“หล่อน หยุดดิ้นเสียทีพ่อกับแม่ของหล่อนทำผิดโทษฐานยักยอกเงินหลวง อย่างไรก็ต้องได้รับโทษ” เสียงดุห้วนๆ เกรี้ยวกราดขึ้นทันทีเมื่อหญิงสาวที่เขาจับไว้ดิ้นรนเพื่อจะหาทางหลุดไปให้ได้
“คุณหลวงขอรับ พวกมันสลบไปแล้ว”เสียงบ่าวคนหนึ่งรายงานเมื่อนักโทษโดนโบยจนสลบคาไม้หวาย
“รอพวกมันฟื้นแล้วโบยอีกห้าสิบไม้จากนั้นเอาไปจองจำทั้งผัวและเมีย” เสียงดุเฉียบขาด
“จำเอาไว้เป็ข้าราชการทำงานให้หลวงต้องซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อแผ่นดิน มิใช่คิดคดยักยอกเงินหลวง เยี่ยงขุนเสน่ห์และเมียของมันที่สมรู้ร่วมคิดกับการกระทำของผัวช่างบาปกรรมแท้ๆ”
“ขอรับ” หลายคนที่เป็ข้าราชการรับคำอย่างเกรงในบารมีของผู้พูดแม้จะยังดูหนุ่มแน่น แต่ด้วยความที่เป็คนฉลาดมีความสามารถ ทำให้บุรุษหนุ่มผู้นี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่มีเกียรติยศได้อย่างรวดเร็วทั้งยังมีชื่อเสียงในด้านของความเด็ดขาด เที่ยงตรง เป็ที่เคารพยำเกรงแก่คนทั่วไปท่านคือคุณหลวงภัสดาปรีชานุภาพ เป็ชาวพระนครแต่มาตรวจงานราชการที่หัวเมืองนครราชสีมาแห่งนี้
“บ้าน ที่ดินทรัพย์สินทั้งหมดของขุนเสน่ห์ให้ริบเป็ของหลวงและปลดขุนเสน่ห์ให้เป็ชาวบ้านธรรมดา ออกจากคุกแล้วให้มีหน้าที่ดูแลช้าง ม้าให้กับทางราชการ” เป็คำสั่งที่เฉียบขาดยิ่งนักจนหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เย็นเฉียบไปทั้งหัวใจ หลวงภัสดาช่างใจร้ายเสียนี่กระไรความคิดของหญิงสาวคนนี้ตรงกับความคิดของเมขลาเธอรู้สึกไม่ถูกชะตากับคุณหลวงผู้นี้อย่างรุนแรง
“โหดร้าย ใจดำ” เมขลาเขม่นอยู่คนเดียว ขณะที่ขุนนางผู้รับคำสั่งของหลวงภัสดาเดินออกไปแล้วคุณหลวงก็หันกลับมาถามหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย
“หล่อนชื่ออะไร?” เงียบสนิท ไม่มีเสียงตอบจากปากของเธอ
“ฉันถาม ว่าหล่อนชื่ออะไร?”คราวนี้คุณหลวงภัสดาไม่สบอารมณ์ ถามด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิมพร้อมกับปล่อยมือที่จับต้นแขนจะเอื้อมไปจับที่หัวไหล่แทนจังหวะนั้นเองหญิงสาวเบี่ยงหัวไหล่ออกแล้วรีบวิ่งไปกอดผู้เป็พ่อกับแม่ของเธอทั้งร้องทั้งปลอบอย่างน่าเวทนา
“คุณแม่เข้มแข็งไว้นะคะ? คุณพ่อเจ็บมากไหมคะ?” เธอพร่ำถามวนไปเวียนมาสองมือก็ลูบหน้าลูบไหล่ผู้เป็พ่อกับแม่ของเธอที่ยังเป็นักโทษในเวลานี้อีกด้วยคุณหลวงภัสดาแววตาวูบไหวเมื่อเห็นภาพนั้น
“หล่อนชื่อ เกตุแก้ว เป็บุตรสาวคนเดียวของขุนเสน่ห์กับแม่แก้วผู้ต้องโทษขอรับคุณหลวง”ขุนนางที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กระซิบบอกหลวงภัสดาจากข้างหลัง
“งั้นรึ...” หลวงภัสดารับฟังนิ่งๆแต่แววตาครุ่นคิด ขณะเดียวกันเมขลาก็ทวนชื่อที่ได้ยินเบาๆ
“เกตุแก้ว...”
