ฝากติดตามนิยายเสียงของไรท์ด้วยนะคะ
https://www.youtube.com/watch?v=t0UxgRx7E4M
------------------------------------------------------------------------------
บทที่4
หญิงสาวคนแล้วคนเล่าขึ้นไปแสดงความสามารถบนเวที ไม่เพียงเพื่อตนเองเท่านั้น แต่เพื่อหน้าตาตระกูลตนเองด้วย สตรีทุกนางในที่นี้ล้วนเป็บุตรหลานตระกูลใหญ่ ความสามารถจึงไม่ต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็กาพย์ โคลง กลอน ดนตรี ล้วนแล้วแต่ทำได้ดีทั้งสิ้น แม้แต่ไป๋หงยังขึ้นไปแสดงดีดพิณเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมได้ไม่น้อย หลังแสดงเสร็จนางได้ส่งสายตาเยาะเย้ยไปทางซูลี่ แล้วก็มีความคิดชั่วร้ายสว่างวาบขึ้นในหัว นางรีบเดินไปกระซิบพ่อบ้านผู้ประกาศรายชื่อผู้แสดงคนต่อไป โดยให้ซูลี่ขึ้นแสดงต่อ วันนี้มีไทเฮาเสด็จมาเป็ประธาน หากซูลี่ทำสิ่งใดไม่ถูกไม่ควรต่อหน้าพระพักตร์ อยากรู้นักว่านางจะถูกลงโทษอย่างไร
เมื่อชื่อซูลี่ถูกประกาศขึ้น นางก็มีหน้าประหลาดใจแวบหนึ่งก่อนจะกลับเป็สีหน้าเรียบเฉย อี้ผิงกับฮูหยินใหญ่ไป๋ขมวดคิ้วน้อยๆ ขึ้นพร้อมกัน ฮูหยินใหญ่ไป๋เหลือบมองไปทางไป๋หงที่ไม่รู้สึกตัวแวบหนึ่งอย่างคาดโทษ ก่อนจะมองทางซูลี่อย่างกังวลใจ
"น้องซู เ้าไหวไหม ้าให้ข้าช่วยหรือไม่"
ซูลี่สายหน้าน้อยๆ ก่อนตอบ
"ขอบคุณพี่อี้มาก น้องไหวเ้าค่ะ"
พูดจบนางก็เดินไปทางเวทีที่ห้อมล้อมไปด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้ร่วมงาน คนดังอย่างซูลี่ใครเลยจะไม่รู้จัก บ้างอยากชมดูเื่สนุก บ้างรู้สึกเห็นใจ บ้างสนใจใคร่รู้
ซูลี่เป็นางในมา10กว่าปี และได้เลื่อนตำแหน่งเป็หลี่มามา มา20กว่าปี ไหนเลยจะไม่รู้ใจนายใหญ่แห่งวังหลวงอย่างไทเฮา
นางขอกระดาษและพู่กัน แสดงการวาดภาพ
ผู้ร่วมงานต่างมองนางด้วยความประหลาดใจ ความสามารถอย่างการวาดภาพ หากไม่ได้เรียนรู้และฝึกฝนอย่างหนักเป็ระยะเวลานาน ไหนเลยจะทำได้ หลายคนรวมทั้งไป๋หงได้แต่หัวเราะและรอดูความอับอายของซูลี่อย่างเงียบๆ เวลาผ่านไประยะหนึ่ง ไป๋หงที่เริ่มทนไม่ได้ จึงะโขึ้นไปอย่างหวังดีว่า "ญาติผู้น้อง เสียเวลามากแล้ว เ้าลงมาเถิด อย่าไปยืนอยู่ให้อับอายผู้อื่นเลย" น้ำเสียงของนางพยายามแสดงความหวังดีอย่างเต็มเปี่ยม ซูลี่ไม่ได้ตอบสนองเสียงของไป๋หง นางยังคงใช้สมาธิอย่างเต็มที่กับภาพวาดของตน ไป๋หงที่ถูกซูลี่เมินถึงกับโกรธจนหน้าแดง ผู้ร่วมงานบางคนถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่งเสียงซูลี่ก็ดังขึ้น
