มืดมิดแต่รับรู้ วูบไหวแต่มั่นคง
ผ่านกาลเวลามานานเท่าไหร่ก็ไม่รู้จะถามใคร ไร้น้ำหนัก ไร้กังวล ไร้เป้าหมาย ในความมืดและเคว้งคว้างราวกับจะไร้ที่สิ้นสุด เพียงแต่เมื่อรู้สึกถึงพลังที่วนเวียนเป็กระแสครั้งแรก มันก็ให้ััที่ไม่ดีไม่แย่ กระแสสีดำสนิทแต่เต็มไปด้วยพลังงานอันยากจะกล่าวเ่าั้ ก็ค่อย ๆ ลดทอนความหนาแน่นลง แล้วแทนสีด้วยสีดำอีกเฉดที่เจือจางลงจนบางทีก็กลายเป็สีน้ำเงินเข้มที่โปร่งใส หรือสีม่วงเข้มที่เต็มไปด้วยพลัง
จากนั้นสีทั้งสองก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงกลายเป็สว่างขึ้นทีละน้อย
นางไม่ได้รับรู้ผ่านดวงตา แต่รับรู้ได้จากความรู้สึกไม่ยึดติดอันเหมือนจะจีรังยั่งยืน
ความรู้สึกที่ชัดเจนมากขึ้นทำให้รับรู้พลังที่เชื่อมต่อกับระบบของร่างกาย และเมื่อมันใช้เวลาราวกับเป็อนันต์ผนึกนั้นก็ทำให้สติการรับรู้ชัดเจนขึ้น เมื่อถึงสุดนั้นพลังงานทุกส่วนก็โคจรช้าลง ดูเหมือนจะมีหลักการมากขึ้นแต่ก็ยังคงมีความไม่สมบูรณ์บางประการที่ไม่อาจหาคำตอบได้ และเมื่อมันวิ่งผ่านตันเถียนก้อนกลมนั่น จิติญญาก็รู้สึกเ็ป
การบีบบังคับระหว่างจิติญญากับตันเถียน ทำให้การโคจรของพลังผิดแปลกราวกับจะทำให้ทั่วทั้งร่างแตกเป็เสี่ยง ๆ แต่จากก้อนกลมที่แข็งเหมือนหินที่ท้องน้อยมันยังคงเป็สีขาวขุ่นมัวราวกับจมอยู่ในห้วงลึกมานาน ดูไร้คุณค่าและแทบจะเป็ของที่ไม่ต่างจากอวัยวะที่ร่างกายไม่้า แต่เมื่อนานเข้ากลุ่มควันขมุกขมัวด้านในก็เคลื่อนไหวจนดูบางจางลง แต่ความรวดร้าวกลับทำงานตรงข้าม หมอกควันจางลงแต่ความทรมานกลับเพิ่มขึ้น สร้างความเ็ปในรูปแบบไม่คงที่จนสติสติสัมปชัญญะขาดการรับรู้เป็่ ทั้งขึ้นลงและวูบไหว เหมือนดวงจิตจะเกาะร่างกายเอาไว้ไม่อยู่ แต่จะไปไหนก็ไม่ได้
เมื่อความรู้สึกเช่นนี้ปนเปกับความสับสน แม้ในหัวจะตื้อตึงไปบ้าง แต่สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะทำให้เข้าใจได้บ้าง
บัดนี้นางยังไม่ตาย?
แต่ ...ก็ไม่ถูกหรือเปล่า? ความรู้สึกทั้งผลักไสและโอบกอดนี้ ราวกับดวงจิตนางกำลังพยายามสถิตอยู่ในบางที่ซึ่งไม่ใช่ที่ของตัวเอง เป็สถานที่แปลกปลอมที่ไม่ได้เอ่ยต้อนรับ พลังสายหนึ่งกำลังพยายามกำจัด และอีกสายพยายามดึงรั้งไว้
แย่แล้ว ...อันที่จริงก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าโลกหลังความตายจะมีสิ่งที่ทำให้ ‘ใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม’ แต่ถึงกระนั้นมันก็เกิดขึ้นแล้ว และในเมื่อมันไม่หายไปจึงต้องรีบเร่งตามหาต้นเหตุ ขณะนี้นางตระหนักแล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันคือความเ็ประดับจิติญญาที่ไม่มีสิ่งใดมาบรรเทา และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ดวงจิตอาจจะรับความผันผวนไม่ไหวจนแตกสลายหายไป สถานการณ์เช่นนี้อ่อนไหวมาก เมื่อคิดได้ดังนั้นจิตจึงเกิดการกำหนดรู้ มือทั้งสองประสานเพื่อรวบเอาพลังที่กระจัดการจาย เริ่มจดจ่อกับการไหลเวียนของเส้นสายที่โคจรผ่านเส้นลมปราณ ที่เหมือนถูกบังคับให้ยืดขยายเพื่อรับการเดินทางของพลังที่บ้าคลั่งนี้เอาไว้ กระแสพลังนั้นพยายามทะลวงทุก และเมื่อมันเจอจุดอุดตันเส้นหนึ่ง มันก็โถมตัวทะลวงอย่างไม่ปรานีไปครั้งหนึ่ง นางสูดลมหายใจเฮือกหนึ่งตามความเคยชินแม้จะไม่จำเป็ต้องหายใจ
ความรู้สึกเหมือนมีดแหลมแทงลงสู่เส้นปราณ คือสิ่งนี้สินะ
นี่มันบ้าไปแล้ว! นางสบถในใจ ความรู้สึกจากการทะลวงที่รับรู้เมื่อครู่ยังทันได้ไม่จางหาย การทะลวงจุดใหม่ก็เริ่มขึ้น ทั้งจบลงและเริ่มขึ้นพร้อมกันจากหลายตำแหน่งในเส้นลมปราณทั่วร่างที่เคยเหือดแห้งโดยไม่ปรานี นางจำต้องกลั้นใจ ละความเ็ปและนั่งตั้งสมาธิเพื่อทิ้งดิ่งให้ลงไปลึกอีก
เื่ที่ดวงจิตพยายามประสานเข้ากับกายเนื้อนั้น เป็เื่จริง
แต่ร่างกายนี้เป็ของใคร ใช่ร่างเดิมของนางหรือไม่? นางตอบไม่ได้ ...
ถึงแบบนั้นนางก็อยู่กับความไม่จริงไม่หลอกนี้ใน่ระยะเวลาหนึ่ง ผ่านวัน ผ่านเดือน หรือผ่านปีไม่อาจรู้ได้ แต่เส้นสายลมปราณที่เชื่อมต่อกันไหลลื่นขึ้นอย่างรู้สึกได้ ความเ็ปจากการอุดตันในเส้นลมปราณก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ร่างกายและดวงจิตเชื่อมต่อกันในแต่ละเส้นสายอย่างไม่เร็วไม่ช้า รวมถึงประสาทััทั้งห้าที่กำลังเปิดให้สิ่งเร้าจากภายนอกเข้ามาทำความคุ้นเคย
การรับรู้ผ่านเสียงวุ่นวายจากภายนอก รวมถึงพลังก่อกำเนิดที่บริสุทธิ์จนเกือบจะตั้งรับไม่ทัน
มันล่อลอยอยู่รอบ ๆ บริสุทธิ์และหนาแน่นจนแม้กระทั่งสติยังพร่าเลือนไปชั่วขณะ
พลังก่อกำเนิดที่มหาศาลเช่นนี้! แม้จะไม่รู้สึกตัวแต่ก็รู้อยู่ในใจ หลังจากหายตระหนกใน่หนึ่งแม้จะยังหาคำตอบไม่ได้แต่ร่างกายก็เริ่มดึงพลังเ่าั้เข้ามาอย่างตะกละตะกราม ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตอบแม้แต่ดวงจิตยัง่ส่งเสริมให้ร่างกายดูดซับมันเข้ามามากขึ้น ยิ่งมันวิ่งผ่านเส้นสมปราณเข้าสู่ตันเถียนชั้นในความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายและกระชุ่มกระชวยก็ทำให้นางรู้สึกเหมือนเสพติด ช้ำแล้วสิ่งนี้ยังก่อเกิดการสร้างและซ่อมแซมตัวเองของรากิญญาในร่าง เป็ความปลอดโปร่งปนขมขื่นที่ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่คิดจะหยุด
เส้นลมปราณและตันเถียน เป็เื่การโคจรของผู้ฝึกยุทธ แต่รากิญญาคือฐานของการไต่เต้า บางคนมีเส้นลมปราณและตันเถียนแต่ขาดรากิญญา การพัฒนาตามระดับขั้นก็จะติดอยู่ที่คอขวดของระดับสูงนานนับร้อยปี หากโชคดีอาจสร้างรากิญญาได้ในวันหนึ่ง แต่การบำรุงรากิญญานั้นกลับเป็เื่ยากกว่า เพราะมันแทบจะผลาญสมบัติทั้งหมดที่เก็บสะสมเอาไว้ เพื่อหินพลังก่อกำเนิดระดับสูงสุดจำนวนนับไม่ถ้วน
เช่นนั้นแล้ว รากิญญาที่เกิดขึ้นและพลังก่อกำเนิดที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวนั้น ราวกับแสงที่ตกลงมาจาก์ นับหนึ่งไม่ถึงสอง ไม่มีการรีรออีกต่อไป มีเพียงโคจร สร้าง และบำรุงรากิญญาเท่านั้น จึงจะเป็ถูกต้องที่สุด
แม้จะตั้งใจดูดกลืนอย่างไม่ลดละ แต่ในใจก็อดย้อนคิดไปไม่ได้ว่ายามที่มีชีวิตก่อนหน้านี้ ั้แ่เกิดจนถึงวันตาย นางไม่เคยััพลังงานบริสุทธิ์เช่นนี้เลยสักครั้ง แม้แต่พลังก่อกำเนิดที่บริสุทธิ์น้อยกว่านี้ เจือด้วยไอิญญาธรรมดาของโลกมนุษย์ หากหวังจะได้มาเพื่อเสริมความก้าวหน้าสักก้อน ก็ไม่รู้จะต้องแลกมาด้วยชิ้นส่วนอวัยวะใดบ้าง ต้องทำงานแลกมากสักเท่าไหร่ แต่บัดนี้นางกลับได้อยู่ในสถานที่ซึ่งสูบอย่างไรก็ไม่หมด ดูดอย่างไรก็ไม่พอ คุณภาพของพลังาอันไร้ขอบเขตเช่นนี้ยากจะห้ามความละโมบแม้จะมีแค่เศษสามัญสำนึก
สิ่งนี้ในยามอยู่บน โหมวเทียนต้าลู่ มันถูกเรียกว่าหินพลังงาน เป็แร่พลังก่อกำเนิดที่หลงเหลืออยู่จากครั้งาสืบมา ตกผลึกอยู่ในเหมืองหินพลังงาน ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เพื่อดึงเอาพลังยุทธ เลื่อนระดับชั้นพลัง บำรุงและเป็ตัวเสริมสำหรับสร้างหรือแม้แต่รักษา เป็สิ่งจำเป็ที่ต่อให้หาสิ่งอื่นมาทดแทนได้ แต่ระดับการสะท้อนของสิ่งทดแทนกลับร้ายแรงจนคนเพียงหยิบมือที่กล้าเสี่ยงที่จะเสียหายถึงรากฐานการบ่มเพาะ
หินพลังงานหนึ่งก้อนแบ่งเป็สองระดับตามความบริสุทธิ์ของพลังงานก่อกำเนิด ระดับแรกคือหินสีม่วง ระดับที่สองคือหินสีดำ สำหรับผู้ฝึกตนแล้วหินสีดำมีค่ามากพอที่จะวิ่งลงในบ่อน้ำแห่งการสังหารหมู่เพื่อที่จะได้มาไว้สักก้อน ส่วนตัวนางเอกทั้งชีวิตเคยเห็นหินพลังงงานก่อกำเนิดสีดำเพียงครั้งเดียว แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ััเลยสักครั้ง แม้กระทั่งหินพลังงานสีม่วงการจะได้มาก็ต้องดูใบหน้าของสวี่เหยียนเฉินเป็หลัก แล้วดูตอนนี้เถิด
ระหว่างที่กำลังปล่อยใจกับอดีต ความเงียบสงบก็ถูกรบกวนด้วยเสียงจากภายนอกขึ้นมา ครั้งแรกก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่หลาย ๆ ครั้งเข้านางก็มั่นใจว่านี่ไม่ใช่เสียงจากภายใน หรือจากร่างกายแต่เป็เสียงจากภายนอก ในยามนี้ประสาทััของนางแจ่มชัดขึ้น เพียงแค่ยังลืมตาไม่ได้ แต่ความรู้สึกร้อน หนาว เสียงจากภายนอกนั้น กลับค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นตามลำดับ
มันเป็ความรู้สึกที่แปลก ไม่เคยััมาก่อน บางครั้งมันก็อ่อนโยน บางครั้งก็ราวกับทุกข์แสนสาหัส แต่ไม่ว่าจะค้นความทรงจำจากบนลงล่าง ในชีวิตที่ผ่านมาจะหาสักคนที่เสียใจกับการจากไปของนางย่อมไม่มี แต่ความใส่ใจที่เกิดจากประสาทัับางส่วนที่ตื่นขึ้นนั้น เป็ความน่าสนใจใหม่ใน่นี้ ความอุ่นร้อนที่เกิดจากการัั เสียงพูดแ่เบาที่ยังฟังไม่ได้ศัพท์ หรือแม้กระทั่งการแยกเสียงจากหนึ่งเป็สอง จากสองเป็สี่ และเสียงกระซิบที่พอจะจับใจความได้ผ่านเข้ามาในบางครั้ง
‘หนิงหนิง (宁) เด็กดี แม่จะปกป้องเ้าเอง’
หืม? ...หนิงหนิง?
คำนั้นเป็ชื่อหรือคำอธิษฐานนางเองก็ไม่รู้แน่ชัด สักพักนางก็รู้จักอีกคำคือ เนี่ยนเอิน (念恩) เป็คำที่ได้ยินแล้วให้ความรู้สึกอธิบายได้ยาก ความหมายที่หวังดีและเป็มงคลเช่นนี้ ก็ไม่รู้ว่าผู้พูด้ามอบให้ใคร แต่ทั้งชีวิตที่เคยผ่านมา ตัวนางคือคนไร้สกุล ไร้นาม ไร้ญาติมิตร ไร้บิดามารดา แม้จะรู้ว่าเกิดในตระกูลสวี่ แต่ก็ถูกเลี้ยงเป็เพียงหมาของตระกูลสวี่ ใครจะตีก็ได้จะฆ่าก็ดีเพียงเพราะนางเป็ฝาแฝดต่างเพศที่เกิดก่อนแฝดชายสวี่เหยีนเฉินเพียงหนึ่งเค่อ แต่ชีวิตของสวี่เหยียนเฉินคือชีวิต ส่วนชีวิตของข้าคือกาลกินี
วันเวลาผ่านไปสวี่เหยียนเฉินโตขึ้น บิดามารดา มีเป้าหมายให้เขาเป็ั เขาจึงเหมือนปลาคาร์ฟที่ถูกวางรากฐานไว้เพื่อการทะยานไปเป็ับนฟากฟ้า ส่วนนางคือเงาของปลาคาร์ฟไม่เอาถ่านตัวนั้น ที่ไม่ว่าใครจะเป็ผู้ขึ้นสู่ฟากฟ้าสำเร็จ ผู้ที่จะมีชีวิตอยู่เสวยความรุ่งโรจน์อันไร้ที่สิ้นสุดจะเป็สวี่เหยียนเฉิน ส่วนผู้ที่จะต้องตายอย่างทรมานก็จะมีเพียงนางผู้ไร้แซ่ไร้นาม ...เสมอ
เช่นนั้นแล้ว การได้ยินคำมงคลเหล่านี้ทั้งน่าแปลกและนานวันเข้าก็เกือบกลายเป็เื่ขำขัน หลังจากนั้นข้าก็พอจะรู้วันอยู่บ้าง เมื่อใดอาทิตย์ขึ้นยามใดอาทิตย์ตก ระหว่างนั้นจะมีสตรีนางหนึ่งคอยมาััร่างกายนี้ทุกวัน บางวันก็เรียก เป่าเปา บางวันก็เรียก เนี่ยนเอิน แต่ที่เรียกบ่อยที่สุดคือ หนิงหนิง ความรู้สึกพวกนี้ต่อให้ยากจะเข้าใจแต่นานวันก็คุ้นชิน ตอนนี้ตัวนางอาจจะเป็ก้อนหินโชคลาภที่ตั้งอยู่ในบ้านตระกูลเศรษฐีสักคนที่ฮวงจุ้ยบ้านดีเยี่ยมก็เป็ได้ ถ้าบำเพ็ญเพียร หรือสะสมพลังยุทธได้มากพอ ไม่ต้องเป็ถึงปลาคาร์ฟที่ะโข้ามหมู่เมฆขึ้น์หรอก เป็ต้นไม้สักต้นอย่างน้อยก็ยังมีโอกาสยืนต้นได้ถึงร้อยปี
แต่ไม่ว่าความคิดจะพาลอยไปที่ไหน นางก็ไม่เสียเวลาการโคจรพลัง อัตราการโคจรถึงแม้ยามนี้ไม่อาจบรรลุขั้นพลังได้แต่ก็รู้สึกไม่เคยช้าลง ความหิวโหยพลังงานเป็ของจริง จากวันที่เคยแร้นแค้นจนถึงวันที่เหมือนได้ะโลงในหม้อไฟรสเผ็ดร้อน นางก็ไม่เคยปล่อยให้มันผ่านไป พลังเหล่านี้แม้ตายเป็ผีก็ยังเย้ายวนเกินไป ล่อลวงจนน่าเกลียดอย่างจริงแท้ หากแต่ความสงบสุขก็ไม่ได้อยู่กับนานนัก เมื่อกระแสพลังจากภายนอกเริ่มปั่นป่วน ครั้งแรกรับรู้ได้เพียงเล็กน้อย แต่ระยะหลังระยะความปั่นป่วนนั้นกลับบ่ยขึ้น ในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ไม่เสถียรไปแล้วถึงเจ็ดครั้ง แม้แรงกระเพื่อมนั่นจะอยู่ไกลแต่ก็รู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติ นั่นทำให้ระดับการโคจรพลังจากทั้งภายนอกจะภายในถูกเร่งให้เร็วขึ้นเป็สองเท่า
จากความพยายามราวกับยาวนานที่ผ่านมาก้อนที่เรียกว่าตันเถียนที่เคยมีสีขาวขุ่นมัว นอกจากจะใสขึ้นแล้วพลังงานด้านในยังอยู่กลั่นให้บริสุทธิ์ขึ้นมาก ระดับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ผู้ฝึกยุทธบางคนอาจใช้เวลาทั้งชีวิต ปราณภายในที่ถูกกักเก็บไว้โคจรอย่างเริงร่าและสมดุลราวกับจิตใจของนางในเวลานี้ แต่กลับไม่เหมือนพลังภายนอกเลย ความเสถียรที่ถูกรบกวนยามนี้กลายเป็แสงสีที่ปะปนด้วยความเข้มขมของไอจากมนุษย์ เมื่อสันนิษฐานว่าด้านนอกเกิดการต่อสู้กันขึ้นและเหมือนว่าการต่อสู้เ่าั้เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งพลังและระยะ
‘นายหญิงเ้าคะ ข้างนอกนั่น!’
โอ้ รอบนี้ได้ยินชัดเลย เสียงใครนะ? ช่างเถอะ ไม่มีเวลามาเล่นแยกแยะผู้คนแล้ว ระหว่างนี้ต้องตั้งสติให้มั่น แยกกระแสพลังปั่นป่วนออกจากพลังก่อกำเนิดบริสุทธิ์และดูดซับมันให้มากที่สุดในอัตราความเร็วการโคจรที่มากที่สุด จากสองเท่าเป็สามเท่าและกำลังพยายามเพิ่มเป็สีเท่า แต่ขณะที่กำลังเร่งเครื่องเต็มกำลังััที่มือก็ชัดเจนขึ้น รวมถึงความเ็ปที่ไม่มีเวลาคิดว่ามันมาจากไหน เพราะถ้าเทียบแล้วการพุ่งเป้าไปที่กระแสพลังในยามนี้ย่อมสำคัญกว่า
‘ก่อนไม่มา หลังไม่มา ต้องเป็วันนี้เวลานี้’ น้ำเสียงที่เคยอบอุ่นเย็นเยียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่ฟังแล้วหนาวจับใจ
‘เช่นนี้ เราจะทำอย่างไรดีเ้าคะ’
‘ข้า้าเพียงสามวันเท่านั้น’ ััที่อบอุ่นที่จรดลงบนหน้าผาก ราวกับนางกำลังลูบมันเล่น ‘ถ้าพวกมันกล้าบุกเข้ามาทำร้ายลูกข้าแม้แต่ปลายเส้นผม ข้าจะให้พวกมันชดใช้ด้วยชีวิต’
‘นายหญิงเ้าคะ แต่เหล่าผู้าุโ ...’
‘เื่ในภายภาคหน้า ไว้แก้ไขกันทีหลัง แต่บัดนี้ต้องทำอย่างไร ก็ทำไปเช่นนั้น’ นางเว้นจังหวะไป่หนึ่ง ‘อาเหมย เ้าออกไปทางลับใต้เหมืองนั่น ไปแจ้งนายท่านรองฉิน...’ เหมือนเสียงของนางขาดหายไป่หนึ่ง มีจังหวะตัดสินใจที่ยากลำบาก ‘หากเขามาช่วยข้าต้านศึกครั้งนี้ไว้ ข้าฉินหย่าหนิงจะเป็หนี้ชีวิตเขาครั้งหนึ่ง!’
สามวัน? ฉินหย่าหนิง? ท่านน้าผู้นี้เหมือนจะมีชะตาชีวิตรันทดเสียจริง
เหอะ... นิสัยเพ้อเจ้อไร้สาระของนางนี่อย่างไรก็ห้ามไม่ไหวจริง ๆ ตอนนี้ตัวเองอาจเป็แค่หินก้อนหนึ่งหรือจะเป็ร่างคนหรือเป็ต้นไม้ ตัวเองก็ยังไม่อาจรู้ เช่นนั้นแล้วก็เื่อื่นก็ไม่จำเป็ต้องใคร่ครวญจนเกินไปนัก ครั้งนี้ก็จะเป็อีกครั้งที่เื่ราวจากภายนอกเพียงผ่านหูของนางไป มุ่งหน้ากักเก็บพลังกระท่อนกระแท่นให้เต็มที่ แต่เก็บมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นความไม่สมบูรณ์ของเส้นสาย การเดินทางของพลังอย่างมีหลักการนั้นราวกับขาดอะไรบางอย่างที่สำคัญ เป็ช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่อุดปิดอย่างไรก็ปิดเอาไว้ไม่อยู่ ตันเถียนกลับไหลเวียนกลั่นพลังออกมาไม่หยุด สติที่เลือนรางชัดเจนขึ้นนับเป็ลำดับ แต่ความวุ่นวายภายนอกทำให้จำเป็ต้องตัดการประรู้จากประสาทการรับรู้ทั้งหมดที่มี แต่เมื่อไม่มีแล้วจึงรับรู้ได้อย่างถ่องแท้ว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมการดูดซับและไหลเวียนได้อีกแล้ว
เหมือนตันเถียน เส้นปราณ และรากิญญามีเจตจำนงของตัวมันเอง พวกมันดูดซับพลังจากภายนอกไหลเวียนไปทั่วอย่างหิวโหยและบ้าคลั่ง ความเร็วปวดจากกระแสพลังที่เกินขีดจำกัดทำได้เพียงอดทนและภาวนาไม่ให้เส้นลมปราณขาดสะบั้น แต่ความรู้สึกหนึ่งที่แทรกเข้ามานอกจากนั้นคือความรู้สึกจากเรียวนิ้วข้างหนึ่ง กระแสควบคุมและทรงพลังนั้นไต่ไล่ตามร่างกายอย่างช้า ๆ จนกระทั่งระยะเวลาหลายอึดใจจึงค่อย ๆ ควบคุมความปั่นป่วนทั้งหมดนั้นเอาไว้ได้ ราวกับผู้คุมนักโทษที่ตอนนี้มันบังคับให้พลังกลับมาโคจรอย่างไม่ปกติ
เพราะนอกจากการจัดให้เส้นลมปราณมีหลักการเหมือนเดิมแล้ว มันกลับแปรผันและเปลี่ยนแปลงพลังเหล่านี้ให้บริสุทธิ์ขึ้นจนน่าใ นางยังคงรับพลังเข้าร่างในอัตราสี่เท่าเหมือนเดิม แต่ความรวดเร็วอย่างบ้าคลั่งทั้งหมดนั้นเงียบสงบราวกับไม่เคยเกิดขึ้น แต่เหมือนมีบางราคาที่จะต้องจ่ายไม่ว่าจะรู้หรือไม่
การทุรนทุรายระดับดวงจิตได้กลับมาอีกครั้ง และเป็ขณะเดียวกันกับที่ร่างกายและจิติญญาเคลื่อนประทับเข้าหากัน ความรู้สึกกรีดแทวงไปในทุกข้อกระดูกและเส้นเอ็นอย่างถึงที่สุดทำให้ร่างกายเหมือนแตะอยู่ที่จุดเดือด ไอน้ำที่เกิดจากการกลั่นตัวของเืทะลักออกมาเป็เหงื่อ กล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง ท่ามกลางเสียงโกลาหลรอบข้าง และกระแสพลังที่วุ่นวายอย่างที่สุด
ในจุดที่ก้อนตันเถียนรับพลังจนสีขาวขุ่นนั้นราวกับเพลิง์ ความร้อนที่เย็นเยียบกลายเป็ไอ ต่อให้พยายามจะหยุดหรือควบคุมก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงกรีดร้องอย่างไม่มีใครได้ยิน ััความรู้สึกเ่าั้จนกระทั่งเฝ้ามองก้อนตันเถียนกลั่นพลังจนะเิเป็เสี่ยง ๆ วินาทีนั้นในหัวมีแต่คำว่า ‘แม่แกสิวะ’ แล้วรากิญญาที่เคยไร้สีก็ปรากฏไอสีฟ้าอมเขียวเข้าครอบคลุมมันอย่างแ่า
ตันเถียนะเิ รากิญญาถูกควบคุมด้วยพลังธาตุพิเศษ แต่ยังสบถไม่ทันครบสิบประโยคเพราะความแปรผัน ความเ็ปเกินจะเยียวยาถาโถมเข้ามาเป็ระลอกคลื่นอีกครั้ง และ อีกครั้ง มันจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวแล้วก็มีเสียงะเิดังจากหัวใจ ก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้นนั่น ขยับอย่างรุนแรงจนเสียงที่ได้ยินเหมือนค้อนทุบลงไปบนฝาโลง
น่าแปลกที่ถ้าจำไม่ผิด นั่นเป็ครั้งแรกที่รู้สึกว่าข้ามีหัวใจ มันเต้นแรงจนเจ็บ เจ็บเสียจนกรีดร้อง และเสียงกรีดร้องนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะมันไม่ได้ดังเพียงในดวงจิตภายใน แต่มันดังไปทั่วทั้งโถงถ้ำ แล้วสะท้อนกลับจนแม้กระทั่งตัวเองสั่นสะท้าน
หลังจากเื่แปลกประหลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก่อนจะได้สงสัยว่าทำไมก้อนหินถึงมีหู ...
ทุกอย่างก็ดับวูบเหมือนเป็ลมไปเลย
หินพลังงาน = หินบรรจุพลังงานต้นกำเนิด เศษพลังเทพจากา เป็ทรัพยากรที่แย่งกันจน End game