ก็อกๆๆ
“พี่เมย์คะ เป็อะไรหรือเปล่า?”เงียบไม่มีเสียงตอบจากผู้เป็พี่สาวมินตราเรียกพี่สาวของเธออยู่นานสองนานเพื่อไปทานอาหารเช้าแต่ไม่มีเสียงตอบรับจากในห้องสักนิด
“พี่เมย์ มินจะไขกุญแจเข้าไปแล้วนะคะ”เสียงเรียกดูร้อนรนขึ้นเมขลารู้สึกตัวและได้ยินประโยคสุดท้ายของน้องสาวพอดี
“ไม่ ไม่ต้องจ้าพี่ตื่นแล้วโทษทีหลับลึกไปหน่อย” แสงแดดภายนอกสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาหญิงสาวนั่งงงกับความฝัน เธอยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองพบว่าคราบน้ำตายังชื้นๆอยู่บนใบหน้า
“แปลกมาก” เมขลาพึมพำเบาๆเมื่อทำธุระส่วนตัวจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมขลาก็เดินมาที่โต๊ะอาหารเธอพบว่าน้องสาวนั่งจ้องเขม็งมาที่เธอ
“พี่ไม่สบายหรือเปล่าคะ?” มินตราถามพี่สาวของเธอทันที
“เปล่าไม่มีอะไรไม่ต้องเป็ห่วงน่า พี่แค่ฝันแปลกๆ แค่นั้นเอง” เมขลาตอบตามจริงเพราะเธอมาคิดๆดูแล้วการฝันเป็เื่เป็ราวแบบนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
“มินเรียกตั้งนานพี่เมย์ก็ไม่ตอบเกือบได้ไขกุญแจเข้าไป”มินตราบ่นเล็กน้อย
“เอ... หรือว่าฝันเห็นเนื้อคู่”แต่ก็อดล้อเลียนพี่สาวตัวเองไม่ได้
“เนื้อคู่” เมขลาเบ้ปากทันทีในใจไพล่นึกไปถึงใบหน้าคมสันของใครบางคนในความฝันเมื่อคืนคุณหลวงภัสดาผู้ชายใจร้าย
“ศัตรูมากกว่า” หญิงสาวบ่นเสียงเบา
“ว่าอะไรนะคะ” มินตราได้ยินไม่ถนัด
“ไม่มีอะไรหรอก” เมขลาต้องย้ำอีกครั้งแล้วเสเปลี่ยนเื่คุย
“เอ้อวันนี้พี่จะไปลางานที่โรงพยาบาลเพราะเราจะไปบ้านโน้นกันมินเองก็เตรียมเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อยคงอีกประมาณสองสามวันถึงจะเดินทางวันเดินทางพี่จะแวะกราบคุณย่าโมที่อนุสาวรีย์ของท่านและกราบอัฐิของท่านที่วัดศาลาลอยด้วยส่วนพรุ่งนี้พี่ว่าจะชวนมินไป...” เมขลาหยุดคิดสักครู่ก่อนจะพูดขึ้น
“วัดกลาง...”
“หือ... วัดกลาง” มินตราถามซ้ำ
“วัดพระนารายณ์มหาราชน่ะเหรอคะ?”
“ชื่อวัดพระนารายณ์เหรอ?” ผู้เป็พี่สาวก็ถามซ้ำเช่นกัน
“ค่ะ” มินตราทำหน้าสงสัย
“พี่เมย์เรียกยังกับคนโบราณพี่รู้ไหมคะว่าคนสมัยก่อนเขาเรียกวัดพระนารายณ์ว่าวัดกลาง หรือวัดกลางนครค่ะ”เมขลายืนอึ้งเพราะอยู่ๆ เธอก็เรียกชื่อวัดได้อย่างถูกต้องทั้งๆที่ไม่เคยรู้เื่พวกนี้มาก่อนเลย
“พี่แค่ลองเดาดูน่ะเดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปทำบุญที่วัดพระนารายณ์กันนะ” เมขลาพูดให้น้ำเสียงเป็ปกติมินตราพยักหน้าทั้งที่กำลังเคี้ยวขนมปังในปาก
“พี่ไปนะสายแล้ว” พูดจบก็รีบเดินตัวปลิวออกไปทันที หลังจากพี่สาวเดินออกไปแล้วมินตราก็พึมพำกับตัวเอง
“พี่เมย์รู้ได้ยังไงว่าวัดพระนารายณ์เคยชื่อวัดกลาง...”
บริเวณเรือนไทยโบราณหลังใหญ่บรรยากาศโดยรอบค่อนข้างสงบร่มรื่นและค่อนไปทางวังเวงเสียมากกว่า เรือนไทยหลังนี้เป็ทรัพย์สมบัติของตระกูลรัชชาภักดิ์อยู่ด้านหลังบ้านใหญ่ หรือคฤหาสน์หรูหลังใหญ่ที่เหล่าทายาทในตระกูลรัชชาภักดิ์ใช้อยู่อาศัยในปัจจุบัน
ที่สำคัญคือไม่มีใครในบ้านใหญ่มาอาศัยอยู่ที่เรือนหลังนี้แม้แต่คนเดียวแม้กระทั่งคนรับใช้ในบ้านก็ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาที่นี่สักเท่าไหร่เรือนไทยโบราณหลังใหญ่นี้จึงเหมือนเป็เรือนร้างไร้ชีวิตจิตใจ เด็กรับใช้บางคนถึงกับร่ำลือให้หนาหูเหลือเกิน
“เรือนนี้มีผีค่ะ” คนสวนอย่างนายจั่นก็เคยพูดให้คุณการุญได้ยินเช่นกันว่า
“เรือนหลังนี้มีิญญาบรรพบุรุษที่ยังไม่ไปผุดไปเกิดอาศัยอยู่ครับ”หรือแม้แต่มะลิเด็กรับใช้ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ก็เปรยเข้าหู
“บางทีเก้าอี้โยกก็โยกเองค่ะคุณผู้ชาย”ซึ่งทุกครั้งที่ได้ยิน คุณการุญก็มักจะปรามเสียงดุ
“เหลวไหล” ประมุขของตระกูลรัชชาภักดิ์ไม่้าให้ข่าวลือไม่ดีแพร่ออกมาเนื่องจากเรือนหลังนี้คุณพ่อของเขาคือคุณเที่ยงธรรม ปู่ของหลานๆระบุชัดเจนว่ายกให้เมขลาแต่เพียงผู้เดียว! และนอกจากเขาแล้วก็หามีใครไม่ ที่รู้เื่นี้
ในเช้าวันนี้ คุณการุญจัดแจงให้เด็กในบ้านมาทำความสะอาดเรือนเป็การใหญ่ทุกคนที่มาทำความสะอาดต่างพากันเกาะกลุ่มกวาด ถู เช็ดนั่นเช็ดนี่เป็หมู่ๆไม่ค่อยกล้าแตกแยกออกจากกัน คุณการุญเดินควบคุมการทำความสะอาดไปเรื่อยจนกระทั่งมาหยุดยืนที่หน้าห้องๆ หนึ่ง เขาออกจะงงๆ เช่นกัน ว่าทำไมถึงมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องนี้จึงเดินเข้าไปดู
ภายในห้องขนาดใหญ่มีเตียงสี่เสาสำหรับกางมุ้งกันยุงแบบโบราณตั้งอยู่กลางห้องเลยไปด้านในเป็ส่วนของห้องนั่งเล่น คุณการุญเดินผ่านเก้าอี้โยกไปเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทแล้วสุดท้ายก็มาหยุดยืนอยู่ที่ตู้โชว์ขนาดไม่ใหญ่ มีของเก่าโชว์ไว้ไม่กี่ชิ้น แต่ที่สะดุดตาคือภาพขาวดำขนาดกลางซึ่งในภาพนั้นเป็รูปของชายหนุ่มหน้าตาใสสะอาดแต่เคร่งขรึมถ่ายเพียงครึ่งบนในชุดราชปะแตนคุณการุญหยุดมองสักพักก่อนเดินมาหยุดที่หน้าภาพนั้นแล้วเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพนอบน้อม
“คุณท่านครับผมไม่ทราบว่าดวงิญญาคุณท่านอยู่ที่นี่หรือไปในที่ชอบแล้วแต่ถ้าท่านยังอยู่ผมขอฝากลูกสาวของผมที่จะมาอาศัยพักพิงที่เรือนหลังนี้ด้วยขอให้เธอทั้งสองคนอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็สุข ขอให้คุณท่านคุ้มครองพวกเธอด้วยนะครับ”คุณการุญไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าใบหน้าในภาพนั้นดูพึงใจและเหมือนจะมีรอยยิ้มน้อยๆผุดพรายขึ้นมาจากภาพเก่าๆนั้น เพราะคุณการุญมัวแต่สังเกตชื่อที่เขียนไว้ใต้ภาพเขาอ่านชื่อนั้นเบาๆ
“หลวงภัสดาปรีชานุภาพ” หลวงภัสดาหน้าตาเป็แบบนี้นี่เองคุณการุญเคยมาที่เรือนไทยแห่งนี้เคยขึ้นมาข้างบนแต่ไม่เคยที่จะเข้าไปสำรวจในห้องแต่ละห้องอย่างละเอียดมีแต่เพียงคุณเที่ยงธรรมผู้เป็พ่อของเขาเท่านั้นที่เข้านอกออกในเรือนหลังนี้เป็ว่าเล่นเขาจึงไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้มาก่อนจนกระทั่งวันนี้
คุณการุญไม่เคยรู้ถึงที่มาที่ไปของเรือนหลังนี้แม้แต่น้อยรู้เพียงแต่ว่าเรือนหลังนี้เคยเป็ของหลวงภัสดามาก่อนแต่อยู่ๆ ทำไมจึงมาเป็ของหลวงธรรมธรรัชชาภักดิ์ผู้เป็ปู่ของเขาก็ไม่อาจทราบได้..