" เสร็จแล้วเ้าค่ะ"
ผู้ชมรอบด้านต่างชะเง้อคอแย่งกันดู แต่เห็นเพียงแค่ลางๆ เท่านั้น พ่อบ้านนำรูปไปให้ไทเฮาทอดพระเนตรใกล้ๆ ก่อนมีเสียงดังขึ้นว่า
"ดีดีดี ตกรางวัลให้นาง ตกรางวัล" ไทเฮากล่าวเสียงดัง ก่อนที่จะมีมามาผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น กำไลหยกสีเขียวมรกตมันวาว ส่งให้ไทเฮาอย่างรู้ใจ ไทเฮาจะเรียกซูลี่เข้าหาแล้วตบรางวัลให้
ซูลี่เหลือบมองทางมามาผู้นั้น น้ำในตาไหลรื้นขึ้น
นางคือจางมามา ผู้เป็ทั้งแม่และอาจารย์ให้นางตอนที่นางเป็หลี่มามา ได้จางมามาผู้นี้เป็ผู้สอนทุกอย่างให้ รวมทั้งการเอาชีวิตรอดในวังหลวง
ไทเฮาเห็นซูลี่น้ำตาคลอ ได้แต่คิดว่านางซาบซึ้งใจจนรู้สึกเอ็นดู จึงอดถามไถ่ขึ้นไม่ได้ว่า
"ปีนี้เ้าอายุเท่าไหร่ มีคู่หมายแล้วหรือยัง"
"หม่อมฉันอายุย่าง15ปี ยังไม่มีคู่หมายเพคะ" ซูลี่ตอบอยากฉะฉาน ไม่มีความประหม่าใดๆ ทั้งยังแสดงความเคารพอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม อดทำให้ไทเฮานึกชื่นชมอยู่ในใจไม่ได้ เหตุผลการจัดงานเลี้ยงในวันนี้คือ้าหาคู่ครองให้หลายชายของนาง หยางหรง บุตรชายคนรองของหยางอ๋อง
ขณะที่พูดถึงคู่หมาย ซูลี่กลับคิดถึงซูเหวินขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปสงบเงียบตามเดิม
ผู้ร่วมงานต่างยังสงสัยในภาพวาดของซูลี่ โดยเฉพาะไป๋หง ที่มีสีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ต่อหน้าไทเฮา นางทำได้เพียงบิดผ้าเช็ดหน้าในมือไปมา
ไทเฮาเห็นสีหน้าสงสัยของผู้ร่วมงาน จึงนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้แสดงภาพวาดให้ผู้อื่นชม นางมัวแต่ชื่นชมอยู่ผู้เดียว จึงสั่งจางมามานำภาพวาดลงไปแสดงต่อหน้าทุกคน
เมื่อทุกคนที่อยู่ที่นั่นได้เห็นภาพวาด ต่างตกตะลึงในฝีมือของซูลี่ มีบางคนถึงกับอุทานออกมา ภาพวาดพระโพธิสัตย์กวนอิมมาโปรด เพราะไทเฮาองค์นี้ชอบถือศีล กินเจ เข้าวัดไปทำบุญบ่อยครั้ง นางนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด ทำให้ซูลี่ตั้งใจวาดภาพนี้ขึ้นถวาย และไม่ผิดไปจากที่คาด ไทเฮาพอพระทัยรูปนี้เป็อย่างมาก มากกว่าการแสดงที่ผ่านๆ มาของบุตรสาวขุนนางทั้งหลาย
หลังจากนั้นงานยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่นานทุกคนเริ่มแยกย้ายกันกลับ ก่อนซูลี่จะกลับได้มีเสียงหนึ่งรั้งนางไว้
"พี่สาวๆ รอข้าด้วย"
เป็เสียงขององค์หญิงน้อยที่เจอกับซูลี่ที่ภัตรคาร นางมาพร้อมกับเด็กชายตัวน้อยที่หน้าตาคล้ายคลึงกัน
