ค่ายทหาร ณ เมืองยุทธศาสตร์สำคัญของต้าถังอย่างโยวโจว
บุรุษรูปร่างกำยำในอาภรณ์สีดำสนิทนั่งอ่านจดหมายที่เพิ่งส่งมาถึงจนครบทุกตัวอักษร คนผู้นี้คือฉีอ๋อง หลี่หยวนจี๋ โอรสองค์สุดท้ายของไท่ซ่างหวงหลี่ยวน พระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
“บอกคนของเราจับตาหอเฟยเซียนให้ดี”
“ขอรับ”
เพียงแค่ผู้เป็นายโบกมือร่างชายฉกรรจ์ก็หายวับไปอย่างรวดเร็วราวกับหายตัวได้
ฉีอ๋องก้าวย่างออกจากกระโจม บริเวณลานฝึกมีรองแม่ทัพรำหอกอยู่ท่ามกลางแดดร้อนอย่างบ้าคลั่ง
ั้แ่รู้ข่าวว่าจวนฝู่กั๋วกงล้ม คนในครอบครัวถูกส่งกลับบ้านเดิมของบรรพบุรุษจ้าวลู่จื้อก็ล้มทั้งยืน บุ่มบ่ามจะกลับไปที่หมู่บ้านกลางหุบเขา หากท่านอ๋องไม่ฉุดรั้งเตือนสติยามนี้เขาคงอยู่ที่หมู่บ้านซานเป่ย
จ้าวลู่จื้อชายหนุ่มอายุเพียงสิบหกทว่าร่างกายกลับกำยำออกรบจับศึกจนสามารถคว้าตำแหน่งรองแม่ทัพรักษาการเมืองโยวโจว ฝึกซ้อมอย่างหนักมิเกรงกลัวแดดร้อน ทหารต่างยืนมองรองแม่ทัพด้วยความเห็นใจ
“เรียกรองแม่ทัพจ้าวมาพบข้า”
“ขอรับ” ห่าวหรานองครักษ์ประจำกายรีบวิ่งไปยังลานฝึก
ฉีอ๋องกลับเข้ามานั่งบนเก้าอี้ไท่ซือ [1] ภายในกระโจม ชาหอมกรุ่นถูกยกขึ้นจิบระหว่างรอ
“จ้าวลู่จื้อคารวะฉีอ๋อง”
“เชิญนั่ง” ปรายตามองเก้าอี้ด้านข้าง
“ท่านเรียกข้าน้อยเข้าพบเพราะเหตุใดขอรับ”
ยื่นกระดาษที่ถูกพับจนเล็กให้กับรองแม่ทัพจ้าว
จ้าวลู่จื้ออ่านข้อความด้วยใบหน้าเคร่งเครียด มือกำแน่นจนเส้นเืปูด ผุดลุกขึ้นแล้วทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉีอ๋องที่ถูกฮ่องเต้แต่งตั้งให้เป็ผู้บัญชาการทหารปกป้องดินแดน
“ท่านอ๋องโปรดอนุญาตให้ข้าน้อยลากลับบ้านด้วยขอรับ” คุกเข่าต่อหน้า สบสายตากับฉีอ๋องอย่างแน่วแน่
ฉีอ๋องหมุนจอกชาในมืออย่างครุ่นคิด “ข้าไม่อนุญาต” น้ำเสียงดุดันเปล่งออกมา
“ขอท่านอ๋องได้โปรดอนุญาตด้วยเถิดขอรับ” โขกศีรษะกับพื้นพรมที่ปูอยู่ภายในกระโจม
“เ้าทำตัวบุ่มบ่ามเช่นนี้เพื่ออันใด หากเ้าก้าวออกจากโยวโจว คนที่จ้องเล่นงานก็จะเคลื่อนไหวทันที คิดว่าตนเองจะควบม้าถึงซานเป่ยหรือไม่”
“คนในตระกูลข้าน้อย กำลังตกที่นั่งลำบากจะให้ข้าอยู่เฉยได้อย่างไร”
“เ้าไปแล้วช่วยอันใดได้ มีแต่จะทำให้ศีรษะคนในตระกูลจ้าวหลุดจากบ่าเร็วพลัน ยามนี้แถบชายแดนไม่สงบสุขถ้าเ้ากลับบ้านเท่ากับละเลยหน้าที่มีโทษถึงปะา
จ้าวลู่จื้อกำหมัดแน่น ท่านปู่กับท่านพ่อรับใช้ราชสำนักด้วยความภักดีมาหลายปี แล้วสิ่งตอบแทนคือการล่มสลายของจวนฝู่กั๋วกงน่ะเหรอ ช่างมิคุ้มค่ากับความทุ่มเทเอาเสียเลย
“คนในครอบครัวเ้าปลอดภัยดี เ้ามิต้องเป็ห่วง”
“มือสังหารพวกนั้นเป็ของผู้ใดขอรับ”
“คนของข้ากำลังตามสืบอยู่ เ้าห้ามเคลื่อนไหวโดดเด็ดขาด หากยังรั้นมิยอมเชื่อฟังต่อให้เป็ไทซ่างหวงก็ช่วยเ้ามิได้”
“ข้าน้อยรับทราบ”
หลังจากรองแม่ทัพออกไปจากกระโจมห่าวเหรินก็กลับมารินชาให้กับฉีอ๋อง
“ท่านอ๋องขอรับ มีสาสน์ลับจากไทซ่างหวง”
หลิงหย่งองครักษ์ประจำกายอีกนายรีบวิ่งนำสาสน์ลับเข้ามาให้
แผ่นกระดาษถูกดึงออกจากกระบอกไม้ไผ่ ฉีอ๋องนำแผ่นกระดาษว่างเปล่าไปลนไฟจากนั้นตัวอักษรก็ปรากฎ
‘คืนอำนาจทหาร’
ข้อความสั้น ๆ ทำให้ั์ตาแฝงไปด้วยความล้ำลึก “ราชสำนักคงอยากให้ข้าคืนอำนาจทางทหาร”
เมื่อเดือนที่แล้วราชสำนักถกเถียงเื่ปฏิรูปโครงสร้างการปกครอง เพื่อป้องกันการก่อฏของผู้มีกำลังทหารอยู่ในมือ ราชสำนักจึง้ารวมอำนาจทางการทหารเข้าสู่ส่วนกลาง ในภาวะา ส่วนกลางค่อยสั่งระดมพลจากที่ต่างๆ จากนั้นจัดส่งแม่ทัพไปบัญชาการรบ ภายหลังเสร็จศึก ทหารกลับสู่กรมกอง แม่ทัพกลับคืนสู่ราชสำนัก
“ท่านอ๋องพวกเราต้องมอบทหารให้แก่ส่วนกลางหมดเลยหรือขอรับ” ห่าวหรานเกิดความกังวลมากกว่าสบายใจ ท่านอ๋องมิยอมกลับฉางอัน ยิ่งเกิดเหตุการณ์ะเืใจขึ้นที่ประตูเสวียนอู่ยิ่งไม่อยากกลับ
ทหารที่อยู่ภายใต้การปกครองของฉีอ๋องมีทั้งหมดสองแสนนาย หนึ่งแสนนายคือทหารเกราะนิลผู้แข็งแกร่งถูกฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเวลาออกรบทหารเพียงหนึ่งนายสามารถรับมือกับคู่ต่อสู้ได้เป็สิบ หากต้องมอบให้กับราชสำนักมิเท่าว่าตัดแขนตัดขากองกำลังของตัวเองหรอกหรือ
ไร้เสียงตอบคำถามมีเพียงแววตาที่ล้ำลึกไม่มีผู้ใดรู้ว่ากำลังคิดอันใด โยวโจวแห่งนี้คือพื้นที่ศักดินาของฉีอ๋อง บรรดาแม่ทัพและทหารที่ปกป้องบ้านเมืองต่างเปรียบเสมือนพี่น้อง ไม่รู้ว่าลมทางเมืองหลวงจะเปลี่ยนไปทิศทางใด
------------------------------
จ้าวลู่ชิงมององุ่นเชื่อมน้ำผึ้งที่ตากอยู่เต็มลาน ท่านปู่นางและพลเงาจำนวนห้านายกลับมาจากล่าสัตว์ กระบุงทั้งสามมีถังไม้อยู่ด้านในและด้านในถังไม้มีรังผึ้งขนาดใหญ่อยู่จนเต็ม
พวกเขานำน้ำผึ้งกลับมาเยอะจนนางนับถือ น้ำผึ้งสองถังไม้ถูกใช้เชื่อมองุ่นลูกเล็กรสชาติเปรี้ยวอมฝาด น้ำผึ้งอีกถังไม้นางเก็บเอาไว้ในไหเป็อย่างดี
หน้าประตูบ้านตระกูลจ้าวมีเด็กน้อยอายุราวแปดขวบยืนอยู่ เสียงเคาะประตูทำให้บ่าวที่ทำหน้าที่เป็นายประตูเปิดมันออก
“เ้ามาหาผู้ใด” มองเด็กน้อยผอมโซ ผมแห้งชี้ฟู ราวกับขอทานตัวน้อย
“ข้ามาหาพี่สาวเ้าของบ้านเ้าค่ะ”
“เ้ามาหาคุณหนูด้วยเื่อันใด” นายประตูขมวดคิ้วสงสัยว่าเด็กผู้นี้รู้จักกับคุณหนูหรือไม่ เขาก็เพิ่งเคยมาเยือนหมู่บ้านแห่งนี้เป็ครั้งแรกมิรู้ว่าคุณหนูสนิทกับชาวบ้านผู้ใดบ้าง
“ข้ามาของานพี่สาวทำ”
“เ้ายังเด็กอย่างนี้จะทำงานอันใดได้”
“ข้าทำได้หมดทุกอย่างเ้าค่ะ ข้าสามารถขุดหาัดิน (ไส้เดือน) มาเลี้ยงไก่ได้ ข้ายังสามารถขึ้นไปเก็บของป่าบนเขาได้ด้วยนะเ้าค่ะ” แววตารอคอยอย่างมีความหวัง วันนั้นนางเห็นชาวบ้านต่อแถวรับค่าแรงจากคุณหนูบ้านหลังใหญ่
นายประตูอายุสี่สิบกว่ายกมือขึ้นเช็ดน้ำตา เด็กยากจนมักจะรู้จักทำงานั้แ่เยาว์วัย
“เ้ามีนามว่าอย่างไร”
“มู่เจียเ้าค่ะ”
“เ้ายืนรออยู่นี่สักประเดี๋ยว ข้าจะไปเรียนคุณหนูให้”
“ขอบคุณมากเ้าค่ะ”
จ้าวลู่ชิงกำลังนั่งจิบชาใต้ต้นดอกเหมยโดยมีสาวใช้ทั้งสองนวดให้ ปากงับขนมเซาปิ่งที่อี้หมัวมัวกำลังป้อนให้ (ขนมเปี๊ยะสด)
“คุณหนู มีคนมาขอพบคุณหนูขอรับ” นายประตูเข้ามาขัดการดื่มด่ำความสุนทรีของจ้าวลู่ชิง
“ผู้ใด”
“เป็เด็กน้อยชาวบ้านนามว่ามู่เจียขอรับ”
“เด็กน้อย? มู่เจีย? ผู้ใดกัน?” ยกมือขึ้นสาวใช้จึงหยุดนวด นางไม่คุ้นว่าหมู่บ้านซานเป่ยมีคนแซ่มู่
“นางบอกว่าจะมาของานคุณหนูทำ”
“เอาล่ะ ขอบใจท่านมาก มิรู้ว่าเป็ผู้ใดแต่ข้าจะไปดูสักหน่อยว่าเด็กที่ไหนมาขัดเวลาพักผ่อน” จ้าวลู่ชิงมุ่งตรงไปยังหน้าบ้านพอเห็นเด็กที่ยืนอยู่ก็จำได้ทันที
“เ้านี่เอง มาหาข้าเพราะอยากทำงานรึ”
“ใช่เ้าค่ะ ข้าอยากมาของานคุณหนูทำ”
“ข้ามิใช้แรงงานเด็กหรอกนะ” ดูเด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้านางสิ แขนขาเล็ก ลมพัดมิรู้ว่าจะปลิวหรือเปล่า ใบหน้าซูบผอมทว่าแววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น หากอยู่ในยุคที่นางจากมาการใช้แรงงานเด็กเท่ากับทำผิดกฎหมาย
ั์ตาประกายความหวังพลันหม่นลงจนจ้าวลู่ชิงรู้สึกผิด นี่นางกำลังรังแกเด็กอยู่รึ
“คุณหนูไม่มีงานให้ข้าทำเลยหรือเ้าคะ” ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตา
“พ่อกับแม่เ้าไปไหน ไยปล่อยให้เ้ามาหางานทำเช่นนี้”
“ท่านพ่อท่านแม่ของข้าป่วยเ้าค่ะ ส่วนพี่ชายทั้งสองขึ้นไปขุดผักป่าบนเขา”
“พ่อกับแม่เ้าป่วยเป็อันใด”
“อาทิตย์ก่อนท่านพ่อข้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์แล้วเกิดพลัดตกเขาจนขาบวมไม่สามารถลุกจากเตียงได้ ส่วนท่านแม่ของข้าร่างกายอ่อนแอ ข้าไม่มีเงินเชิญหมอมารักษาจึงคิดอยากมาของานคุณหนูทำ เพราะวันนั้นข้าเห็นชาวบ้านรับเงินค่าแรงจากคุณหนู”
“ซูเซียงไปนำห่อเข็มมา”
ซูเซียงรีบใช้วิชาตัวเบาะโลัดเลาะไปยังเรือนคุณหนูทันทีที่ได้รับคำสั่ง
“พาข้าไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่เ้าได้หรือไม่”
“หากข้าพาท่านไปบ้าน ข้าจะได้งานทำหรือไม่เ้าคะ”
“เ้าอายุเท่าใด?”
“แปดขวบเ้าค่ะ”
“อายุเพียงแปดขวบแต่เฉลียวฉลาดยิ่งนัก” ชีวิตในยุคที่แล้วของนางอายุเท่าเด็กตรงหน้ายังเล่นสนุกสนาน ออดอ้อนคนในครอบครัว
ไม่ต้องเครียดกับเื่ใด ๆ ทั้งสิ้น ทว่าเด็กในหมู่บ้านยากจนสมัยนี้ต้องทำงานั้แ่ยังเด็ก ป่วยก็เข้าไม่ถึงการรักษาเพราะขาดเงิน
เท่าที่นางจำได้หมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีผู้รู้วิชาแพทย์อาศัยอยู่เลยสักคน หากอยากเชิญหมอก็ต้องไปเชิญที่หมู่บ้านข้างเคียงหรือหมอในตัวตำบล
“ขอบคุณคุณหนูที่เอ่ยชมเ้าค่ะ ท่านแม่กับท่านพ่อก็ชอบพูดว่าข้าเป็เด็กรู้ความ”
“ช่างเจรจายิ่งนัก” ซูเจินส่งยิ้มให้กับเด็กน้อยอยู่ในชุดซอมซ่อแต่มิบดบังความเฉลียวฉลาดได้เลย
“นำทางข้าไปบ้านเ้า”
เด็กน้อยสวมรองเท้าฟางเก่า ๆ วิ่งเหยาะ ๆ นำหน้าพวกนางไปยังบ้านที่ตั้งอยู่ทางใต้ติดกับเชิงเขา
[1] เก้าอี้ไท่ซือ เป็เก้าอี้แบบโบราณของจีน ด้านหลังมีพนักพิง ด้านข้างมีเท้าแขน นิยมใช้ในหมู่ขุนนาง จึงเป็ที่มาของชื่อ “เก้าอี้ไท่ซือ” ซึ่งเป็คำเรียกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในอดีต