ฉันเข้าไปจูบอเดล เขามีท่าทางใแต่ก็ไม่ได้ผละใบหน้าของตัวเองออก เราสองคนแนบริมฝีปากคาไว้แบบนั้นเนิ่นนานเกินจนใครคนใดคนหนึ่งฉุกคิดได้ว่ามันไม่ควรเกิดขึ้น ทันทีที่เราลืมตาฉันและเขาต่างหันหลังให้กันกันที
“คือแบบว่า” ฉันเม้มปากแล้วเอาแต่นวดขมับตัวเอง “คือมัน...นายรู้ใช่ไหมว่าฉันเมา”
ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วทำท่าเก้ ๆ กัง ๆ อย่างไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อ “เอาเป็ว่านายไม่ต้องไปคิดถึงมันอีกนะ ช่วยลืมมันไปที” ฉันวิ่งออกมาจากตรงนั้นปล่อยให้อเดลนั่งกอดเข่ากับตัวเองต่อไป ระหว่างนั้นก็ได้แต่เอาสันมือทุบหัวตัวเองเบา ๆ ตลอดจนมาถึงบ้านแล้วพุ่งตรงเข้าห้องก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงในทันที
“แม่เ้า” เอาหมอนใบใหญ่ปิดหน้าตัวเองไว้แล้วกรีดร้อง “ฉันทำอะไรลงไปกันแน่วะเนี่ย”
ไม่น่าไปคิดถึงแฮดลี่ย์ในเวลานั้นจนมองว่าอเดลเป็หล่อนไปได้เลย ฉันต้องตั้งสติอีกแล้วและอีกครั้ง ตอนนี้ฉันยังอยู่ในร่างของแคลร์และหล่อนไม่ได้รับรู้เื่ราวที่เกิดขึ้น ฉันควรจะเลิกทำอะไรตามอำเภอใจที่มันจะส่งผลเสียต่อแคลร์ อย่างน้อยก็ไม่ใช่การจูบกับใครไปทั่วแบบนั้น
..
ฉันพาตัวเองออกจากห้องสมุดหลังจากแอบเข้าไปหลับตลอดทั้งเช้าโดยที่ไม่ได้เข้าเรียน สภาพของฉันเหมือนคนใกล้ตายขอบตาดำคล้ำผมเผ้าก็ไม่ได้หวีเดินเหมือนคนหมดแรงเพราะเื่ราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคืนที่ผ่านมานอนไม่หลับเอาเสียเลย หากแคลร์ได้มาเห็นร่างของตัวเองในตอนนี้หล่อนคงโกรธที่ฉันไม่ดูแลหล่อนเลยน่าดู
“ซินแคลร์” มิสเตอร์ควิ้นทเรียกให้ฉันหยุดเดินแล้วหันกลับไปหาเขาในทันที เพราะเอาแต่ก้มหน้าเดินคอตกเลยไม่ได้สังเกตว่าใครเดินสวนไปไม่อย่างนั้นฉันคงหาทางหลบเลี่ยงในการเจอได้ พอเห็นหน้าเขาที่จ้องอยู่ทำเอาฉันแทบฉี่ราดไปเลย
“สวัสดีค่ะมิสเตอร์ควิ้นท์” หลบตาหนีไปเพราะไม่กล้าจ้องหน้าเขาโดยตรง ฉันยังรู้ความผิดของตัวเองอยู่เต็มประดา “คือเมื่อวานตอนเย็นหนูขอโทษนะคะที่ไม่ได้ไปช่วยงานชมรม คือหนู...”
“ฉันไม่ได้เรียกเธอเพราะเื่นั้น” ฉันเงยหน้ามองเขา “เื่ช่วยงานชมรมทุกเย็นเธอไม่ต้องไปทำแล้ว”
“ยังไงนะคะ คือหนูไม่ได้ถูกทำโทษแล้วเหรอคะ” เพราะฉันเข้าใจว่ามันยังไม่ถึงอาทิตย์เลยด้วยซ้ำ
“ใช่” มิสเตอร์ควิ้นท์ถอนหายใจ “แต่นั้นไม่ได้หมายถึงว่าเธอจะไม่โดนทำโทษในเื่ราวที่ผ่านมานะ” ฉันยังงงอยู่นิดหน่อย มิสเตอร์ควิ้นท์ถอนหายใจอีกครั้ง “ฉันคิดว่าเพื่อนเธอจะบอกแล้วเสียอีก”
“เอ่อ...” นั่นยิ่งทำให้ฉันไม่เข้าใจไปกันใหญ่ เมื่อคืนฉันไปถึงห้องนอนก็ไม่ได้จับโทรศัพท์มือถืออีกเลยแม้จะได้ยินเสียงส่งข้อความมาแต่ก็ไม่ได้เปิดเข้าไปอ่าน บางทีในตอนนั้นไม่เบนก็มากาเรตอาจจะบอกในเื่ที่มิสเตอร์ควิ้นท์พูดถึงอยู่นี่ก็ได้
“ฉันว่าเธอควรพักผ่อนเสียบ้างนะซินแคลร์” เขาส่ายหน้านิดหน่อยแล้วเดินจากไป ฉันพ่นลมหายใจอย่าง
โล่งอกเมื่อตัวเองผ่านสถานการณ์ตรงนี้ไปได้โดยที่ไม่โดนอะไรเลย
..
ตอนนี้ฉันยืนถือถาดอาหารแล้วกวาดสายตามองรอบ ๆ เบนและมากาเรตรีบโบกมือให้ พวกเขาดูตื่นเต้นที่ได้เห็นหน้าทันทีที่วางถาดอาหารและนั่งลงเบนกับมากาเรตก็ผลัดกันพูดอย่างตื่นเต้น
“แคลร์เธอต้องไม่เชื่อแน่ ๆ”
“ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด”
“พวกเราถูกต้อนรับอย่างดีในทุกเื่ ๆ”
“วันนี้โคบิ้นเดินเข้ามาทักฉันด้วยล่ะ”
ฉันขมวดคิ้วมองเขาสองคนสลับกันไปมาอย่างไม่เข้าใจก่อนจะยกมือห้ามให้เขาหยุดก่อนเพราะฉันเริ่มฟังไม่ทันว่าพวกเขาพูดอะไรกันไปบ้าง
“เดี๋ยวนะขออีกที” ฉันยกมือนวดขมับเบา ๆ เบนและมากาเรตยังคงทำท่าทางตื่นเต้นไม่หาย
“เฮ้...” แต่ก่อนที่เบนจะเอ่ยปากก็มีใครบางคนเดินมาหยุดอยู่ตรงโต๊ะเราเสียก่อน หล่อนเป็เด็กสาวที่ตัวค่อนข้างเล็กกำลังยืนเอามือกุมไว้แล้วมองมาที่ฉัน “แบบว่าขอบคุณที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาตอบกลับพวกที่มารังแกน่ะ คือเมื่อวานพวกนายเท่กันมาก” หล่อนว่าแบบนั้นแล้วก็เดินจากไปทิ้งให้ฉันได้มองตามตาปริบ
“เห็นไหม” เบนพูดขึ้นแล้วโน้มตัวมานิดหน่อย “ั้แ่เช้าจนถึงตอนนี้มีแต่คนเข้าหาเรา” แล้วฉันก็นึกขึ้นว่าตลอดของการเดินมาที่โรงอาหารมีแต่คนจดจ้อง พวกเขาเ่าั้ทำท่าจะเข้ามาแต่ทว่าฉันดันมองกลับไปอย่างหงุดหงิดเสียก่อน
“ฮ่ายแคลร์” อีกครั้งของคนที่เข้ามาหาเราที่โต๊ะ ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองแล้วแทบอยากจะหลบหนีไปเสีย
“แพทริเซีย!” เผลอเรียกชื่อแล้วหล่อนก็ทำท่าดีใจ
“ว้าวเธอจำชื่อฉันได้ด้วยล่ะ” หล่อนว่าแล้วเอาแต่มองฉันตายิ้ม “หวัดดีเบนหวัดดีมากาเรต” คาดว่าคนที่ถูกเรียกทั้งสองคงมีอาการที่ไม่ต่างจากฉันมากนักพวกเขาถึงได้แต่ขำแห้งส่งกลับไป
“พอดีฉันพึ่งกลับจากพักร้อน” หล่อนว่าแล้วกรีดปลายนิ้วตัวเองประกอบท่าทางในการเล่า “แล้วมาเจอสิ่งที่เธอทำเมื่อวานมันโคตรจะสุดยอดเลย”
“เธอมีอะไรแพทริเซีย” มากาเรตขมวดคิ้ว คนถูกถามทำปากยู่แล้วเข้ามาจับที่ต้นแขนของฉันทั้งสองมือ
“แบบ...ฉันพึ่งรู้ว่าเควินเป็พี่ชายเธอแล้วเขาดูเท่สุด ๆ เลย” เข้าใจทันทีกับสิ่งที่ทำให้คนอย่างแพทริเซียเข้ามาหา ฉันยังจำเหตุการณ์ในงานวันเลี้ยงรุ่นที่เจอหล่อนเอาแต่พูดจาดูถูกแคลร์ได้อยู่ แล้วแบบนี้กลับมาเปลี่ยนเป็คนละคนไปเลย
“นี่แพทริเซีย” ฉันยกยิ้มเมื่อคิดอะไรดี ๆ ออก เข้าไปกระซิบใกล้ ๆ แพทริเซีย “เควินน่ะไม่ได้ชอบผู้หญิงหรอกนะเขาเป็ประเภทมีความ้าสูงกับผู้ชายหุ่นล่ำน่ะ” แพทริเซียยกมือปิดปากของตัวเอง หล่อนถึงกับนิ่งไปจนทำให้เบนกับมากาเรตอดที่จะขำออกมาเบา ๆ ไม่ได้
“หล่อนช็อคน่าดู” เบนพูดขึ้นหลังจากแพทริเซียเดินออกไปแบบเงียบ ๆ ฉันอมยิ้มนิดหน่อยแล้วกล่าวขอโทษเควินอยู่ในใจ แต่เพื่อไม่ให้เขาได้ยุ่งเกี่ยวกับแพทริเซียวิธีนี้ก็น่าจะเห็นผลที่สุด
“นั่นอเล็กซ์หนิ” มากาเรตทำให้ฉันและเบนจ้องมองไปหาคนที่กำลังกล่าวถึง
“พวกแบรนโด้โดนพักการเรียนแล้วไม่ใช่หรือไงทำไมเขาถึงยังคงมาโรงเรียนได้ล่ะ” เบนตั้งข้อสงสัย ฉันได้แต่มองตามเขาที่กำลังเดินไปแล้วหยุดอยู่ที่โต๊ะใครบางคน
“เอลลี”
“ฉันไม่เข้าใจว่าอเล็กซ์ทำไมถึงเข้าไปหาเอลลี” มากาเรตทำเสียงเครียด
“เขาคงไม่ได้เข้าไปหาเื่เอลลีใช่ไหม” เบนรีบบอกฉันอย่างเป็กังวล “ฉันคิดว่าเขาจะคิดได้แล้วเสียอีก”
“ฉันจัดการเอง พวกนายอยู่ตรงนี้รอฉันส่งสัญญาณมาก็พอ” ฉันรีบยกถาดอาหารของตัวเองขึ้นแล้วเดินตรงไปหาเอลลีในทันที “เฮ้” เอลลีและอเล็กซ์เงยหน้ามองฉันที่กำลังยืนหอบหายใจเบา ๆ เพราะรีบมามากไปหน่อย
“นั่งด้วยได้ไหม” ฉันไม่รอให้ใครอนุญาตถือวิสาสะนั่งลงข้าง ๆ เอลลีจนเธอขยับให้ อเล็กซ์อยู่ตรงข้ามยืดตัวตรงเขามองหน้าฉันแล้วยิ้มให้บาง ๆ
“ฉันน่าจะรู้อยู่แล้วดูพวกเธอสิ” อเล็กซ์พูดแล้วยกมือเกาหางคิ้วตัวเองอยู่แบบนั้น “เพราะงั้นมันดีมากที่พวกเธออยู่ตรงนี้ คือฉันอยากขอบคุณพวกเธอสองคนพร้อมกัน” เขาพูดอะไรบางอย่างที่ฉันยังไม่เข้าใจเมื่อหันไปหาเอลลีเธอก็ได้แต่ยักไหล่ให้นิดหน่อย
“ฉันดีใจแทนเอลลีที่มีเพื่อนแบบเธอนะแคลร์”
“อ่าฮะ...”
“พวกเธอคือคนที่เข้าใจฉันและยื่นมือเข้ามาช่วย ฉันสาบานเลยว่าจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้อย่างแน่นอน” อเล็กซ์พูดจบแล้วลุกขึ้น เขายิ้มให้ฉันอย่างรู้สึกผิด “และฉันขอโทษเธอจากใจจริงแคลร์แล้วก็ขอบคุณพวกเธออีกครั้งด้วย ไงก็ไปนะบาย”
เอี้ยวตัวเหลียวมองตามหลังอเล็กซ์ไปก่อนจะหันกลับมาหาคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “เขาทำอะไรเธอหรือเปล่า” ฉันถามเพราะยังคงไม่เชื่อใจอเล็กซ์มากนักแม้เขาจะทำท่าว่าเปลี่ยนเป็คนที่ดีมากขึ้นแล้วก็ตาม
“ไม่ เขาแค่มาคุยแล้วเอาแต่ขอบคุณฉัน” เอลลีเกาหัวเบา ๆ “ฉันแค่ยังไม่เข้าใจคือเป็เพราะเธอไม่ใช่เหรอเขาถึงคิดได้แต่ว่าเขามาขอบคุณฉัน ไม่รู้สิฉันค่อนข้างงง” ฉันเผยยิ้มนิดหน่อยแล้วพยักหน้า เพราะอเล็กซ์เห็นว่า่นี้ฉันกับเอลลีอยู่ด้วยกันบ่อย เขาเข้าใจว่าเอลลีคงคุยกับฉันทุกเื่ไม่เว้นแม้แต่เื่เขานั่นจึงเป็เหตุผลที่อเล็กซ์มาหาเอลลี
“แต่ฉันคิดว่าเขาโดนพักการเรียนพร้อมกับพวกแบรนโด้ไปแล้วเสียอีก” ฉันเหลียวมองทางที่อเล็กซ์เดินไปอีกครั้ง เขายังอยู่ตรงนั้นและกำลังตั้งใจทำอะไรบางอย่าง
“ใช่เขาโดนพักการเรียนแต่เขาขอร้องครูใหญ่ว่าขอมาช่วยงานที่โรงเรียนน่ะ” จู่ ๆ ฉันก็ยิ้มอย่างภูมิใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
“นั่นเขากำลังช่วยจัดถาดอาหารเหรอน่ะ”
“ใช่ แล้วยังบอกอีกว่าขอทำทุกหน้าที่ที่อยู่ในโรงเรียนนี้เลยล่ะ”
“ว้าวไม่อยากจะเชื่อ”
“ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อแต่เขาน่าจะคิดได้แล้วจริง ๆ”
เื่ราวหลายอย่างเกิดขึ้นแต่อย่างน้อยปัญหาที่มีก็ถูกแก้ไปบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็เื่ของจัสมินกับคุณอดัม เื่ของอเล็กซ์หรือเื่ที่แคลร์ถูกกลั่นแกล้ง ราวกับทำภารกิจสำเร็จทำให้ฉันก็รู้สึกดีกับมันอย่างบอกไม่ถูก ถึงอย่างนั้นก็ดีใจไม่สุดเพราะสิ่งสำคัญที่ต้องทำดันเป็เื่ใหญ่ที่ฉันพึ่งไปสร้างให้มันยิ่งกลายเป็ปัญหาเข้าไปอีก แต่จะให้มานั่งรู้สึกผิดมีหวังไม่ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจั้แ่แรกพอดี
“เธอต้องมีเพื่อน” ฉันพูดขึ้นให้คนที่กำลังจัดการกับอาหารของตัวเองหันมาเพียงนิดหน่อย
“ฉันก็มีอยู่แล้ว” เอลลี่ว่าแบบนั้นแล้วก็เอาแต่ใช้ส้อมจิ้มผักสลัดเข้าปาก
“ไม่สิเอลลีฉันหมายถึงเพื่อนที่เป็เพื่อนจริง ๆ ไม่ว่าจะไปไหนทำอะไรก็มีคนพวกนั้นเคียงข้างน่ะ” ฉันพยายามอธิบายหวังว่าเอลลีในวัยที่ 18 จะเข้าใจอยู่บ้าง ฉันรู้ใน่ชีวิตตอนนี้ของเธอมีแฮดลี่ย์ซึ่งเธอคงไม่้าใครอีกแล้ว
“รู้ไหมเธอดูเป็พวกรักสันโดษมาก ๆ” เอลลีมองฉัน เธอเลิกคิ้วขึ้นหนึ่งข้างแล้วส่ายหน้าไม่ยอมรับ
“ตรงไหนกัน” เธอวางส้อมลงแล้วแกะกล่องน้ำผลไม้ก่อนจะยกขึ้นดื่ม “ฉันมีเพื่อนหน่าแคลร์แต่ที่ฉันนั่งกินข้าวคนเดียว—”
“เพราะเธอคิดว่านี่คือเวลาส่วนตัว โอเคฉันเข้าใจ” เอลลีทำหน้าใที่ฉันรู้ เธอซับน้ำผลไม้จากมุมปากที่เลอะนิดหน่อย “แต่ไม่ได้ไงเอลลีเธอจะโดดเดี่ยวไม่ได้ แบบมันคงเป็เื่ที่น่าเสียดายถ้าเธอจบไปแล้วไม่ใครอยู่เคียงข้างสักคน” เพราะจำได้วันนั้นฉันเป็ยัยสมิธจอมเพี้ยนที่ทุกคนเลือกที่จะไม่พูดด้วยหรือหากฉันไม่ถูกอเล็กซ์ตั้งฉายาให้ก็ยังคงไม่มีใครอยู่เคียงข้างฉันอยู่ดี
“มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย”
“ไงก็เถอะตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว” ฉันยืดตัวกอดอก “เพราะฉันจะเป็เพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ เธอเอง” เอลลีเลิกคิ้วแล้วเม้มปากอย่างไม่วางใจ “ไม่เอาสิเอลลีฉันดูเป็คนไม่น่าคบขนาดนั้นเลยเหรอ”
“หลังจากที่เธอเคยก่อเื่ต่อหน้าฉันน่ะนะ” เธอกำลังพูดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
“ฉันรู้ว่าฉันผิดแต่ฉันก็ขอโทษ”
“เธอควรไปขอโทษแฮดลี่ย์”
“เื่อะไร” ประโยคนี้ตอบกลับในทันทีแต่เป็การพูดกับตัวเองเบา ๆ แต่เอลลีได้ยินเธอถึงได้แต่ถอนหายใจ
“โอเค ๆ ไว้ฉันจะหาโอกาสไปขอโทษหล่อนแล้วกัน”
“เวลาเธอรับปากอะไรทีไรฉันไม่เคยจะเชื่อได้เลย”
“ไม่เอาหน่าเอลลี” ฉันทำตัวอ่อนแรงแล้วเข้าไปกอดแขนของเธอ เอลลีพยายามแกะแต่ฉันยังติดหนึบจนเธอยอมแพ้แล้วปล่อยให้ฉันทำไปเอง “เดี๋ยวฉันจะแนะนำเพื่อนที่พร้อมอยู่เคียงข้างเธอให้เอง” เอลลีขำในลำคอ
“หมายถึงเบนกับมากาเรตที่เอาแต่มองมาไม่หยุดตรงนั้นน่ะเหรอ”
“พวกเขาไม่ได้แย่หรอกหน่า”
“แต่ตอนนั้นเธอบอกว่าโดนตัดเพื่อนจากพวกเขาเชียวนะ”
“อันนั้นมันก็...” ฉันยกมือเกาแก้มแล้วทำเป็เปลี่ยนเื่ “รู้ไหมว่าไม่มีใครกล้ามารังแกพวกฉันแล้ว”
“จากการที่เธอต่อยแบรนโด้จนปากแตกขนาดนั้นฉันก็หวังว่าจะไม่มีคนกล้าเข้ามาหาเื่เธอแล้วล่ะ” ฉันขำเพราะเอลลีเอาแต่ถอนหายใจเอ่ยถึงฉันอย่างปลงตก
“รู้ไหมว่าพวกฉันไม่ได้อยู่ระดับล่างสุดแล้วนะ” เอลลี่ทำหน้างุนงง
“ระดับอะไร”
“ก็โรงเรียนเรามีจัดระดับอะไรแบบนี้”
“มีแบบนั้นด้วยเหรอ”
“ใช่”
“แล้วฉันโดนจัดอยู่ในระดับอะไรนั่นด้วยหรือเปล่านะ” เธอทำหน้าครุ่นคิด
“เธออยู่ระดับสูงอยู่แล้วเอลลีเพราะเธอเป็คนที่เก่งที่สุด” เอลลีเบ้หน้าอย่างไม่เชื่อฉันถึงได้ขำออกมา เธอหันกลับไปจัดการกับอาหารตัวเองในขณะที่ฉันโบกมือไปทางเบนและมากาเรต พวกเขารีบยกถาดอาหารของตัวเองวิ่งมายังโต๊ะของเราในทันที
“ไงเอลลี” พวกเขาเอ่ยทักอย่างเป็กันเองเมื่อนั่งลง “เธอคงรู้จักเราแล้วแต่ฉันจะแนะนำตัวอีกที...ฉันเบน” เอลลียื่นมือจับกับเบน
“ฉันมากาเรต” มากาเรตยื่นมือให้เอลลีต่อ เธอจึงหลุดหัวเราะในทันที
“นั่นเราแนะนำตัวกันไปรอบหนึ่งแล้วไม่ใช่เหรอมากาเรต”
“ก็แบบเป็ทางการอีกทีน่ะ”
“ส่วนฉัน...” กำลังจะอ้าปากแนะนำตัวด้วยอีกคนก็ถูกเอลลีห้ามไว้ในทันที
“ฉันคิดว่ารู้จักเธอดีแล้วล่ะแคลร์” ทั้งเบนและมากาเรตเลยพากันหัวเราะชอบใจ
นั่งอมยิ้มมองภาพโดยรวมตอนนี้กำลังไปได้สวย ฉันเชื่อว่าทั้งเบนและมากาเรตจะเป็เพื่อนที่ดีสำหรับเอลลี อย่างน้อยก็วางใจว่า่ชีวิตต่อจากนี้เอลลีจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
“ไม่อยากจะเชื่อท่าทางของพวกเธอเหมือนก็อปวางกันเลย” เบนชี้ฉันและเอลลีสลับไปมาในขณะที่ฉันและเธอกำลังตักอาหารเข้าปากพร้อมกัน ฉันหันมองคนที่นั่งข้าง ๆ ที่ใช้มือข้างซ้ายจับส้อมพลาสติกในขณะที่มือข้างขวาถือกล่องน้ำผลไม้และกำลังทำท่าจะยกดื่มซึ่งท่าทางของฉันเหมือนกับเอลลีทุกประการที่กล่าวมา “แถมอาหารที่อยู่ในถาดยังเป็เมนูเดียวกันแบบเป้ะ ๆ อีก” เบนยังพูดต่อเขากำลังทำหน้าตื่นเต้น
“เธอชอบน้ำแอปเปิ้ลนี่” เอลลีเหมือนนึกขึ้นได้ “แถมยังชอบสลัดเหมือนกับฉันอีก” เธอหันไปยิ้มใส่เบนที่ยังทำท่าตื่นเต้นไม่หยุด
“และไม่มีคุกกี้ในถาดเหมือนกันด้วย” มากาเรตจ้องถาดอาหารของเราสองคน “นั่นของอร่อยเลยนะ”
“พวกเธอเหมือนแฝดกันเลย” เบนทำฉันขมวดคิ้ว “คือไม่รู้สิ ไม่ว่าจะท่าเดินเื่ของกินหรือแม้แต่ไอ้ท่าที่ชอบเอามือนวดขมับนั่นอีก” ฉันเริ่มทำตัวไม่ถูกเพราะหากเบนและมากาเรตจับได้ว่าฉันไม่ใช่แคลร์ตัวจริงขึ้นมามันจะมีเื่ราวอะไรเกิดขึ้นอีก
“ใช่” มากาเรตเสริมแล้วตักมันบดในถาดของตัวเองเข้าปากอย่างไม่คิดอะไร “แต่พวกเธอเหมือนกันแค่ท่าทางภายนอกนะ คือเอลลีเธอน่ะดูอ่อนโยนในขณะที่แคลร์...” ฉันขมวดคิ้วแล้วยื่นหน้าเข้าไปหาคนที่นั่งตรงข้าม
“ฉันมันทำไมกัน” มากาเรตหัวเราะออกมาตามด้วยเบนไม่เว้นแม้แต่เอลลีที่เป็ไปกับเขา
ฉันไม่ได้โกรธอะไรเพราะรู้อยู่เต็มอก เอลลีวัย 18 ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ทำร้ายหัวใจ ขณะที่ฉันต้องพยายามก้าวข้ามความเสียใจหลายต่อหลายปีจนกลายเป็คนที่มองโลกในแง่ร้ายเอาแต่เ้าคิดเ้าแค้นไม่จบสิ้นอยู่แบบนี้
“เมื่อคืนเธอไม่ตอบข้อความฉันเลย” ในขณะที่เบนกำลังชวนเอลลีคุยเื่ต่าง ๆ อยู่ มากาเรตใช้เท้ามาสะกิดขา ไม่เข้าใจว่าทำไมหล่อนถึงทำเสียงเบาเวลาคุยกับฉันกัน
“ฉันเหนื่อยมาก ๆ เลยนอนหลับไปั้แ่หัวค่ำ” มากาเรตก็ยังคงหรี่ตามองฉันอย่างกับว่าเอาแต่คิดอะไรอยู่ในหัว แต่ใช่สิ... ดันลืมไปเลยว่ามากาเรตยังกอบกุมความลับบางอย่างของฉันไว้อยู่
“ไม่ได้บอกเขาไปใช่ไหม” ทำเป็เหลือบตามองไปทางเบน มากาเรตส่ายจึงส่ายหน้าแล้วฉันก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“ว้าวแฮดลี่ย์หล่อนเป็คนที่สวยเป็บ้า” เบนยืดตัวแล้วพยายามให้พวกเราที่อยู่ร่วมโต๊ะหันไปมองกลุ่มของแฮดลี่ย์ที่กำลังเดินเข้ามา “แบบดูรอยยิ้มหล่อนสิ สาบานเลยใครจะไม่ละลายเวลาที่หล่อนยิ้มให้มันโคตรจะมีเสน่ห์มาก ๆ ให้ตายสิขนาดฉันมองหล่อนจากไกล ๆ ยังหลงใหลเลย” ฉันหันกลับมายังทางเดิมทำปากคว่ำอย่างไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เบนพึ่งพูดราวกับละเมอออกมาแม้จะรู้เต็มหัวใจอยู่แล้วว่ามันเป็ความจริงทั้งหมดทั้งปวง
“แคลร์” เหลือบมองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งเอลลีรอคุยกับฉันอยู่ก่อนแล้ว “เธอไม่ได้บอกเื่นั้นกับพวกเขาใช่ไหม เื่ฉันกับแฮดลี่ย์น่ะ” เธอพูดเบาๆ อย่างเชื่องช้าให้ฉันอ่านปากออก ฉันสั่นหัวแล้วเธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ...ท่าทางของเธอเหมือนกับฉันเมื่อกี้เลย
“ฉันตื่นเต้นที่จะไปแคมป์แล้วทำกิจกรรมกับพวกหล่อนไม่ไหวแล้ว” จู่ ๆ เบนก็พูดถึงเื่อะไรไม่รู้ ฉันได้แต่ขมวดคิ้วในขณะที่เขาเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “ใช่และฉันดีใจมากที่เธอร่วมแคมป์นั่นด้วย” เขากอบกุมมือของเอลลีอย่างตื่นเต้น ฉันได้แต่มองพวกเขาสลับกันแล้วหันไปหาคนที่นั่งตรงข้ามอย่างมากาเรต
“มันเื่อะไร”
“เมื่อคืนเธอหลับไปแล้วเลยไม่เห็นข้อความเราใช่ไหมล่ะ” มากาเรตตอบ แต่ฉันยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“ก็แบบว่า— โอ้แม่เ้าแฮดลี่ย์กำลังเดินมายังตรงนี้” เบนยังไม่ทันพูดรู้เื่เขาหันไปกรีดร้องอย่างดีใจเมื่อเห็นว่าคนดังกำลังเดินมาหาและฉันก็โดนมากาเรตเตะเข้าที่หน้าแข้งอีกครั้งเมื่อเผลอมองแฮดลี่ย์ที่ส่งยิ้มให้กับพวกเราอยู่นานเกินไป หล่อนเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะในเวลาต่อมา ฉันยืดตัวนั่งหลังตรงเช่นเดียวกับเอลลีที่ทำเป็ไม่รู้อะไร
“อะไร” ตอบมากาเรตแบบไม่มีเสียงเมื่อหล่อนเอาแต่จดจ้องไม่วางตา
“หวัดดี พวกนายใช่ไหมที่ลงชื่อกับแคมป์พวกเรา” แฮดลี่ย์ยื่นแผ่นกระดาษที่ถือมาด้วยให้กับเบนซึ่งเขากำลังทำท่าดีใจเกินเหตุ “นี่เป็กำหนดการและถ้าหากมีอะไรสามารถเข้าไปถามพวกฉันได้เสมอเลยนะ”
“ดะ...ได้เสมอเลยงั้นเหรอ” เบนเริ่มตะกุกตะกัก
“ใช่ มันแน่นอนอยู่แล้ว” แฮดลี่ย์ตอบเสียงหวานถึงกับทำให้เบนมองตาเคลิ้มราวกับถูกสะกดไว้อย่างไงอย่างงั้น ฉันได้แต่ถอนหายใจสังเกตท่าทางของแฮดลี่ย์ในวันนี้แล้ว หล่อนคงทำเป็ว่าเื่ราวที่ผ่านมาเมื่อวานเป็สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่เราก็จูบกันนัวขนาดนั้น ...แสดงละครได้เก่งอีกแล้ว
“ว่าแต่...มีใครช่วยบอกฉันต่อได้ไหมว่าตกลงมันคืออะไร” ฉันทำเป็ยิ้มค้างแล้วหันหน้ามองคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าทุกคนพูดถึงเื่อะไรอยู่ “แบบว่ามันมีอะไรเกี่ยวกับหล่อนงั้นเหรอ มีเหตุผลอะไรที่หล่อนต้องเดินมาที่นี่กัน” ฉันโดนเอลลีแตะที่หลังมือเบา ๆ ตอนพูดถึงแฮดลี่ย์แบบหาเื่ “ฉันแค่อยากรู้” ตอบกลับเธอไปแล้วใช้หางตาเหลือบมองคนที่ยืนอยู่ แฮดลี่ย์ใช้ลิ้นดุนกระพุงแก้มแล้วยกยิ้มตาหวานให้ในเวลาต่อมาสงสัยว่าหล่อนคงรู้สึกขัดใจที่เห็นท่าทางแสดงออกของฉัน
“มันคือแคมป์อาสาน่ะ” เอลลีคลายความสงสัย
“ใช่” แฮดลี่ย์โน้มตัวแล้วเอามือเท้าโต๊ะไว้ หล่อนเลื่อนกระดาษให้กับเอลลีผ่านหน้าฉันไป เป็การกระทำที่แสนธรรมดาโดยที่เบนและมากาเรตไม่ทันได้สังเกต แต่ฉันเป็คนที่อยู่ตรงกลางเห็นชัดว่าแฮดลี่ย์จงใจส่งสายตาแฝงอะไรบางอย่างให้กับเอลลีจนเธอยกมือขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีของตัวเอง
ไม่ได้การ...