"ข้าชื่อเยว่ซิน นี่คือเยว่เล่อ น้องชายข้าเอง พี่สาวจะกลับแล้วหรือ"
องค์หญิงน้อยแนะนำตัวอย่างกระตือรือร้น ั้แ่เห็นซูลี่ขึ้นแสดงความสามารถนางก็จำซูลี่ได้แล้ว พี่สาวคนที่ช่วยนางเมื่อราวๆ เดือนก่อน
ซูลี่รู้จักเด็กน้อยทั้งสองคนอยู่แล้ว จึงแสดงความเคารพตามธรรมเนียมก่อนจะเอ่ยตอบ
" หม่อมฉันกำลังจะกลับเพคะ"
" นี่ไงๆ พี่สาวที่ข้าบอกตอนนั้นน่ะ"
"ไหนเ้าว่าพี่สาวตัวดำไง เ้าโกหกนี่"
"ก็ตอนนั้นนางดำจริงๆ นี่นา"
"เ้ามันเชื่อถือไม่ได้ ข้าอยากเห็นหญิงตัวดำ ข้าอยากเห็นหญิงตัวดำ เ้าคนโกหก ข้าไม่คุยด้วยแล้ว"
พูดจบองค์ชายน้อยก็วิ่งจากไป ก่อนหน้านี้องค์หญิงน้อยกลับไปเล่าให้เขาฟังถึงคนมาช่วยตนในภัตรคาร เป็หญิงสาวผิวคล้ำผอมแห้งผู้หนึ่ง แต่ตอนนี้นางกลับไม่ดำเหมือนตอนนั้นแล้ว
ฮูหยืนใหญ่ไป๋ ไป๋หงและซูลี่นั่งรถม้าคันเดียวกันมาในตอนแรก ขากลับยังคงนั่งรถม้าคันเดียวกัน ยิ่งเห็นซูลี่พูดคุยกับเชื้อพระวงศ์อย่างสนิทสนมไป๋หงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า
"สงสัยอยู่บ้านนอกมานาน น้องซูถึงได้ซึมซับเอาสภาพแวดล้อมมาวาดเป็ภาพได้"
ฮูหยินใหญ่ไป๋ส่งสายตาห้ามปรามไป๋หง ทำให้นางเงียบลงและไม่พูดอะไรอีก
ซูลี่ไม่ได้สนใจคำพูดของไป๋หงเช่นกัน นางยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งอยู่ในรถม้า ไป๋หงได้แต่แค้นเคืองอยู่ในใจ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้
กลับจวนซูลี่ขอแยกตัวไปพักผ่อน ระหว่างทางได้พบกับซูเหวิน ซูเหวินเห็นซูลี่กลับมาก็ยิ้มอย่างดีใจ
ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนนับั้แ่มาอยู่เมืองหลวง
ซูเหวินที่เดิมดำคล้ำ รูปร่างซูบผอม ตอนนี้เขาเริ่มมีกล้ามเนื้อแบบบุรุษ สูงขึ้นเล็กน้อย ผิวไม่คล้ำแดดเหมือนเมื่อก่อน ซ้ำยังกำยำล่ำสัน น่ามอง ซูลี่อดไม่ได้ที่จะมองซูเหวิน เนื่องจากชายหญิงไม่ควรพบกันบ่อยครั้ง นางจึงพบกับเขาไม่บ่อยนัก ซูลี่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของซูเหวินก็อดยิ้มน้อยๆ ขึ้นไม่ได้ พี่ชายกำมะลอของนางคนนี้น่ามองยิ่งนัก
ทั้งคู่มีเื่ให้พูดคุยกันมากมาย เนื่องจากเขาเป็คนแรกที่นางพบหลังจากที่มาอยู่ในร่างนี้ บวกกับเมื่อได้พบเขาทำให้นางจิตใจสงบและไม่ฝันร้าย ่นี้นางค่อนข้างจะฝันร้ายบ่อยครั้ง จนบางครั้งนางยังคิดว่าเป็รื่องจริงเสียด้วยซ้ำไป
ทางซูเหวินมีเื่มากมายมาเล่าให้ซูลี่ฟัง เนื่องจากเขาได้ไปสมัครทหาร และเริ่มทำงานประจำที่กรม โดยมีเสนาบดีไป๋คอยให้การสนับสนุน เขาจึงมีเวลามาหาซูลี่ไม่บ่อยนัก
คืนนี้ซูลี่หลับสนิทโดยไม่ฝันใดๆ ทำให้นางค่อนข้างมั่นใจในสิ่งที่นางคิด
สองวันผ่านไป เสนาบดีไป๋เรียกพบซูลี่ที่ห้องหนังสือ เมื่อซูลี่ก้าวเข้ามา นางพบว่าข้างกายเสนาบดีไป๋มีฮูหยินใหญ่ที่ส่งยิ้มน้อยๆ ให้นาง และฮูหยินรองที่ส่งยิ้มที่ดูฝืดเฝื่อนให้นางเช่นกัน ซูลี่ไม่สนใจปฏิกริยาของฮูหยินรองไป๋มากนัก นางทำความเคารพทั้งสามก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน
เมื่อเห็นซูลี่เข้ามา เสนาบดีไป๋จึงกล่าวขึ้นว่า
"หลานสาวนั่งก่อน ลุงมีหลายเื่ที่จะต้องหารือกับเ้า"
"เ้าค่ะ" ซูลี่ขานรับ ก่อนจะเดินไปนั่งเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้
เสนาบดีไป๋มองซูลี่ด้วยความพอใจปราดหนึ่ง หลานสาวคนนี้ช่างรู้มารยาทจริงๆ
"ท่านลุงมีอันใดหรือเ้าคะ"
ซูลี่ถามขึ้น
"อีกสองสามวันจวนเ้าใกล้จะซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว เ้าอยากกลับจวนหรืออยู่ที่นี่ต่อ"
" หลานมารบกวนที่นี่นานแล้ว ควรเตรียมตัวกลับดีกว่าเ้าค่ะ"
ซูลี่ตอบอย่างไม่ลังเล
"รบกวนอะไรกัน หลานเป็หลานของลุงนะ จะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหนก็ได้"
เสนาบดีไป๋พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเอ็นดูก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า
"แต่ถ้าหลานอยากกลับลุงก็ไม่ว่าอะไร พ่อบ้านเก่าของสกุลซูลุงก็จัดการให้แล้ว ที่ผ่านมาลุงเห็นว่าหลานจัดการบัญชีด้วยตัวเองได้ เช่นนั้นลุงจะไม่ยุ่งกับเื่นี้ หากมีอะไรที่้าอีกขอให้บอกลุง อย่าได้เกรงใจ"
เมื่อเอ่ยถึงเื่จัดการบัญชีของซูลี่ ใบหน้าฮูหยินรองไป๋เริ่มบูดเบี้ยว เงินผู้อื่นที่ตนไม่ได้มีส่วนร่วม คิดแล้วอดหงุดหงิดใจขึ้นมาไม่ได้ ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่สามารถทำอะไรได้ พ่อบ้านเก่าสกุลซูและซูลี่ ทำบัญชีดีจนไม่มีจุดให้นางแทรกเข้าไปได้
"ท่านลุงเ้าคะ ซูลี่มีเื่อยากจะขอให้ท่านช่วยเื่หนึ่งเ้าค่ะ"
ซูลี่เอ่ยขึ้น
" มีอันใดรึ"
"คือหลานอยากขอซื้อตัวเสี่ยวจูกับเสี่ยวจิน สองสาวใช้ที่ดูแลหลานอยู่ตอนนี้ไปด้วยเ้าค่ะ"
"เื่แค่นี้ เดี๋ยวลุงให้พ่อบ้านนำสัญญาของสองคนนั้นมาให้ อยู่ที่นู่นข้ารับใช้อาจมีไม่พอ เ้านำพวกนางไปด้วยเถอะ"
เสนาบดีไป๋พูดขึ้นก่อนจะเอ่ยต่ออีกว่า
"จริงสิ่ ที่เรียกเ้ามายังมีอีกเื่ที่ต้องบอกกล่าว ให้เ้าเป็คนพูดกับนางเถอะ"
เสนาบดีไป๋พูดพลางส่งสายตาไปทางฮูหยินใหญ่ไป๋
"คืออย่างนี้นะ เมื่อวานไทเฮามีรับสั่งให้ป้าเข้าไปพบและหารือเื่หมั้นหมายของเ้า ไทเฮาทรงอยากให้เ้าหมั้นหมายกับโอรสคนรองของหยางอ๋อง หากเ้าไม่ขัดข้องไทเฮาจะพระราชทานราชโองการในอีกสองวันข้างหน้านี้"
ฮูหยินใหญ่ถามความเห็นของซูลี่ จะมีสักกี่คนจะได้หมั้นหมายและสมรสกับเชื้อพระวงศ์ ด้วยเหตุนี้ฮูหยินรองจึงมีสีหน้าริษยา บุตรสาวของนางก็ไปร่วมงานเช่นกัน นางไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดผู้อื่นถึงไปเข้าตาไทเฮาได้
ซูลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย อยู่ๆ นางก็นึกถึงซูเหวินขึ้นมา นึกถึงก็ส่วนนึกถึง นางไม่มีเหตุผลใดมาปฏิเสธเื่หมั้นหมายนี้ จึงได้แต่ตอบรับ
"หลานแล้วแต่ท่านลุงท่านป้าเ้าค่ะ"
เสนาบดีไป๋พยักหน้าให้กับหลานสาวที่รู้ความคนนี้ ก่อนจะพูดคุยกันอีกเล็กน้อย
หลังจากที่ซูลี่กลับที่พัก นางได้นั่งคิดทบทวน นางเข้าใจชีวิตความเป็อยู่ของเชื้อพระวงศ์ดี นางไม่อยากเข้าไปในวังวนนั้น แต่จนใจที่ไม่มีเหตุผลมากพอที่จะปฏิเสธ หากนางปฏิเสธยิ่งจะทำให้ท่านลุงท่านป้าลำบากใจมากยิ่งขึ้น
ชีวิตก่อนนางเคยมีคนรัก เขาเป็ถึงองครักษ์ยศสูง ส่วนนางเป็เพียงนางใน แม้จะมียศอยู่บ้างแต่ก็ไม่สูงนัก นางวาดหวังว่าจะได้คู่ครองที่รักเดียวใจเดียว มีนางเพียงคนเดียว ฝ่ายชายสัญญาว่าจะแต่งงานกับนางเพียงผู้เดียว จะไม่มีหญิงใดอีก ชายคนรักต้องออกไปทำงานต่างเมืองระยะหนึ่ง เวลาผ่านไปเขากลับมาพร้อมภรรยา เขาบอกว่ามันเป็อุบัติเหตุ เขายังคงรักนางเพียงผู้เดียว ขอให้นางเข้าใจเขา และขอให้นางแต่งเข้ามาเป็อนุภรรยา ซูลี่ในตอนนั้นตั้งมั่นว่าจะถือครองพรมจรรย์ไปตลอดชีวิต แต่ตอนนี้นางกลับเป็ซูลี่ แม้ไม่อยากยอมรับการหมั้นหมาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ ซูลี่ได้แต่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า
สองวันผ่านไปมีราชโองการประทานหมั้นหมายให้กับซูลี่และหยางหรง มาที่จวนไป๋
ผู้คนในตระกูลไป๋รวมทั้งซูลี่ ออกมาร่วมต้อนรับจางมามา ข้ารับใช้คนสนิทของไทเฮาผู้ที่มาประกาศราชโองการให้ในวันนี้
ไป๋หงส่งสายตาริษยาไปที่ราชโองการฉบับนั้น เหตุใดถึงไม่เป็นาง นางไม่ยอม นางจะชิงราชโองการนี้มาเป็ของนางให้ได้
เสนาบดีไป๋เชิญจางมามาเข้ามาร่วมดื่มชาอย่างเป็พิธี ปกติแล้วเมื่อประกาศราชโองการเสร็จจางมามาไม่เคยรับคำเชิญชวนใดๆ แต่คราวนี้จางมามากลับรับคำเชิญของเสนาบดีไป๋ ทำให้เขาอดแปลกใจไม่ได้
เมื่อเข้ามาในจวน จางมามาได้ขออยู่สนทนาเพียงลำพังกับซูลี่ ทำให้คนอื่นๆ กล่าวขอตัวออกไป
เมื่ออยู่เพียงลำพังจางมามาก็เอ่ยขึ้นว่า
"เ้ารู้จักกับหลี่มามาหรือไม่"
ซูลี่ใอยู่ภายในใจแต่ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า
"เหตุใด จางมามาถึงถามผู้น้อยเช่นนี้เ้าคะ"
จางมามาหลี่ตามองไปทางซูลี่ก่อนเอ่ยตอบว่า
" เมื่อวันงานข้ากลับเห็นเงาของนางซ้อนทับกับเ้า กริยาท่าทาง แม้กระทั่งท่าเดินของเ้ากับนางคล้ายกันมาก ข้าคงคิดถึงนางมากเกินไป เห้อ ข้านี่ก็เลอะเทอะ เ้ากับนางจะไปรู้จักกันได้อย่างไร"
จางมามาถอนหายใจออกมา
"หลี่มามาคือใครหรือเ้าคะ"
แม้รู้ว่าเสียมารยาท แต่ซูลี่อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา นางอยากรู้ว่าตัวเองในอดีตตอนนี้เป็อย่างไรบ้าง
จางมามาสายตาเจือแววโศกเศร้าก่อนจะเล่าขึ้นว่า
"นางคือเด็กกำพร้าที่ข้าดูแลมาั้แ่เด็ก เป็คนใฝ่รู้และขยันหมั่นเพียร นางขาดโชคชะตาดอกท้อ แต่กลับมีโชคด้านการงาน ข้าคิดว่าอีกไม่นานจะให้นางจะมาแทนที่ข้า แต่นางกลับ เห้อ"
จางมามาหยุดพูดนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า
"นางจากโลกนี้ไปแล้ว"
"นางตายอย่างไรหรือเ้าคะ"
ซูลี่ถามขึ้นมาในทันที จนจางมามาอดหรี่ตามองไม่ได้ ก่อนจะตอบว่า
"มันเป็อุบัติเหตุ เหล่าเด็กๆ ในวังเล่นลูกหินไม่ระวัง พุ่งชนเข้ากับศีรษะของนาง จนนางล้มลงหัวฟาดพื้น แล้ว... "
จางมามาได้แต่ถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะเอ่ยต่อว่า
" เหตุใดข้าต้องมาพูดคุยเื่นี้กับเ้าด้วยนะ เอาเป็ว่ายินดีกับคุณหนูซูด้วยที่ได้หมั้นหมาย อันนี้คือของเล็กๆ น้อยๆ แสดงความยินดี"
กล่าวจบจางมามาได้มอบกล่องเล็กๆ ใบหนึ่งให้ซูลี่ ในความคิดของนาง นางรู้สึกว่าหลี่มามากับซูลี่ดูคล้ายคลึงกัน นางอยากให้ซูลี่เป็ตัวแทนหลี่มามา รับของขวัญแสดงความยินดีที่จะมีคู่ครอง
คุยกันอีกเล็กน้อย นางก็กล่าวลาคนทั้งจวนกลับวังหลวงไป
ซูเหวินได้ย้ายไปอยู่บ้านพักที่ที่ว่าการจัดไว้ให้ ั้แ่รู้ข่าวว่าซูลี่หมั้นหมาย นางก็ไม่ได้พบเขาอีกเลย คืนนั้นเมื่อนางล้มตัวลงนอน กลับมีลมกระโชกแรงพัดมาทางหน้าต่าง ปกติหน้าต่างห้องจะปิดไว้เสมอ สงสัยสองสาวใช้จะลืมปิด ซูลี่คิดในใจ แต่ไม่ได้ใส่ใจมากนัก นางจึงลุกขึ้นไปหมายจะปิดหน้าต่าง กลับมีมือหนึ่งพุ่งเข้ามาบีบคอนาง พร้อมมีเสียงแว่วๆ ดังออกมาว่า คืนข้ามา คืนข้ามา ซูลี่ใสะดุ้งตื่น นางฝันร้ายอีกแล้ว ฝันร้ายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเสียอีก