“คารวะเถ้าแก่น้อยซ่ง” เซี่ยลี่หยางทักทายก่อนจะแนะนำภรรยา “นี่คือภรรยาของข้า นางชื่อหลี่เหิงเยว่ขอรับ”
“น้องชายอย่าได้มากพิธี ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ว่าเ้าคือบุตรชายของท่านอาสามเซี่ย ข้าจึงเสนอเงื่อนไขการขายร้านค้ากับเ้าไป เอาเป็ว่าหากเ้าพอใจร้านค้าแห่งนี้ เราก็ทำสัญญาซื้อขายตามราคาที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านั้นเถอะ เ้าไม่รู้อะไร หลังจากท่านพ่อรู้ว่าข้าสร้างเงื่อนไขกับเ้า เขามาต่อว่าข้าเสียยกใหญ่”
หลี่เหิงเยว่หันไปมองสามีอย่างไม่เข้าใจ เซี่ยลี่หยางยิ้มให้ภรรยาแล้วอธิบาย “พี่ชายท่านนี้คือบุตรชายคนเดียวของท่านลุงซ่ง เ้าของกิจการค้าข้าวรายใหญ่ของอำเภอเรา”
“ข้านึกออกแล้ว ท่านลุงซ่งคือคนที่ทะเลาะกับนายท่านห้าเซี่ยในวันที่เราเปิดประมูลเหล้าใช่หรือไม่”
“ฮ่าๆๆ บิดาข้าคือตาเฒ่าคนนั้นนั่นล่ะ เมื่อไหร่ที่เขาเจอกับท่านอาห้าของพวกเ้า เขาก็จะต้องทะเลาะกันทุกทีไป” ซ่งลี่จิ่นตอบ
“ตอนนี้ครอบครัวของข้าไม่เกี่ยวข้องกับคนตระกูลเซี่ยอีกแล้วขอรับเถ้าแก่น้อยซ่ง” เซี่ยลี่หยางอธิบาย
“เถ้าแก่น้อยซ่งอะไรกัน ต่อไปเ้าเรียกข้าว่าพี่ลี่จิ่นก็ได้ ข้าเพิ่งอายุแค่ยี่สิบสอง เ้าก็เรียกข้าเสียดูแก่เชียว ส่วนข้าก็จะเรียกเ้าว่าลี่หยางก็แล้วกัน มาเถอะ...เราไปทำสัญญาซื้อขายกัน ข้ายังต้องกลับไปดูแลภรรยาต่อ” ซ่งลี่จิ่นเก็บรอยยิ้มและเปลี่ยนสีหน้าเป็เศร้าหมอง
“เื่ซื้อขายร้านค้าเอาไว้ก่อนก็ได้ขอรับ ที่ข้าพาภรรยามาพบท่านในวันนี้ก็เพราะอยากให้นางมาตรวจดูอาการของพี่สะใภ้ ท่านคงเคยได้ยินเกี่ยวกับอาการป่วยของท่านอาสี่มาแล้ว ภรรยาของข้าเป็คนรักษาให้เขา”
แน่นอนว่าซ่งลี่จิ่นย่อมรู้เื่นี้ และเขาก็เคยไปเยี่ยมท่านอาสี่เซี่ยมาแล้วครั้งหนึ่ง แผลเป็จากการผ่าตัดหน้าท้องนั้นแทบจะมองไม่เห็นเลย เพียงแต่เขาละอายใจที่เขาเอาเื่การรักษามาต่อรองกับการติดต่อธุรกิจ มันทำให้เขาดูเหมือนคนใจแคบ ยิ่งเขาได้รู้ว่าบิดากับท่านอาสามเซี่ยมีความคุ้นเคยกันดี ทำให้เขาละอายใจกับการกระทำของตนยิ่งกว่าเดิม
