บทที่ 13-2 พู่กันและแท่นหมึก
สองวันต่อมาเป็วันไหว้ขนมบัวลอย ทุกคนในบ้านยกเว้นซุนเหม่ยหลิงที่ต้องเลี้ยงเพ่ยฟางอยู่ที่บ้านต่างมาช่วยงานที่ร้านน้ำเต้าหู้ เนื่องจากมีคำสั่งซื้อขนมบัวลอยงาดำเป็จำนวนมากใน่ตอนเที่ยงท่านลุงไห่ให้พ่อบ้านหวงมาแจ้งกับหวังิเยว่ว่าเต้าเจี้ยวจำนวนห้าสิบไหได้ขายหมดแล้วและ้าเพิ่มอีกสองร้อยไห นางจึงบอกว่าถ้าเต้าเจี้ยวหมักได้ที่แล้วจะนำไปส่งให้ที่บ้านของท่านลุงไห่ทันที
วันนี้พวกเราเหนื่อยล้าเป็อย่างมาก หวังหนิงเทียนจึงประกาศกับทุกคนว่าพรุ่งนี้ให้หยุดร้านหนึ่งวัน
‘ดีมากเ้าค่ะพี่รอง รายได้ที่หายไปในวันพรุ่งนี้ข้าจะจ่ายสมทบทุนแต่งเมียของพี่รองเองเ้าค่ะ’
เนื่องจากเมื่อวานหวังิเยว่ได้เห็นตึกร้านค้าที่อยู่ถัดจากร้านน้ำเต้าหู้ไปห้า่ตึกได้ติดประกาศขายวันนี้นางจึงชวนท่านพ่อ พี่ใหญ่ และพี่รอง ไปดูตึกหลังนี้ เมื่อเข้าไปดูในตึกได้พบว่าเ้าของตึกย้ายสิ่งของออกหมดแล้วตึกมีสภาพที่ดีมาก ตกแต่งงดงาม ราคาขายอยู่ที่แปดร้อยตำลึง
หวังิเยว่จึงไปเจรจาขอซื้อตึกกับเถ้าแก่ร้านขายข้าวสารที่อยู่ติดกับร้านน้ำเต้าหู้โดยที่ตึกร้านข้าวสารมีสภาพทรุดโทรม ไม่เคยได้รับการตกแต่งและซ่อมแซมใด ๆตอนแรกเถ้าแก่ร้านข้าวสารไม่ยินยอมขายตึก แต่หวังิเยว่ยังหว่านล้อมต่อว่า
“เถ้าแก่เ้าคะข้าจะซื้อตึกที่อยู่ถัดจากร้านท่านไปสี่่ตึกแลกกับตึกของท่านเ้าค่ะตึกนั้นมีการซ่อมแซมและตกแต่งได้งดงามมากนะเ้าคะถ้าท่านตกลงท่านจะได้ร้านใหม่ที่ดีขึ้น ลูกค้ายังคงมีเช่นเดิมและที่สำคัญข้าจะช่วยค่าขนย้ายให้ท่านหนึ่งร้อยตำลึงเ้าค่ะ”
เถ้าแก่ร้านข้าวสารครุ่นคิดสักพักจึงตอบตกลงเพราะเห็นว่าได้ร้านใหม่ที่งดงามมากขึ้น ซ้ำยังได้เงินเพิ่มอีก หวังิเยว่ให้เวลาสิบห้าวันในการขนย้ายออกหลังจากนางจ่ายเงินไปทั้งหมดเก้าร้อยตำลึงจึงได้ตึกที่อยู่ติดกันมา
‘เื่นี้สอนให้รู้ว่าบางครั้งเงินก็ซื้อทุกอย่างไม่ได้ถ้าไม่มากพอค่ะ ฮาฮ่า’
ใน่เช้าของวันต่อมาการทำเต้าเจี้ยวรุ่นที่สี่จำนวนห้าสิบไหใหญ่ก็เริ่มขึ้นห้าวันต่อมาจึงนำถั่วเหลืองใส่ในไหใหญ่ หมักนานสี่สิบวัน ผ่านไปอีกสองวันเป็วันเก็บผักกาดขาวรุ่นที่สามครั้งนี้เก็บได้จำนวนสองพันจิน หวังิเยว่จึงนำผักกาดขาวไปทำผักดองแบบใส่พริกห้าร้อยจินแบบไม่ใส่พริกหนึ่งพันห้าร้อยจินใช้เวลาทั้งหมดห้าวันในการทำผักดอง และผักกาดขาวรุ่นนี้จะเป็รุ่นสุดท้ายของปีนี้
ถัดไปสองวันหลังจากวันทำผักดอง เป็วันเก็บผักบุ้งรุ่นที่หกใช้เวลาเก็บห้าวัน และผักบุ้งรุ่นนี้เป็รุ่นสุดท้ายของปีนี้เช่นกัน
หวังหลินข่ายติดต่อให้นายช่างหลวนเข้าไปดูตึกใหม่ที่เพิ่งซื้อเนื่องจากเถ้าแก่ร้านข้าวสารได้ย้ายออกไปแล้ว หวังิเยว่้าให้ตีร้านทะลุถึงกันเพื่อง่ายแก่การควบคุมดูแลโดยนางวางแผนให้ชั้นล่างของฝั่งตึกเก่าขายของที่สามารถนั่งกินในร้านเช่นน้ำเต้าหู้ เต้าฮวย บัวลอยน้ำขิง ขนมแป้งกวนแต่ฝั่งชั้นล่างของตึกใหม่จะวางขายผักสด ผักดอง เต้าหู้ ข้าวสาร เต้าเจี้ยวซอสถั่วเหลือง และสินค้าใหม่ที่อาจจะมีเพิ่มในอนาคต ชั้นบนของทั้งสองตึกทะลุถึงกันทำเป็ที่นั่งกินขนมในร้านมีห้องส่วนตัวสำหรับลูกค้าที่้าความเป็ส่วนตัวจำนวนสองห้อง
หวังิเยว่วางแผนให้ท่านลุงใหญ่และพี่เฟยิเป็พ่อครัวโดยจะจ้างคนงานทำครัวเพิ่มอีกหนึ่งคน แต่ให้ทั้งสองคนเป็คนคุมสูตรขนมไม่ให้คนนอกรู้ท่านลุงรองและคนงานอีกหนึ่งคนให้คอยดูแลลูกค้าที่ชั้นบนส่วนชั้นล่างคนงานหนึ่งคนดูแลฝั่งน้ำเต้าหู้ อีกหนึ่งคนดูแลฝั่งขายผัก นางให้พี่รองทำหน้าที่เป็คนคุมและเก็บเงิน‘เป็เถ้าแก่นั่นเองค่ะ’ สรุปคือต้องจ้างคนงานเพิ่มอีกสี่คน
นายช่างหลวนคิดราคาค่าซ่อมตึกจำนวนสองร้อยตำลึง หวังิเยว่ขอให้นายช่างหลวนซ่อมแซมตกแต่งฝั่งของตึกใหม่ก่อนแล้วจึงค่อยตีทะลุตึกถึงกัน
‘เพราะตอนตีทะลุตึกต้องปิดร้านซึ่งอาจจะทำให้พี่รองปวดใจได้’
เต้าเจี้ยวรุ่นที่สามหมักได้ที่แล้ว หวังิเยว่จึงทำการบรรจุในไหได้ทั้งหมดสามร้อยไหแล้วนำไปส่งให้ลุงไห่สองร้อยไห ร้านอาหารสิบไห ภัตตาคารเจี้ยนคังยี่สิบไหที่เหลืออีกเจ็ดสิบไหนำไปขายที่ร้าน จากนั้นอีกสองวันต่อมาเป็วันที่ผักดองรุ่นแรกจำนวนสองพันหนึ่งร้อยจินหมักได้ที่
หลังจากได้ชิมผักดอง ทุกคนที่บ้านของิเยว่ชื่นชอบมากกล่าวชมไม่หยุด นางเก็บผักดองไว้กินเองสองร้อยจินสำหรับ่หน้าหนาวที่จะถึงนี้โดยปกติแล้ว่หน้าหนาวจะไม่มีผักให้กินส่วนมากจะได้กินแต่ผักที่นำมาตากแห้งเก็บไว้ หวังิเยว่นำผักดองแบบใส่พริกสองจินและไม่ใส่พริกสองจินนำเข้าไปในตำบลพร้อมพี่ใหญ่และชงไฉ่ แล้วตรงไปยังภัตตาคารเจี้ยนคัง เมื่อนางพบกับหลงจู๊จึงกล่าวว่า
“ท่านหลงจู๊เ้าคะข้ามีผักดองชนิดใหม่มาให้ท่านหลงจู๊ลองชิมเ้าค่ะ”
“แม่หนูิเยว่ เ้าช่างเก่งและขยันจริงๆไหนเอามาให้ข้าชิมสิ”
“นี่เ้าค่ะ ข้ามีผักดองสองชนิด มีแบบใส่พริกหนึ่งจินและแบบไม่ใส่พริกหนึ่งจินเ้าค่ะ”
หลังจากหลงจู๊ได้ชิมผักดองของหวังิเยว่จึงกล่าวชมไม่หยุดเช่นกันและยังบอกกับนางว่า
“ดีจริง ่หน้าหนาวหาผักได้ยากเหลือเกิน มีผักดองของเ้าภัตตาคารของข้าจะได้มีผักขายใน่หน้าหนาวด้วยแล้วเ้าทำผักดองไว้เยอะมากพอรึไม่”
“ตอนนี้มีราว ๆ สองพันจินเ้าค่ะ”
“อืม วันนี้คุณชายของข้ามาที่ร้านพอดีข้าจะได้นำผักดองไปให้คุณชายลองชิมดู”
“นอกจากกินผักดองเป็เครื่องเคียงแล้วยังนำไปผัดกับเนื้อสัตว์ได้ด้วยนะเ้าคะ” ‘แล้วท่านจะต้องร้องว่า มาชิตะ!’
“ดีมาก ข้าจะให้พ่อครัวทำแล้วนำไปให้คุณชายกินว่าแต่เ้าคงไม่ยอมคิดเงินเหมือนเดิมใช่รึไม่”
หวังิเยว่ยิ้มแทนคำตอบ แล้วกล่าวว่า “ถ้าท่าน้าผักดองให้ไปแจ้งที่ร้านน้ำเต้าหู้เหมือนเดิมนะเ้าคะ ผักดองจินละห้าสิบอีแปะวันนี้ข้าขอลาก่อนเ้าค่ะ”
จากนั้นหวังิเยว่จึงนำผักดองอย่างละหนึ่งจินไปให้ที่ร้านอาหารด้วยแล้วเดินกลับไปช่วยงานที่ร้านน้ำเต้าหู้