผมเป็การชั่วคราว เพราะเมื่อพี่สาวเจอคนที่เป็ประโยชน์ในการล้างแค้นมากกว่าผมเมื่อไหร่ พี่สาวก็จะผละจากผมไปทันที ดังนั้นจนกว่าพี่สาวจะเจอคนที่ว่าผมว่าอย่างน้อยก็ควรพัฒนาความสามารถให้พี่สาวดีไหมครับ”
“พัฒนาความสามารถ?”
“ใช่ครับ อย่างน้อยก็ทำให้พี่สาวเก่งขึ้นในระดับนึง”
“ด้วยการวิ่ง?”
“ก็...” เออร์วินเหล่ตาไปด้านหนึ่งก่อนจะหันมาสบตากับเธอ “ใช่ครับ”
เรเวนมองหน้าเออร์วินพร้อมทำสีหน้าไร้อารมณ์ออกมา เนียที่ตอนนี้เริ่มหายงัวเงียบ้างแล้วเหลือบไปเห็นเออร์วินเข้าจึงชี้นิ้วใส่หน้าเขาพร้อมร้องว่า
“อ๊ะ! ไอ้คนเลว”
อันนาที่เห็นดังนั้นจึงรีบใช้มือปิดปากเธออย่างรวดเร็วพร้อมกับทำสีหน้าแตกตื่นรีบบอกขอโทษเออร์วิน
“ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ คือว่าเธอเพิ่งตื่นนอนก็เลย...”
เออร์วินยิ้มให้อย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะบอกว่า
“ไม่เป็ไรครับ” ก่อนจะหันไปถามเนียว่า “คุณชื่อเนียใช่ไหมครับอมยิ้มเมื่อวานอร่อยไหมครับ”
เนียไม่ตอบเธอคลายมืออันนาที่ปิดปากก่อนจะทำแก้มป่องแล้วหันไปทางอื่น อันนาเห็นดังนั้นจึงมีสีหน้าลำบากใจแต่พอเห็นว่าเออร์วินไม่มีท่าทีใส่ใจกับปฏิกิริยาของเนียก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
สักพักเจคก็กลับมาพร้อมกับเหล่าอันธพาลในแก๊งของเจคซึ่งแต่ละคนต่างก็มีสีหน้างัวเงียยังไม่ตื่นดี บางคนนี่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินละเมอมาเลยด้วยซ้ำ ทุกคนต่างเดินตามเจคมาหยุดตรงหน้าเออร์วิน เด็กชายก็พูดว่า
“ในเมื่อทุกคนมากันแล้วก็ไปออกวิ่งกันเถอะครับ พวกเราจะวิ่งรอบสลัมกันโดยที่ทุกคนวิ่งอยู่หน้าผมอยู่หลัง และใครวิ่งอยู่หลังสุดเกินห้าวิจะโดนเ้านี่ครับ”
เออร์วินชูกระบองในมือก่อนตัวกระบองจะมีสายฟ้าลั่นเปรี๊ยะเปรี๊ยะ คราวนี้หลายคนเริ่มมีสีหน้าตื่นเต็มตาขึ้นมาทันใด แล้วเออร์วินก็ชี้ไปอีกทางหนึ่งยิ้มแล้วบอกว่า
“มัวรออะไรอยู่ครับจะวิ่งกันก่อนหรือจะให้ผมเริ่มนับ”
จบคำของเด็กชายหลายคนก็เริ่มออกวิ่งทันที หรือจะพูดให้ถูกเพราะพูดว่าแย่งกันวิ่งมากกว่า เจคมองหน้าเออร์วินซึ่งเด็กชายก็จ้องหน้าเขาตอบพลางยิ้มให้เหมือนปกติ แล้วเจคก็หมุนตัววิ่งเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เรเวนถามว่า
“ฉันก็ต้องวิ่งด้วยเหรอ”
เออร์วินโบกกระบองไปมาบอกว่า
“ครับพี่สาวก็ต้องวิ่งด้วย” ก่อนจะหันไปมองอันนากับเนียที่ยังอยู่ในบ้านว่า “พวกคุณก็ต้องวิ่งด้วยนะครับ”
ทั้งสองมีสีหน้าซีดเผือด เนียเปลี่ยนคำเรียกขานเออร์วินเป็
“ไอ้ปีศาจ...”