“พี่ลี่จิ่น ข้าขอเข้าไปตรวจดูอาการของพี่สะใภ้ได้หรือไม่เ้าคะ” หลี่เหิงเยว่ยิ้ม รอยยิ้มของนางดูจริงใจจนซ่งลี่จิ่นไม่กล้าปฏิเสธ
ซ่งลี่จิ่นเปิดประตูห้องอย่างเบามือ “ฮวาเอ๋อ ลี่หยางกับน้องสะใภ้้ามาเยี่ยมเ้า”
“ท่านก็รู้ว่าข้าไม่อยากพบหน้าผู้ใด เหตุใดท่านถึงต้องพาคนมาพบข้าด้วย หรือท่านอยากเห็นข้าอับอาย” เยี่ยฮวาะโต่อว่าสามี
หลี่เหิงเยว่กระซิบบอกให้บุรุษทั้งสองรออยู่ด้านนอก
เยี่ยฮวาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่มีผ้าปิดหน้าคลุมไว้ นางขมวดคิ้วแน่น “ทำไมเ้าต้องเอาผ้าคลุมหน้าไว้ด้วย หรือว่าเ้ารังเกียจที่จะสนทนากับข้า เช่นนั้นเ้าก็ออกไปข้างนอกเถอะ”
ก่อนหน้านี้หลี่เหิงเยว่ได้ยินจากซ่งลี่จิ่นมาบ้างแล้วว่าเยี่ยฮวาเป็สตรีอ่อนโยนและนิสัยดีผู้หนึ่ง แต่มีครั้งหนึ่งที่ทั้งคู่เดินทางไปต่างเมือง ระหว่างทางม้าเกิดพยศทำให้รถม้าพลิกคว่ำ เหนือหน้าอกของเยี่ยฮวาเกิดรอยแผล แต่เมื่อาแหายดีกลับทิ้งรอยแผลเป็นูนแดงเอาไว้ ั้แ่วันนั้นเยี่ยฮวาก็ไม่เคยให้สามีเข้าใกล้อีกเลย วัยหนุ่มสาวเช่นพวกเขาไม่ได้แสดงความรักต่อกันย่อมรู้สึกทรมานเป็ธรรมดา แต่นางไม่กล้าให้สามีเห็นรอยแผลเป็น่าเกลียดนั้นจริงๆ
บ่อยครั้งที่ซ่งลี่จิ่นปลอบใจภรรยาว่าเขาไม่เคยสนใจกับรอยแผลเป็นั้นเลย อีกทั้งรอยแผลเป็นั้นมีเพียงเขาที่สามารถมองเห็นมันได้ นางไม่จำเป็ต้องกังวลเื่นี้ แต่ถึงอย่างนั้นเยี่ยฮวาก็ยังไม่กล้าเปิดเผยเรือนร่างต่อหน้าสามี แม้แต่ตอนอาบน้ำ นางยังไม่แม้แต่จะก้มลงไปมองรอยแผลเป็ของตนเองเลย
หลี่เหิงเยว่ปลดผ้าคลุมหน้าลงช้าๆ “พี่สะใภ้คิดมากเกินไปแล้วเ้าค่ะ เพียงแต่ใบหน้าของข้าอยู่ในระหว่างการรักษา จนกว่าหน้าของข้าจะกลับมาเหมือนเดิม ข้าจึงต้องคลุมผ้าไว้ก่อน”
“หน้าของเ้าเป็รอยแผลหรือ?”
“เป็รอยแผลที่เกิดจากการวางยาพิษ สภาพก่อนหน้านี้แย่มากทีเดียว แต่ตอนนี้ดีขึ้นบ้างแล้วเ้าค่ะ”
เยี่ยฮวามองใบหน้าของหลี่เหิงเยว่ก็เห็นว่ารอยแผลบนหน้าของอีกฝ่ายกำลังตกสะเก็ด “เ้ารักษาแผลบนใบหน้าด้วยตัวเองหรือ?”
“ถูกต้องแล้วเ้าค่ะ” หลี่เหิงเยว่เดินไปหยุดตรงหน้าเตียง “ข้าขอดูแผลเป็ของท่านได้หรือไม่เ้าคะ ท่านไม่ต้องอายนะเ้าคะ อย่างไรเราสองคนก็เป็ผู้หญิงเหมือนกัน”
“เ้ามั่นใจว่าจะรักษารอยแผลเป็ของข้าได้จริงหรือ? รอยแผลเป็นี้มันน่าเกลียดมาก” เยี่ยฮวาปลดเสื้อลงอย่างเขินอาย
“ข้าต้องเห็นรอยแผลเป็ของท่านเสียก่อนถึงจะตัดสินใจได้ว่าควรจะรักษาท่านด้วยวิธีใด” หลี่เหิงเยว่ไม่ได้สนใจท่าทางเขินอายนั้น นางสนใจกับรอยแผลเป็ตรงหน้ามากกว่าและพบว่ามันคือแผลเป็ประเภทคีลอยด์ แผลเป็ประเภทนี้จะมีลักษณะโตนูนที่ขยายใหญ่เกินขอบเขตของแผลเดิม
“แผลเป็ของข้าน่าเกลียดมากเลยใช่หรือไม่? ชาตินี้ข้าคงไม่มีทางลบมันออกไปได้แล้วใช่หรือไม่?” เยี่ยฮวาถามเสียงเครือ
“แผลเป็ของท่าน ข้าสามารถรักษาได้เ้าค่ะ”
“เ้า...เ้าสามารถรักษาแผลเป็ของข้าได้จริงหรือ”
“รักษาได้แน่นอนเ้าค่ะ เพียงแต่แผลเป็ของท่านถูกปล่อยทิ้งมาเป็เวลานาน วิธีการฉีดยารักษาคงทำไม่ได้แล้ว”
“แล้วเ้ายังมีวิธีอื่นในการรักษาหรือไม่?” เยี่ยฮวาถามอย่างมีความหวัง ก่อนหน้านี้นางพยายามเสาะหาหรือแม้กระทั่งซื้อยาลบรอยแผลเป็มาทา แต่การรักษาเ่าั้ดูเหมือนจะไม่ได้ผล
“สามารถรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดได้เ้าค่ะ” หลี่เหิงเยว่ตอบอย่างมั่นใจ “เพียงแต่การรักษาของท่านอาจจะต้องทำหลังจากที่ข้าสร้างห้องผ่าตัดเสร็จเสียก่อน”
“เ้าหมายถึง หากเ้าซื้อร้านค้าของเราเพื่อสร้างโรงหมอ เ้าก็จะสร้างห้องผ่าตัดขึ้นมาใช่หรือไม่”
หลี่เหิงเยว่ยิ้ม “ใช่แล้วเ้าค่ะ แต่ข้าไม่ได้หมายความว่าจะมัดมือชกให้พวกท่านขายร้านค้าให้เรานะเ้าคะ”
“ไม่ๆ ไม่แน่นอน เราไม่คิดเช่นนั้นแน่นอน” เยี่ยฮวาะโเรียกสามี “อาจิ่น น้องสะใภ้บอกว่ารอยแผลเป็ของข้ามีทางรักษา”
ซ่งลี่จิ่นกับเซี่ยลี่หยางเดินตามกันเข้ามา จากนั้นเยี่ยฮวาก็เป็คนเล่าทุกอย่างให้สามีฟัง ใช้เวลาไม่นาน ซ่งลี่จิ่นก็พาเซี่ยลี่หยางไปทำสัญญาซื้อขายร้านค้า และยังพาเซี่ยลี่หยางไปจัดการโอนกรรมสิทธิ์ร้านค้าที่ที่ว่าการอำเภอทันที
เมื่อทำการซื้อขายกันเสร็จ โรงหมอของหลี่เหิงเยว่ก็ปิดประตูด้านนอกและสร้างกำแพงชั่วคราวกั้นอย่างแ่าเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าร้านค้าของนางกำลังปรับปรุงไปเพื่ออะไร
การก่อสร้างใช้เวลาแค่สิบวัน เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็เคาน์เตอร์เก็บเงิน ตู้เก็บยา อุปกรณ์ในห้องผ่าตัด หรือแม้แต่เตียงและเก้าอี้เข็นสำหรับคนไข้ หลี่เหิงเยว่กับเซี่ยลี่หยางก็สั่งซื้อมาจากเครื่องแลกเปลี่ยนสินค้าในมิติทั้งนั้น
เช้าของวันเปิดโรงหมอเซี่ยไห่ถังจึงเป็วันเดียวกับที่ ‘อบอุ่นการแพทย์’ เปิดทำการเช่นกัน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโรงหมอแห่งใดที่ดูสะอาดสะอ้านและน่าเข้าไปใช้บริการมากกว่ากัน
“ท่านทั้งหลายอย่าได้ถูกลวงตาด้วยสถานที่สวยงาม โรงหมอที่ดีย่อมต้องดูว่ามีหมอที่เก่งและมียาดีขายมากกว่า” ฮูหยินใหญ่เซี่ยพูดเสียงดังเมื่อเห็นว่าคนไข้ที่มารออยู่ด้านหน้าเริ่มลังเลว่าจะเข้าไปใช้บริการที่ใด
“ใช่แล้ว โรงหมอของเรามีหมอที่เรียนจบมาจากสำนักแพทย์ในเมืองหลวงเชียวนะ” เซี่ยิจูหันไปยิ้มให้ญาติผู้พี่ “พี่ต้าเฉียงของข้าก็คือท่านหมอที่มีความสามารถคนนั้น เนื่องในวันนี้เป็วันเปิดทำการวันแรก พี่ต้าเฉียงจะทำการตรวจคนไข้ด้วยตัวเอง”
คนไข้ที่มายืนรออยู่ด้านหน้าได้ยินอย่างนั้นก็เตรียมจะเดินเข้าไปยังเซี่ยไห่ถัง แต่ที่หน้าประตูของอบอุ่นการแพทย์กลับมีคนถือป้ายขนาดใหญ่มาตั้ง จากนั้นหลงจู๊หานก็อ่านประกาศบนป้าย
“วันนี้เป็วันเปิดร้านของอบอุ่นการแพทย์ ผู้ที่เข้ารับการรักษาในวันนี้จะถูกเรียกเก็บค่ายาและค่ารักษาแค่ครึ่งเดียว ซึ่งค่ารักษาและค่ายาจะขึ้นอยู่กับอาการป่วยของแต่ละคน” หลงจู๊หานไม่ลืมที่จะส่งสายตาท้าทายไปที่เซี่ยไห่ถัง “ท่านหมอฉีจะเป็แพทย์ประจำที่จะทำการตรวจรักษาให้กับทุกคนด้วยตัวเอง”
“เชอะ...โรงหมอของพวกเ้ามีหมอฉีแล้วอย่างไร ญาติผู้พี่ของข้าเป็ถึงแพทย์ที่จบมาจากเมืองหลวง หมอชราเช่นเขาจะมาสู้ญาติผู้พี่ของข้าได้อย่างไรกัน” เซี่ยิจูะโขึ้น
หลงจู๊หานไม่สนใจคำพูดของเซี่ยิจูเลยสักนิด เป็แพทย์ที่เรียนมาจากเมืองหลวงแล้วอย่างไร เ้านายของเขาเป็ถึงท่านหมอเทวดาน้อยเชียวนะ เฮ้อ...ี้เีจะอธิบายให้พวกไม่รู้ความฟังจริงๆ “มีผู้ใดเคยได้ยินวิธีรักษาด้วยการผ่าตัดหรือไม่”
“ไม่ใช่อาจารย์ของท่านหมอฉีก็เคยรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดมาก่อนหรือ น่าเสียดายที่ท่านหมอฉียังไม่ทันจะได้สืบทอดวิชาผ่าตัดมา ท่านอาจารย์ของเขาก็มาด่วนจากไป” ชาวบ้านชราคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างเสียดาย
“ท่านหมอฉีไม่ได้รับการถ่ายทอดความรู้เื่การผ่าตัดมาก็จริง แต่ท่านหมอเทวดาน้อยของข้าสามารถทำได้” หลงจู๊หานพูดต่อ
“พวกเ้าเชื่อเื่โกหกพรรค์นั้นด้วยหรือ มีที่ไหนกันที่จะรักษาอาการป่วยด้วยวิธีผ่าตัด” เซี่ยิจูยังะโเถียง
“น้องิจู เ้าไม่จำเป็ต้องไปสนใจกับคนที่พูดเกินจริง ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับความ้าของผู้ป่วยว่าพวกเขาเต็มใจจะรักษากับใคร” สือต้าเฉียงบอกเซี่ยิจูก่อนที่เขาจะหันไปยิ้มให้ผู้คนที่ยืนอยู่เต็มหน้าร้าน “ทั้งหมดขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของพวกท่านเองว่าจะเลือกเข้ารับการรักษาจากผู้ใด เพียงแต่...การมีชีวิตอยู่ย่อมสำคัญ เราไม่ควรเชื่อเพียงคำพูดที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เพราะแม้แต่สำนักแพทย์ของข้าก็ยังไม่มีอาจารย์ท่านไหนที่รักษาด้วยวิธีผ่าตัดได้”
ผู้คนที่ยืนอยู่ระหว่างโรงหมอทั้งสองแห่งเริ่มลังเล ฝั่งหนึ่งเป็หมอที่ร่ำเรียนมาจากเมืองหลวง อีกฝั่งหนึ่งมีฉายาว่าหมอเทวดาน้อย พวกเขาควรเลือกฝั่งไหนดี หากเลือกฝั่งหนึ่งอีกฝั่งหนึ่งจะโกรธหรือไม่
“ข้าฮูหยินน้อยซ่งจะขอเข้ารับการรักษากับท่านหมอเทวดาน้อยหลี่เองเ้าค่ะ”