เมืองเกียะหยูตั้งอยู่ทางเหนือของหมู่บ้างเซียงอู่ โดยมีระยะห่างกันไกลกันมากต้องใช้เวลาในการเดินทางหลายวัน
และชีวิตความเป็อยู่ของชาวเมืองทั้งสองก็ห่างไกลกันอย่างสิ้นเชิง
เกียะหยูเจริญถึงขีดสุดอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ทางทิศตะวันออกเป็ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ในขณะที่ทิศตะวันตกเป็เทือกเขาสูง ส่วนด้านทิศใต้ของเมืองติดกับแม่น้ำเฉินเจียง ผืนแผ่นดินชุ่มชื้น อุดมสมบูรณ์ มีน้ำใช้ตลอดเวลา
นอกเหนือไปจากการทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์แล้ว เกียะหยูยังเป็เมืองศูนย์กลางทางการค้า ทั้งทางด้านเสื้อผ้า อัญมณี นอกจากนี้ยังมีทิวทัศน์อันงดงามดึงดูดผู้คนจากทุกสารทิศอีกต่างหาก
แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือเป็ฐานที่มั่นของกองกำลังเมฆขาว
กองกำลังเมฆขาว เป็กองทัพทหารอันเกรียงไกร ที่ประกอบด้วยกลุ่มทหารกล้าภายใต้การนำทัพของหลี่มู่
เป้าหมายคือหยุดยั้งการแผ่อิทธิพลของนายพลซื่อชางแห่งกองทัพอัศวินดำ
การรบพุ่งระหว่างสองฝ่ายเริ่มต้นมาเป็เวลาหลายปีแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็รองเื่ขุมกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่กองทัพเล็กๆ ของหลี่มู่ก็ยืนหยัดอยู่ได้เพราะมียุทธวีธีในการทำาอย่างชาญฉลาด มีทหารที่แข็งแกร่งทั้งหัวใจและฝีมือ มีแม่ทัพที่กล้าหาญ
ผู้อยู่เื้ัความสำเร็จของกองกำลังเมฆขาวก็คือ หวังจุนหลง เ้าเมืองเกียะหยู ผู้ทุ่มเทงบประมาณเสริมสร้างจนกองกำลังเมฆขาวแกร่งกล้าขึ้นทุกวัน และยังบริหารจนเกียะหยูกลายเป็เมืองที่เติบโตในทุกด้าน
คนส่วนมากเชื่อว่าความร่ำรวยของหวังจุนหลง เกิดจากการทุ่มเททำงานหนักมาั้แ่เยาว์วัย เป็ชีวิตที่ต้องดิ้นรนชนิดปากกัดตีนถีบ ไม่เช่นนั้นไหนเลยจะยอมนำทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้มาช่วยเหลือคนทุกข์ยาก รวมทั้งก่อตั้งกองกำลังเมฆขาวเพื่อขจัดทุกข์ภัยของประชาชน
อย่างน้อยชาวเมืองเกียะหยูมีความเชื่อมั่นว่า วันใดที่กองกำลังเมฆขาวสามารถล้มล้างกองทัพอัศวินดำของนายพลซื่อชางได้แล้ว สันติภาพจะมาเยือนอีกครั้ง และหวังจุนหลงจะสามารถรวบรวมกองกำลังที่แตกแยก กระจัดกระจายให้กลับมาเป็หนึ่งเดียวได้ในที่สุด
ชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ของเมืองเกียะหยูและกองกำลังเมฆขาวโด่งดังไปทั้งแผ่นดิน แต่สำหรับเด็กหนุ่มบ้านนอกที่ไม่เคยรับรู้โลกภายนอกนอกจากความเป็ไปในหมู่บ้านของตัวเองอย่างหวูไว่แล้ว เพิ่งรับรู้ความเกริกเกียรติของเมืองแห่งนักรบแห่งนี้ก็ใน่เวลาไม่กี่วันนั่นเอง
หลังจากหลบหนีการไล่ล่าของทหารอัศวินดำจากการช่วยเหลือของนักพรตเฒ่าผู้ลึกลับ กระทั่งขึ้นไปอยู่บนเรือรบัที่แล่นอยู่บนแม่น้ำเฉินเจียง ขณะนี้หวูไว่พบว่าตัวเองกำลังจะได้ััเมืองเกียะหยูอย่างเต็มตาเสียที
่เวลาหลายวันบนเรือไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มตื่นเต้น ตะลึงพึงเพริด เหมือนเรียวและอากิ เพื่อนจากเซียงอู่ทั้งสองคนแม้แต่นิด
สิ่งที่ทำให้หวูไว่ซึมกะทือ มึนงงก็คือ…
“หลี่มู่ เป็คู่หมั้นของเอียนซี หวูไว่เอ๊ย” คำบอกกล่าวของเพื่อนทั้งสองดังอึงอลอยู่ในหัวสมองครั้งแล้วครั้งเล่า
เด็กหนุ่มอยากจะเชื่อเหมือนกันว่าเพื่อนตัวแสบนั้นล้อเล่น แต่เมื่อมีโอกาสเห็นทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันบนดาดฟ้าเรือ เขารู้ทันทีว่าทุกอย่างเป็ความจริง รูปร่างสูงสง่าของหลี่มู่ และรูปโฉม อันสคราญตาของเอียนซี ดูช่างเข้าคู่ กลมกลืนเสียนี่กระไร
หวูไว่แอบเหลือบตามองเอียนซี แล้วก็หันมามองสารรูปของตัวเองแล้วส่ายหน้า
นอกจากจะดูประหลาด ด้วยผมสีทอง และดวงตาสีฟ้าแล้ว รูปร่างอันบอบบาง นิสัยอันตื่นกลัว รวมไปถึงความอ่อนด้อยฝีมือในเื่วิชาการต่อสู้ด้วยแล้ว เด็กหนุ่มบอกกับตัวเองว่าเขาไม่มีอะไรเทียบเคียงกับแม่ทัพเอกแห่งกองกำลังเมฆขาวได้แม้แต่น้อย
่เวลาหลายวันบนเรือ นอกจากใช้เวลาขลุกอยู่กับเพื่อนทั้งสองคนแล้ว หวูไว่มักจะหลบอยู่ในห้องพัก นอนนิ่งอยู่บนเตียงหันหน้าเข้าข้างฝาไม่อยากสนใจอะไรทั้งนั้น คิดอยู่อย่างเดียวว่า ถึงเกียะหยูเมื่อไหร่จะถามเพื่อนทั้งสองว่าจะเอายังไงกันแน่ จะสมัครเป็ทหารของกองกำลังเมฆขาวจริงหรือ
ส่วนเขาน่ะอยากกลับเซียงอู่ใจจะขาด
ระหว่างนั้น เอียนซีหาเวลามาคุยกับหวูไว่่สั้น ๆ แต่เื่ที่พูดคุยมักจะเป็เสียงบ่นเหนื่อยกับการวางแผนยุทธศาสตร์ร่วมกับหลี่มู่และนายทหารคนอื่น ๆ บางครั้งก็เป็ความปลาบปลื้มที่สามารถนำแผนที่ทางทหารของค่ายทหารอัศวินดำมาได้สำเร็จ
นอกจากนั้นก็คุยเื่ราวความเป็มาของเกียะหยู และกองกำลังเมฆขาวให้เด็กหนุ่มฟังเสียยืดยาว จนหวูไว่มองเห็นเกียะหยูได้อย่างชัดเจนราวกับเมืองมาปรากฏต่อหน้า
หรือไม่ก็…
“เ้าเป็อะไรหรือเปล่าหือหวูไว่ ดูเ้าเงียบไปนะ ไม่เห็นช่างพูดช่างคุยเหมือนเคยเลย คงคิดถึงบ้านละสิท่า แต่เชื่อข้าเหอะ พอเ้าได้เห็นเกียะหยูก็จะลืมเซียงอู่ไปเลย”
“ทราบแล้ว…คุณหนู” หวูไว่รับคำ
นั่นเป็ประโยคเดียวกระมังที่หวูไว่กล่าวกับเอียนซีตลอดเวลาที่อยู่บนเรือั
ตอนแรกที่ได้รับรู้เื่ราวเกี่ยวกับเกียะหยูจากปากของเอียนซีนั้น หวูไว่นึกว่ามองเห็นนครใหญ่แห่งนี้ทุกซอกทุกมุมแล้ว แต่เมื่อร่วมขบวนทหารของกองกำลังเมฆขาวเคลื่อนกำลังจากเรือรบัเข้าสู่เขตตัวเมือง เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ก็พบว่าความจริงที่พบผิดกับที่ตัวเองนึกไว้เยอะ
เมืองเกียะหยูใหญ่โตกว่าที่เขาคิดไว้มาก แค่กำแพงเมืองก็สูงจนเด็กหนุ่มต้องแหงนคอมอง กำแพงเมืองดูเหมือนจะก่อขึ้นจากหินก้อนใหญ่ และมีป้อมสูงที่มีทหารยามรักษาการณ์ตลอดเวลา และยังมีทหารลาดตระเวนอยู่รายรอบ จึงยากนักที่จะมีใครผ่านเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตลอดระยะทางเข้าเมือง มีประชาชนชาวเมืองเกียะหยูมายืนรอรับหลี่มู่และกองกำลังเมฆขาวเต็มสองฟากฝั่งถนน เสียงะโเรียกชื่อแม่ทัพหลี่กับคุณหนูเอียนดังสลับไปมาอยู่ตลอดเวลา
หลี่มู่และเอียนซีขี่ม้าเยาะย่างอยู่เคียงข้างกันอยู่หน้าขบวน บางครั้งก็หันไปกระซิบกระซาบกัน และบางครั้งก็โบกไม้โบกมือให้ผู้คนสองข้างทางอยู่ไปมา ดูเหมือนทั้งสองคนจะเป็ที่รักของชาวเมืองกันอย่างถ้วนทั่ว
เงาร่างเล็กๆของหวูไว่หลบนิ่งอยู่ท้ายขบวน โดยมีเรียวและอากิยืนขนาบข้างด้วย
“ช่างเป็คู่รักที่เหมาะสมอะไรกันเช่นนี้” ชาวเมืองคนหนึ่งที่ยืนอยู่ห่างกับหวูไว่ไม่ไกลนักพึมพำขึ้น
แม้เป็ประโยคสั้น ๆ แต่ก็ทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งขึ้นมาก่อนจะไหล่คู้ ทำท่ายืนเหมือนจะหมดแรงอยู่ตรงท้ายขบวน
“นี่…ท่านลุง ท่านรู้จักสองคนนั้นดีจังนะ” เรียวอดรนทนไม่ไหวต้องสะกิดถาม
“แหม…” ชาวเมืองว่าแล้วหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหันมามองหวูไว่กับพวก