.
.
“อะไรนะ!” เสียงดาด้าเพื่อนพยาบาลสาวร่างอวบของเมขลาแผดดังอย่างใเมื่อได้ยินเพื่อนสนิทบอกว่าจะลางานหลายวัน
“เธอจะไปร่วมรับฟังพินัยกรรมที่บ้านรัชชาภักดิ์เหรอ?”คนพูดตาลุกวาว
“ใช่” เมขลาตอบรับ
“งานนี้ปฏิเสธไม่ได้ คุณพ่อถึงกับมาตามด้วยตัวเองเพราะคุณปู่ระบุชัดเจนว่าต้องมีฉันกับน้องสาวไปร่วมรับฟังการเปิดพินัยกรรมครั้งนี้ด้วย”เมขลาอธิบาย
“นี่ยัยเมย์แล้วแม่เลี้ยงกับยัยเรืองรินน้องสาวอีกคนของเธอเขาจะไม่อาละวาดเอาเหรอ”ดาด้าอดถามไม่ได้ เพราะกังวลเื่นี้อยู่เหมือนกันเนื่องจากเคยไปเจอฤทธิ์เดชของสองแม่ลูกมาแล้วในงานศพปู่เที่ยงธรรมรัชชาภักดิ์ ซึ่งเป็ปู่แท้ๆ ของเมขลากับมินตราเมขลายิ้มร้ายทันทีเมื่อได้ยินเพื่อนถามอย่างนั้น
“ดีสิ ให้อาละวาดหนักๆฉันอยากรู้ว่าการที่พวกนั้นเป็ทุกข์บ้างมันจะเป็ยังไง” หญิงสาวพูดเสียงเ็าสายตาบ่งบอกว่าอยากจะให้เป็อย่างนั้นเสียเหลือเกิน
“นี่ดาด้าฉันจะทำให้สองแม่ลูกนั่นร้อนใจจนแทบจะคลั่งเลยคอยดู” เมขลาคิดจริงจังที่จะเอาคืนในสิ่งที่แม่เลี้ยงเคยทำกับแม่ประไพของเธอไว้
เมื่อพูดจบหญิงสาวก็หันกลับมามองดาด้าเพื่อนรักของเธออีกครั้งแต่ทว่าเมขลาก็ถึงกับตาค้างเมื่อข้างหลังดาด้าปรากฏร่างหญิงวัยกลางคนพันผ้าแถบสีน้ำตาลเข้มนุ่งโจงกระเบนในสีเดียวกันเหมือนบ่าวไพร่ในสมัยโบราณเขานิยมนุ่งกันดวงตาทั้งคู่ไร้แววอย่างเห็นได้ชัดผิวขาวซีดแลดูไม่มีเืไหลเวียนในร่างกายแม้แต่น้อย และสตรีคนนี้เมขลาจำได้ว่าเคยมาปรากฏตัวให้เธอเห็นแล้วครั้งหนึ่งในห้องพักพยาบาลนี่เองส่วนดาด้าซึ่งสังเกตเห็นอาการเพื่อนรักเธอก็รู้ทันทีว่าเมขลากำลังเห็นอะไรบางอย่าง...!