“กรี๊ดดดดดดดด......”
เสียงของหญิงสาวใบหน้าผอมแห้งและซีดเซียวจนดูคล้ายกับเป็ร่างไร้ิญญาก็ไม่ปาน จู่ ๆร่างนั้นก็ผุดลุกขึ้นนั่งแล้วกรีดร้องออกมาสุดเสียง
“ไป ไป ไปเรียกไปตามท่านอ๋องมาพระชายาฟื้นแล้ว”
สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ใจนพูดไม่เป็คำ เมื่ออยู่ ๆเ้านายที่นอนเป็ผักไม่ได้สติมาเป็เดือน ๆ ก็ลุกขึ้นมากรีดร้องนางรีบหันไปหาชายที่แต่งตัวเป็องครักษ์ซึ่งก็ได้ยินเสียงกรีดร้องเช่นกันหลังฟังคำบอกของสาวใช้เขาเองก็รีบวิ่งออกไปยังตำหนักที่อยู่ด้านหน้าในทันทีด้วยความเร็วเต็มกำลังที่เขาจะสามารถทำได้ไม่ทันได้พักหายใจเมื่อไปถึงยังประตูที่หมายเขาก็ส่งเสียงออกไป
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะพระชายาฟื้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ แฮก ๆ”
เสียงหอบเหนื่อยขององครักษ์ดังขึ้นที่หน้าห้องอักษรที่เ้าของตำหนักนี้ใช้ทำงานอยู่เป็ประจำ
ชายผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านอ๋องลุกพรวดขึ้นจากโต๊ะ และกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาและมุ่งตรงไปยังเรือนหลังของหญิงที่กรีดร้องเมื่อครู่
เมื่อมาถึงห้องที่เกิดเหตุเขาเร่งเปิดประตูห้องนอนเข้าไปโดยไม่รีรอสิ่งที่ได้เห็นคือพระชายาของเขาที่หลับใหลไม่ได้สติมาแรมเดือนบัดนี้ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง แม้หน้าตานางจะซีดเซียวไปบ้างแต่นางก็ฟื้นขึ้นมาแล้วจริงๆ
“หรันเอ๋อร์เ้าฟื้นแล้วเป็อย่างไรบ้าง”
เขารีบเข้าไปจับมือนางไว้และนั่งลงข้างๆ ตัวนาง มองเห็นสายตาของนางยังคงเลื่อนลอยแต่เมื่อหญิงที่ถูกเรียกหันมามองคนตรงหน้า ซึ่งก็คือตัวเขาเองให้ชัดเจนนางกลับผงะใ ดวงตานางสั่นไหว นางดูสับสนใหวาดกลัว ปรากฏความรู้สึกสับสนปนเปกันไปหมด
“หรันเอ๋อร์เป็อะไรไปเ้าจำข้าได้หรือไม่”
เขาถามนางอีกครั้งด้วยความเป็ห่วงพร้อมกับกระชับมือนางให้แน่นขึ้นอีก
“เฉิงอ๋องหรือ” เสียงนางแหบแห้งแล้วฟังดูเหมือนจะเ็ปตอนที่เอ่ยออกมา นั่นอาจจะเป็เพราะนางไม่ได้พูดมานาน
“ใช่ข้าเองหรันเอ๋อร์จำตนเองได้หรือไม่”
แม้เขาจะแปลกใจในคำเรียกขานของนางแต่ก็มิได้คิดอันใดเพราะนางเพิ่งตื่นจากการหมดสติไปนานย่อมต้องสับสนอยู่บ้าง
“หรันเอ๋อร์ …อู๋เสี่ยวหรัน”นางยังคงพูดเบา ๆ คล้ายกับรำพึงรำพันเสียมากกว่า
“ใช่นั่นคือชื่อของเ้า เ้านอนหลับมาแรมเดือนเพิ่งตื่นขึ้นมาก็คงสับสนอยู่บ้างรอท่านหมอสักครู่เถิด ข้าให้คนไปตามแล้ว”
เขาลูบหัวนางอย่างอ่อนโยนและยังรับผ้าชุบน้ำอุ่นจากสาวใช้มาเช็ดให้นางด้วยตัวเอง
“ทูลท่านอ๋องพระชายาท่านหมอจงมาแล้วเพคะ”เสียงสาวใช้หน้าห้องดังขึ้น
“ให้เข้ามา”เฉิงอ๋องบอก
เมื่อเห็นว่าหมอที่ตนไว้ใจมาถึงแล้วเขาก็ขยับไปด้านข้างให้หมอจง หมอประจำค่ายทหารของเขาเข้ามา
ท่าทางของหมอจงนั้นรีบเร่งเดินทางมาด้วยอาการเหนื่อยหอบหายใจถี่ไม่รอช้าหมอจงก็วางผ้าบางลงบนข้อมือของพระชายาเอกเพื่อจับชีพจร
ชายผู้ที่ถูกเรียกว่าหมอจงผู้นี้มีอายุพอ ๆกันกับเฉิงอ๋องเป็ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางผิวขาวซีดดูไม่ค่อยแข็งแรงนักแต่กลับเป็คนที่มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ
“ทูลท่านอ๋อง ทูลพระชายาบัดนี้ชีพจรของพระชายามั่นคงขึ้นแล้วจากนี้กินอาหารบำรุงและยาอีกไม่กี่เทียบก็จะดีขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้าใจแล้วออกไปเตรียมยาเถิด”ยังคงเป็เฉิงอ๋องที่ตอบเขา
“หรันเอ๋อร์รออยู่ที่นี่สักครู่ข้าจะไปส่งท่านหมอ”
เฉิงอ๋องหันมาบอกพระชายาเอกที่ยังอยู่ในอาการมึนงงอย่างอ่อนโยนสุดท้ายเขาก็ได้เห็นว่านางมีปฏิกิริยาตอบสนอง แม้จะเป็การพยักหน้าน้อย ๆ ก็ตาม เห็นดังนั้นเขาจึงหันหลังและเดินออกไปด้านนอก
หลังส่งหมอจงออกไปแล้วและไล่คนออกไปทั้งหมดเฉิงอ๋องก็เข้ามาหานางอีกครั้งเห็นนางเริ่มหมดแรงแล้วจึงประคองนางให้นอนลง เขาเองก็นั่งลงข้าง ๆ เตียงนางเพื่อเฝ้ามองให้นางหลับไปเสียก่อนระหว่างที่รอให้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็พระชายาของตนหลับสนิทเขาก็อดที่จะนึกถึงวันวานไม่ได้
‘อู๋เสี่ยวหรัน’ พระชายาเอกแห่งเฉิงอ๋อง หรือที่ใคร ๆมักเรียกว่าเฉิงอ๋องเฟย เดิมนางเป็เพียงลูกพี่ลูกน้องของเขาที่ท่านแม่ของพวกเขานำมาพบกันบ่อย ๆ ั้แ่วัยเยาว์จึงเกิดเป็ความผูกพันกันนับแต่นั้นมา
สำหรับเขา ‘โม่เสวี่ยเยวียน’ นางคือน้องสาวคนหนึ่งที่เขาจะต้องดูแลปกป้องนางให้ดีตามคำสั่งเสียของมารดาและรับนางเป็ภรรยาเอกด้วยเพราะคำสั่งเสียหาใช่ความรักความเสน่หาแบบชายหญิงไม่
คนภายนอกอาจจะมองว่าพวกเขาเป็คู่รักที่หวานชื่นกันแต่ในความจริงแล้วพวกเขาทั้งสองแต่งงานเพื่อปกป้องกันและกันเท่านั้นเองแต่ก็ไม่วายมีคน้ากำจัดนางให้พ้นทางอยู่ดีนางอ่อนแอเพียงนี้หากเขาไม่ปกป้องนางไว้ชีวิตนางคงอยู่ไม่ได้จนถึงวันนี้แน่นอน
หรือไม่ก็เป็เพราะเขาเอาแต่ทุกอย่างให้นางหมดจนตัวของอู๋เสี่ยวหรันเองไม่รู้วิธีที่จะเอาตัวรอดจากเล่ห์เหลี่ยมของคนจนนางต้องมาตกอยู่สภาพที่น่าเวทนานี้ซึ่งที่นางเป็เช่นนี้ก็เป็เพราะเขาด้วยเช่นกัน หลังจากนี้หากนางสามารถรอดมาได้
เขาเองก็ตั้งใจไว้ว่าจะต้องเพิ่มความใส่ใจมากกว่านี้เสียแล้วคงไม่สามารถปล่อยให้บ่าวไพร่ดูแลนางดังเช่นที่ผ่านมาได้อีกต่อไปนี่คงพอจะทำให้เขาสู้หน้าท่านแม่และท่านน้าเมื่อถึงยามที่เขาต้องพบหน้าพวกท่านที่ปรโลกได้บ้าง
หลังจากที่ปล่อยใจให้คิดอ่านออกไปไกลเขาก็มองไปยังหญิงสาวที่นอนนิ่งอีกครั้ง ฟังลมหายใจนางเข้าและออกอย่างสม่ำเสมอ เขาก็ลุกออกไปจากห้องนอนนาง
ทางด้าน ‘อู๋เสี่ยวหรัน’ พระชายาเอกร่างกายอ่อนแอ ที่ใคร ๆ ล้วนเห็นว่านางนอนหลับลงไปอย่างว่าง่ายแต่แท้จริงแล้วนางไม่ได้หลับเลยสักนิด เพราะจิตยังสับสนงุนงงอยู่หลังจากเฉิงอ๋องลุกออกไป นางก็ลืมตาขึ้นอีกครั้งเหม่อมองไปยังผ้าม่านขอบเตียงเสื้อผ้าการตกแต่ง สิ่งของที่ประดับประดาอยู่ในห้องนอน
นี่ไม่ใช่ความฝันแน่นอนที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนของนางและเฉิงอ๋องไม่มีทางทำดีกับนางเช่นนี้นางใช้นิ้วที่แสนอ่อนแรงบีบที่เนื้อตนก็พบว่ามันมีความรู้สึก
ดวงตา ! ดวงตายังมองเห็นอย่างชัดเจน นางพลันใและลุกขึ้นนั่งอีกครั้งใช้มือทั้งสองข้างจับมาที่ใบหน้าและดวงตาของตนเอง
‘ข้ายังมีดวงตา ตาข้าไม่ได้บอดข้ามองเห็นแล้ว’ นางยิ้มออกมาอย่างบ้าคลั่ง หากไม่กลัวว่าจะมีคนเข้ามานางคงหัวเราะออกมาแล้วเพราะสิ่งสุดท้ายก่อนตายที่นางจำได้นางเหลือเพียงดวงตาข้างเดียวที่ยังมองเห็นได้ เป็เพียงการมองเห็นอย่างเลือนรางไม่ชัดเจนนัก
แต่ก็เป็เพราะดวงตาข้างเดียวที่เหลือนี้ ที่ยังให้นางได้มองเห็นลูกน้อยของนางสิ้นใจไปต่อหน้าเมื่อนึกถึงเื่นี้น้ำตาก็พลันไหลออกมาพาให้ดวงตาพร่ามัวจนนางต้องสงบสติอารมณ์ของตัวเองลง ปาดน้ำตาออกไปและกลับมายังเื่มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
นางยกมือขึ้นมาชูมันขึ้นเหนือใบหน้ามองมือขาวผ่องเรียวเล็กบอบบางจนเห็นกระดูกเห็นเส้นเืฝอยนี่ไม่ใช่มือนาง มือของนางถูกตัด ถูกทำลายจนไม่เป็มืออีกต่อไปั้แ่ก่อนที่นางจะถูกผ่าท้องแล้วก็เอาลูกออกมา
ชายผู้นั้นคือเฉิงอ๋องจริง ๆ อย่างงั้นหรือเฉิงอ๋องศัตรูในชีวิตก่อนของนางปะทะกันมาหลายครั้งหลายคราตัวนางเป็ทั้งกุนซือและเป็แม่ทัพหญิงผู้วางแผนอยู่เื้ัให้กับกองทัพของต้าเลี่ยและทุกครั้งแผนของนางก็จะถูกเฉิงอ๋องผู้นี้รับมือไว้ได้แทบทุกครั้ง
แต่มาบัดนี้วันนี้นางฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้งและยังเป็ถึงพระชายาเอกของเขา
‘์ท่านคงเห็นใจข้าใช่หรือไม่
ท่านคงได้ยินคำสัตย์สาบานของข้าแล้วใช่หรือไม่
ท่านส่งข้ามายังร่างของหญิงผู้มีสามีเป็ถึงเทพา
แห่งแคว้นของศัตรูที่ข้าวางแผนมาทั้งชีวิต
เพื่อ่ชิงมาเป็เครื่องบรรณาการแด่ชายชั่วผู้นั้น
์ท่านช่างมีเมตตาต่อข้ายิ่งนัก
ข้าขอมอบคำสัตย์สาบานชีวิตใหม่ของข้านี้ข้าจะใช้มันให้ดี
มันผู้ใดพรากชีวิตของบุตรข้าและข้า
มันผู้ใดพรากเกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งวงศ์ตระกูลข้า
มันผู้นั้นจะต้องได้รับความเ็ปคืนสนองพันเท่าทวีคูณ!’
‘ดี! ดียิ่งนัก !อำนาจนี้ข้าจะขอรับไว้เอง ซือหม่าหวงตี้ครั้งนี้ข้าจะล่มแคว้นเ้า’
บัดนี้ใบหน้าซีดเซียวผอมแห้งจนเห็นกระดูกอย่างชัดเจนเหมือนคนใกล้ตายแต่นางกลับแสยะยิ้มด้วยความปีติยินดีเป็อย่างยิ่ง
หากมีผู้ใดได้มาเห็นใบหน้าของพระชายาเอกในตอนนี้คงคิดในใจว่านางไม่เหมือนอู๋เสี่ยวหรันผู้บอบบางและงดงามพระชายาเอกผู้เพียบพร้อมด้วยจรรยาหญิงทั้งปวง
นางเหมือนิญญาร้ายที่ผุดออกมาจากขุมนรกอเวจีเพื่อมาทำลายโลกมนุษย์เสียมากกว่าดวงตาแดงก่ำเส้นเืฝอยที่แทบจะะเิแตกออกมาได้ทุกเมื่อสายตาอันแข็งกร้าวหมัดที่กำไว้แน่นบ่งบอกถึงความเคียดแค้นที่อยู่ในใจของนางว่ามันมีมากล้นขนาดไหน
หลังจากที่หายใจเข้าและออกปรับอารมณ์ให้เป็ปกติเรียบร้อยแล้วนางก็คิดได้ว่าหากต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปนางจะต้องบำรุงร่างกายนี้ให้แข็งแรงเสียก่อนเพราะอู๋เสี่ยวหรันคนนี้อ่อนแอเหลือเกิน มิน่าเมื่อครั้งที่นางยังไม่ตายในชาติก่อนมีข่าวลือว่าพระชายาเอกเฉิงอ๋องป่วยใกล้ตาย จึงได้เล่าลือไปไกลถึงต้าเลี่ย
แต่ร่างกายนี้ไม่ยอมให้นางได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ความเหนื่อยล้าความอ่อนเพลียเข้าโจมตีทำให้นางหลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้งไม่รู้ว่าใช้เวลานอนหลับไปอีกนานเท่าใดเมื่อนางตื่นขึ้นครั้งนี้รู้สึกได้ว่าร่างกายที่หนักอึ้งเบาลงไปมากแล้ว
"ใครอยู่ข้างนอก" นางส่งเสียงเรียกออกไปไม่นานก็มีสาวใช้เดินเข้ามาหานาง“ตอนนี้ยามไหนแล้ว” เสียงของนางยังคงแหบแห้ง
“ทูลพระชายาเป็เวลาต้นยามอู่เพคะ”
"ไปบอกห้องเครื่องทำอาหารที่ใส่รากบัวเก๋ากี้เพิ่มน้ำแกงโสมร้อยปีมาด้วย"
"พระชายาจะให้แจ้งท่านอ๋องด้วยไหมเพคะ"
"ไม่ต้อง"
นางต้องกิน นางต้องบำรุงร่างกายนี้ให้ดีเพราะนางต้องขอใช้ร่างกายนี้เพื่อการแก้แค้นอันยิ่งใหญ่ ขอบคุณ์จริง ๆ ที่เมตตาให้ิญญานางได้กลับมาก่อนที่จะส่งนางข้ามสะพานไน่เหอดื่มน้ำแกงของยายเมิ่งจนลืมเลือนเื่ราวในชาตินี้ไป
ยามอู่ (午:wǔ) คือ 11.00 - 12.59 น.ด