“อะไรกัน เ้ามาจากไหนเนี่ย ใครก็รู้จักหนุ่มสาวคู่นี้ทั้งนั้นแหละ”
“ท่านขุนพลหลี่มู่ก็เป็ขุนพลเอกของกองกำลังเมฆขาว ที่ช่วยปกป้องพวกเราให้พ้นจากการรุกรานของพวกกองทัพอัศวินดำนั่นไง”
“คุณหนูเอียน…ก็คือบุตรสาวของที่ปรึกษาเอียน”
“ที่ปรึกษาเอียนงั้นหรือ…” หวูไว่พูดลอยๆออกมา
“ใช่ พวกเ้าไปอยู่ป่าไหนมาเนี่ย ที่ปรึกษาเอียนก็คือเอียนมู่หลง ที่ปรึกษาของท่านเ้าเมืองเกียะหยู หวังจุนหลงนะซิ…เฮ้อ” ชาวเมืองคนนั้นว่าต่อและส่ายหน้า
“นางก็เป็หนึ่งในนักรบของกองกำลังเมฆขาวเหมือนกัน ฉายาของนางคือ หงสาคะนองศึก พวกเ้าเคยได้ยินหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มจากเมืองเกียะหยูมองหน้ากันไปมา หงสาคะนองศึกเหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลย คุณหนูเอียนนี่นะ
โดยเฉพาะหวูไว่ฟังถ้อยคำเ่าั้ด้วยอาการมึนงง
จากนั้นขบวนทหารของกองกำลังเมฆขาวผ่านกลางใจเมือง และเมื่อเดินทะลุถึงเขตชั้นใน ปรากฎทหารสวมหมวกเหล็ก ใส่เกราะ เดินขวักไขว่ไปมา แสดงให้เห็นว่าเขตชั้นในแห่งนี้ก็คือ ฐานที่มั่นของกองกำลังเมฆขาวนั่นเอง
เมื่อขบวนบรรลุถึงประตูใหญ่แห่งหนึ่ง ขบวนก็หยุดลง พร้อมกับปรากฎร่างชายร่างท้วม วัยสี่สิบผู้หนึ่งออกมาต้อนรับ พร้อมกับกล่าวว่า
“ขุนพลหลี่ คุณหนูเอียน ขอต้อนรับกลับบ้าน”
หลี่มู่ลงจากหลังม้า และก้าวไปหาชายร่างท้วมคนนั้นและใช้มือตบบ่าอย่างสนิทสนม
“ฝานซื่อ สบายดีนะ”
พูดจบหลี่มู่ก็ยกมือให้สัญญานให้ขบวนทหารที่ตามมาแยกย้ายกันออกไป เหลือยืนอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น เอียนซีที่ลงจากหลังม้าแล้วเช่นกันกวักมือให้หวูไว่กับพวกเข้าไปหา
“เอาละ…เดินทางมาไกลพวกเ้าคงเหนื่อยแล้ว เดี๋ยวข้าจะให้คนพาไปพักนะ”
“ทหาร…”
“ช้าก่อน…คุณหนู” ชายร่างท้วมที่หลี่มู่เรียกว่าฝานซื่อกล่าวทักท้วง และหันมามองเด็กหนุ่มทั้งสามคนอย่างไม่วางตา
ฝานซื่อคนนี้รูปร่างท้วมใบหน้าอูม ดวงตาหลุกหลิกไปมา แต่ที่สร้างความขัดตาให้กับผู้พบเห็นมากที่สุดก็หนวดเรียวยาวเหนือริมฝีปาก และรอยยิ้มเหยียดนั่น
“ที่ปรึกษาเอียนฝากแจ้งให้คุณหนูทราบว่า ถ้ามาถึงเมื่อไหร่ให้คุณหนูนำตัวเด็กหนุ่มที่มีผมสีทองไปพบด่วนที่ห้องหนังสือ”
“หา…”เด็กหนุ่มร้องและหันไปมองหน้าคุณหนูเอียนอย่างงุนงง และพบว่าหญิงสาวก็มีสีหน้าไม่ผิดแผกกันมากนัก
มันเื่อะไรกัน…
เมื่อพบหน้าเอียนมู่หลงในห้องหนังสือในตึกอันโอ่โถง หวูไว่ก็แทบจะร้องอ๋อออกมาทันที เพราะยามที่เด็กหนุ่มเฝ้ามองคุณหนูเอียนซี นอกเหนือไปจากความงดงามที่สะดุดตาแล้ว ยังมีบุคคลิกอันสง่างาม แฝงความน่าเคารพไว้อีกหลายส่วน
ที่แท้ความสง่างามราวกับดาวบนท้องฟ้านั้นถูกถ่ายทอดมาจากบิดาของนางแทบทุกกระเบียดนิ้วนั่นเอง
เอียนมู่หลงอยู่ในชุดเสื้อผ้าสีเหลือง เป็ผ้าบางเนื้อดี มีลายทองเป็ริ้วตรงชายเสื้อ ในมือถือตำราเล่มหนึ่ง บ่งบอกถึงความเป็ผู้คงแก่เรียน
ที่ปรึกษาใหญ่แห่งเมืองเกียะหยู มีคิ้วดกหนา ดวงตามีประกายเจิดจ้า เคราบางๆ ที่คาง และจมูกที่เชิดรั้น รวมไปถึงจอนผมหงอกขาว ยิ่งขับเน้นให้บุคลิกน่ายำเกรงมากยิ่งขึ้น
ถ้าไม่มีคนแนะนำให้รู้จัก หวูไว่อาจจะนึกว่าบุคคลข้างหน้านี้คือ หวังจุนหลงเ้าเมืองเกียะหยูด้วยซ้ำไป
“เตีย…” เสียงเอียนซีร้องทัก ก่อนจะก้าวเข้าไปโอบกอดกับที่ปรึกษาเอียนอย่างรักใคร่
เอียนมู่หลงยิ้มน้อยกล่าวว่า
“ซียี้ ภาระครั้งนี้หนักหนาสำหรับเ้าแล้ว”
จากนั้นเอียนมู่หลงก็หันมามองเด็กหนุ่มแล้วพยักหน้าให้
“เ้าคงเป็หวูไว่ ขอบคุณที่ช่วยเหลือบุตรสาวของข้า”
เด็กหนุ่มยิ้มอย่างเขิน ๆ ช่วยเหรอ ไม่หรอกน่า เขาไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่เลย
เอียนมู่หลงผละจากบุตรสาวและเดินมาตบบ่าหวูไว่
“นอกเหนือไปจากจะขอบใจเ้าแล้ว ข้ามีเื่จะถาม”
“หือ…” หวูไว่พึมพำและเอานิ้วชี้มาที่ตัวเอง
ที่ปรึกษาใหญ่แห่งเกียะหยูเปลี่ยนอิริยาบถหันไปมองภาพทิวทิศน์ที่แขวนอยู่หลังโต๊ะหนังสือแล้วกล่าวเสียงเยือกเย็นว่า
“ข้าอยากถามว่าพ่อแม่ของเ้าเป็ใครกัน เป็คนในหมู่บ้านเซียงอู่หรือเปล่า”
“ข้าไม่รู้มากนักหรอก เท่าที่ทราบก็คือพ่อแม่ของข้าเสียชีวิตไปแล้ว จากอุบัติเหตุน้ำท่วมใหญ่ และอาศัยอยู่กับลุงและป้ามานับแต่นั้น”
“แล้วทำไมเ้าถึงได้มีผมสีทอง และดวงตาสีฟ้า?”
คำถามนี้ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มอึ้งหนัก นั่นนะสิ เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน อยากรู้มาทั้งชีวิตนั่นแหละ
“คือว่า…”
ก่อนที่จะจนแต้มกับคำถามนี้ เอียนซีก็ร้องขึ้น
“ท่านอยากจะรู้เื่ของหวูไว่ไปทำไม?”