“สรุปแล้วมันคือแคมป์อะไรอาสาอะไร” โพร่งขึ้นแล้วหยิบแผ่นกระดาษแผ่นนั้นสะบัดไปมาจนแฮดลี่ย์ถอยกลับไป
“เป็งานพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของอุทยานที่จัดร่วมกันระหว่างโรงเรียนและนายอำเภอโดยมีกลุ่มอาสาของพวกเราจะต้องเข้าไปให้ความร่วมมือ นายอำเภอ้าให้อุทยานเป็ที่สนใจมากขึ้นเลยผุดไอเดียให้เราช่วยอำนวยความสะดวกและจัดทำแคมป์สำหรับนักท่องเที่ยวน่ะ” หล่อนอยู่ในตำแหน่งเดิมแล้วอธิบายต่อยืดยาว ฉันได้พยักหน้ารับไปแบบส่ง ๆ
“แล้วมันเกี่ยวกับฉันตรงไหน” พูดอย่างไม่ใส่ใจเลยโดนเอลลีส่งสายตาดุมาให้
“นี่แหละเพราะเธอไม่ตอบข้อความพวกเรา” มากาเรตยกนิ้วชี้ขึ้น “เพราะพวกเราลงชื่อร่วมกิจกรรมไปแคมป์นี้กันแล้ว”
“เดี๋ยวนะคือยังไง” ฉันหันไปหาเบนเขายิ้มกว้างแล้วพยักหน้าหงึกหงัก
“ไงก็เจอกันนะ” แฮดลี่ย์บอกก่อนจะเดินกลับไปยังโต๊ะของตัวเอง ฉันได้ยินเสียงพ่นลมหายใจของเอลลีเบา ๆ เมื่อมองยังเห็นว่าแก้มของเธอยังแดงอยู่เลย
“กลับมาเื่นี้ก่อน” ฉันยกมือขอเวลานอกเมื่อทุกคนเริ่มเอาแต่สนใจกระดาษกำหนดการที่แฮดลี่ย์พึ่งเดินมาให้ด้วยตัวเอง “คือแล้วทำไมเราต้องลงชื่อไปด้วย”
“นั่นเพราะเรายังถูกคาดโทษเื่เมื่อวานอยู่และมิสเตอร์ควิ้นท์ให้เราเลือกโครงการที่จะต้องเข้าไปช่วยน่ะ”
“พวกนายเลยเลือกแคมป์นี้?”
“อือฮึ” ทั้งมากาเรตและเบนหยักหน้าพร้อมกัน
“แต่ที่เลือกก็เพื่อเธอเลยนะ” ประโยคนี้เป็มากาเรตที่โน้มเข้ามากระซิบให้ได้ยินแค่สองคน “เธอไม่เห็นเหรอว่าเอลลีก็อยู่ในแคมป์นี้เหมือนกัน” หล่อนแอบยักคิ้วให้ “คราวนี้ถึงตาเธอแล้วแคลร์ทำตามที่เธอ้าได้เลยพวกเราเปิดโอกาสให้เธอขนาดนี้แล้ว”
“...”
ฉันได้แต่นั่งนิ่งมองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย อันที่จริงมันก็คุ้นที่เมื่อก่อนฉันเคยเข้าร่วมแคมป์อะไรแบบนี้และตอนนี้ฉันกำลังนั่งคิดอยู่ว่ามันเป็เหตุการณ์ใน่ไหนกัน
“ว่าแต่มันที่ไหนนะ” ฉันเอ่ยถาม “ใช่เรดวูดไหม” เพราะนั่นเป็อุทยานที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของเมือง “หรือจะเป็กรีนเนชั่นปาร์ค” แต่ทุกคนก็ส่ายหน้าพร้อมกัน
“ไม่ได้ไปไกลถึงที่นั่นสักหน่อย” เอลลียกยิ้มขำแล้วส่ายหน้า
“แล้วมันที่ไหนล่ะ”
“ริเวอร์ตัลปาร์คไง” เบนเป็ผู้ตอบ
และพอได้รู้ชื่ออุทยานตัวฉันที่เอาแต่ตั้งคำถามตลอดถึงกับนั่งนิ่งไปเลยทันที จู่ ๆ อากาศก็ร้อนขึ้นจนหยิบน้ำผลไม้ของมากาเรตที่ยังไม่ได้แกะมาเปิดแล้วดื่มจนหมดในทีเดียว ทั้งสามคนได้แต่มองอย่างสงสัยเมื่อมือไม้ของฉันเริ่มอยู่ไม่นิ่งเพราะกำลังลนลานหาอะไรมาพัดใบหน้า
“เธอโอเคไหม” พอเอลลีทักโดยการแตะต้นแขนเบา ๆ ฉันก็ลุกขึ้นพรวดในทันที
“ทำไมเธอหน้าแดงแบบนั้นล่ะ” มากาเรตขำ
“แม่เ้าเธอเป็อะไรไหมแคลร์” เบนรีบถามขึ้น
“โอเค ฉันไม่เป็ไรคือว่า...” ฉันพยายามตอบเสียงปกติ “ต้องไปเข้าห้องน้ำก่อน”
พาตัวเองออกมาจากตรงนั้นโดยทิ้งความสงสัยให้กับพวกเขา ในตอนนี้ฉันไม่สามารถอยู่ได้หากไม่โดนน้ำเย็น ๆ มาล้างบนใบหน้าให้หายร้อนเพราะเอาแต่คิดถึงเื่ราวของริเวอร์ตัลปาร์ค แค่ได้ยินชื่อฉันก็จำเื่ราวที่เกี่ยวข้องกับที่นั่นได้ในทันทีและฉันคงตอบคำถามที่ว่าจู่ ๆ ฉันเป็อะไรไม่ได้
...จะให้บอกกับพวกเขาว่าริเวอร์ตัลปาร์คคือสถานที่ที่ทำให้ฉันกับแฮดลี่ย์มีอะไรกันครั้งแรกงั้นเหรอ
ยิ่งให้ใครรู้ไม่ได้เชียว!