ก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยคาดการณ์ไปต่างๆนานา
ด้วยเชื่อว่าครั้งนี้ตระกูลจ้าวต้องทุ่มเทกำลังออกมาเพื่อกล่าวโทษต่อตระกูลเย่ไป๋หยุนเฟยจึงเตรียมการเพื่อสู้ศึกใหญ่ ทั้งยังวางแผนที่จะรับมือกับสำนักเจ้าอสูรมันเตรียมการถึงขนาดที่ว่าเมื่อเปิดไพ่ใบสุดท้ายออกมาจะทำให้สถานการณ์พลิกผันถึงขั้นใดก็คาดเดาไว้หมดแล้วนอกจากนี้หากไม่อาจเอาชนะได้ก็เตรียมจะยกชื่อเสียงของเกออี้หยุนหรือหยิวชิงเฟิงออกมาขู่ขวัญฝ่ายตรงข้ามหรือหากยังไม่บังเกิดผลก็จะฉุดลากตระกูลหลิวเข้ามาร่วมด้วยแม้จะกล่าวได้ว่าไร้น้ำใจไปบ้าง แต่เมื่อมีตระกูลหลิวช่วยออกหน้า ไม่ต้องถึงขนาดให้เป็นศัตรูกับตระกูลจ้าวหรือสำนักเจ้าอสูรเพียงแค่สอดมือเข้ามาเพื่อเป็นหลักประกันต่อตระกูลเย่ ก็สมควรจะไม่เป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรงเท่าใดนัก
มันเชื่อว่าสำนักเจ้าอสูรต้องใช้แผนสงบศึกชั่วคราวและวางแผนอันชั่วร้ายบางอย่างเอาไว้เช่น ลอบมาลักพาตัวเทียนหมิงไป ไป๋หยุนเฟยจึงเตรียมวางแผนพร้อมรับมือการลอบโจมตีเอาไว้ถึงขนาดคิดจะมอบอาวุธที่ผ่านการอัพเกรดถึงระดับสูงออกไปเพื่อใช้ในการป้องกันตัว
ทั้งยังเตรียมการป้องกันอีกว่าหากถูกเปิดโปงเรื่องที่ลงมือสังหารศิษย์สำนักเจ้าอสูรไป๋หยุนเฟยจะบอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์อันใดกับตระกูลเย่จากนั้นจะหลบหนีจากไปให้ไกลที่สุด
ไป๋หยุนเฟยคาดคิดไปต่างๆนานาทั้งยังเตรียมพร้อมเอาไว้อีกไม่น้อย แต่ผลสุดท้าย ---กลับไม่ได้ใช้แม้แต่อย่างเดียว
เย่ถิงเพราะได้รับวิหคสายฟ้าจึงบรรลุด่านบรรพวิญญาณได้คนสำนักเจ้าอสูรก็จากไปแล้ว ตระกูลจ้าวก็ปรากฏนายน้อยที่มากความสามารถทั้งยังสำนึกผิดเดินทางมาเพื่อขอโทษจนทำให้ความบาดหมางระหว่างสองตระกูลคลี่คลายลงไปได้
“เช่นนี้ก็ดีที่จริงแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะเป็นไปตามทิศทางอันสมควรหรือที่คาดการณ์ล่วงหน้าเอาไว้ไม่จำเป็นต้องแสดงตนเป็นวีรบุรุษเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหา เป็นเช่นนี้ก็ไม่เลวเช่นกันอย่างน้อยทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีผู้ใดต้องสูญเสีย เอ่อ...ยกเว้นเรื่องใบหน้าของคนอ้วนจ้าวสักเรื่องเถอะ”
ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะระหว่างที่ปลอบประโลมตนเองอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงจ้าวซีลั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจขึ้นมาว่า“จริงสิ ไม่ทราบว่าที่บ้านตระกูลเย่มีสหายนามว่าไป๋หยุนเฟยอยู่หรือไม่?”