เด็กหนุ่มหันมองหน้าหญิงสาวอย่างขอบคุณ แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น แต่คำถามของเอียนมู่หลงทำให้หวูไว่รู้สึกกดดันขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ที่ปรึกษาใหญ่แห่งเกียะหยูหันหน้ากลับมายิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า
“เ้ารู้จักนายพลซื่อชางแห่งกองทัพอัศวินดำดีแค่ไหน”
“หา” คราวนี้ทั้งสองคนร้องขึ้นมาพร้อมกัน พร้อมกับงุนงงหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เอียนมู่หลงเอามือไพล่หลังและเดินมาจ้องมองที่หวูไว่แล้วโพล่งขึ้น
“ถ้าเ้าไม่รู้จักนายพลซื่อชาง แล้วทำไมถึงได้มีคำสั่งให้พวกทหารอัศวินดำตามล่าเ้าละ”
“ข้าเหรอ…”
เอียนมู่หลงเอามือลูบคางเหมือนใช้ความคิด
“อืมม์…จะว่าตามล่าเ้าก็คงไม่ถูกนัก แต่เท่าที่ข้าทราบข่าวมาก็คือ นายพลซื่อชางสั่งให้คนตามล่าตัวเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เป็เด็กหนุ่มที่มีผมเป็สีทอง และดวงตาสีฟ้า ซึ่งถ้าไม่ใช่เ้าจะเป็ใครได้เล่า”
ตายละ-เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
ความซวยมาเยือนอย่างไม่นึกฝันเลยนะเนี่ย
“ไม่…เ้ากลับบ้านตอนนี้ไม่ได้”
“แต่ข้าไม่อยากจะเป็ทหารนี่…คุณหนู”
“ทำไมเล่าหวูไว่ ทหารแห่งกองกำลังเมฆขาวใช่ว่าจะเป็กันได้ง่าย ๆ หรอกนะ แล้วนี่เพื่อนเ้าสองคนก็ตอบตกลงกับข้าแล้ว”
“จริงเหรอ…”
“ซวยละสิ…”
ขณะนี้หวูไว่นั่งอยู่บนม้าหินในสวนเล็กๆของตึกตระกูลเอียนอันโอ่อ่า กว้างขวางส่วนคุณหนูเอียนหรืออีกนัยหนึ่ง หงสาคะนองศึกยืนหันหลังมองไปยังน้ำตกสายเล็ก ๆ ที่ถูกประดับประดาไว้อย่างสวยงาม
ตอนนี้เด็กหนุ่มทราบแล้วว่า ชีวิตของเขาไม่ปลอดภัยเสียแล้วเมื่อตัวเองกลายเป็ที่้าของนายพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำ ส่วนจะด้วยเหตุผลใดนั้นเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันแต่จะให้เป็ทหารออกรบนะเหรอ ไม่เคยอยู่ในความฝันของเขาแม้แต่น้อย
จะกลับไปเซียงอู่ก็ไม่ได้เหมือนกัน
ทำไงดี ทำไงดี…
แล้วเอียนซีก็หันหลังมา ในจังหวะเดียวกับที่เด็กหนุ่มเกาหัว หงสาคะนองศึกถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ถึงตอนนี้หญิงสาวเริ่มคุ้นเคยกับ “มุข” ของเด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่ได้แล้ว
“เอาเถอะ ไม่เป็ทหารก็ได้ แต่อยากเป็อะไรล่ะ”
เด็กหนุ่มอึ้งไปพักใหญ่ จะบอกว่าอยากอยู่เฉย ๆ ก็คงน่าเกลียดไป แล้วอะไรเล่าที่เขาทำได้ดี ทำแล้วมีความสุข เมื่อตอนที่อยู่ในหมู่บ้านเซียงอู่
อ้อ!..นึกออกแล้ว
“คุณหนู ข้าชอบปลูกต้นไม้ ดอกไม้นะ หรือจะให้ทำครัวก็ได้”
“หวูไว่ เ้านี่แปลกคนจริง ๆ ”
แล้วคุณหนูเอียนก็ยิ้มออกมา แล้วพยักหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้บางอย่าง
“ตามใจเ้า…ข้ามีทางออกให้แล้ว”
“ทางออกเหรอ…”
เอียนซีพยักหน้าก่อนตอบว่า
“ข้าจะให้เ้าไปอยู่กับเฒ่าลู่”
“เฒ่าลู่…ใครกัน” เด็กหนุ่มพึมพำ