ระหว่างที่เอ่ยปากนั้นสายตาก็มาทางไป๋หยุนเฟยก่อนแล้วคล้ายกับกำลังคาดเดาว่าไป๋หยุนเฟยคือมันเองหรือว่าจิ้งหมิงเฟิงที่ด้านข้าง
ทุกคนต่างไม่คาดคิดว่าจู่ๆมันจะถามถึงไป๋หยุนเฟยจิ้งหมิงเฟิงจึงหันมากล่าว “เหล่าไป๋ ไฉนมันรู้จักเจ้าได้ เจ้ารู้จักมันหรือไม่?”
ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วกล่าวว่า “ไม่เคยพบมาก่อน”
เมื่อทุกสายตาจับจ้องมาจ้าวซีลั่วจึงได้ทราบว่าผู้ที่ตนถามหาเป็นผู้ใด มันยิ้มให้แก่ไป๋หยุนเฟย“น้องชายคือไป๋หยุนเฟยกระมัง?”
จากนั้นจึงยื่นมือออกมา ไป๋หยุนเฟยยังไม่ทราบว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรแต่ก็ไม่กล้าเสียมารยาทรีบประสานมือคารวะพร้อมกับกล่าวว่า “เป็นผู้น้องเองไม่ทราบคุณชายจ้าวมีเรื่องอันใดต้องการชี้แนะ?”
“ฮ่า ฮ่าที่จริงแล้วครั้งนี้ที่ข้ามาบ้านตระกูลเย่นอกจากจะมาเจรจาเพื่อคลี่คลายเรื่องบาดหมางของสองตระกูลแล้วยังมีอีกเรื่องก็คือมาพบหน้าน้องไป๋นี่เอง”
“พบข้า? พบเพื่ออะไร?”
“อืมที่จริงข้าได้ยินเรื่องของน้องไป๋จากผู้อื่นมาไม่น้อย ดังนั้น...จึงอยากขอแลกเปลี่ยนวิชากับเจ้าดูสักหน่อย”
จ้าวซีลั่วกล่าวกลั้วหัวเราะกระทั่งจบประโยคแล้วจู่ๆก็พุ่งเข้าหาไป๋หยุนเฟยในบัดดล!
เมื่อครู่ยังสีหน้ายิ้มแย้มน้ำเสียงเป็นมิตรพูดคุยหยอกล้อกันแต่เพียงพริบตาเดียวก็เปลี่ยนท่าทีเข้าจู่โจมใส่ท่าจู่โจมนี้ของจ้าวซีลั่วเหนือความคาดหมายของทุกคน ชั่วขณะที่จะถึงตัวไป๋หยุนเฟยเย่ถิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เพิ่งจะรู้สึกตัวจึงรีบตวาด “จ้าวซีลั่ว เจ้าคิดจะทำอะไร?!”
ตั้งแต่ที่จ้าวซีลั่วเอ่ยถึงตนไป๋หยุนเฟยตื่นตัวขึ้นแต่แรกเนื่องเพราะผู้ที่ไม่รู้จักกันมาก่อนจู่ๆก็บอกว่าต้องการมาพบไม่ว่าผู้ใดก็ต้องระวังป้องกันตัวไป๋หยุนเฟยมุ่งความสนใจทั้งมวลไปยังอีกฝ่ายอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นแม้จ้าวซีลั่วจะจู่โจมใส่โดยไม่ทันตั้งตัวจนสร้างความตระหนกไปบ้างแต่ไป๋หยุนเฟยเองกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งกว่าเย่ถิงเสียอีก
ชั่วพริบตานั้นขณะที่เพ่งสายตามองอีกฝ่ายที่คว้าจับใส่ไหล่ของตน ไป๋หยุนเฟยก็ขยับเท้าคราหนึ่งหลังจากบรรลุด่านภูตวิญญาณระดับปลายแล้ว ท่าเท้าเหยียบคลื่นของมันก็ประณีตแยบยลขึ้นกว่าเดิมราวกับจะไม่มีการเคลื่อนไหวที่ขาดหรือเกินไปแม้แต่น้อยร่างกายเพียงขยับเล็กน้อยก็หลบเลี่ยงท่าจู่โจมแรกของฝ่ายตรงข้ามไปได้
แววตาจ้าวซีลั่วทอประกายวูบแต่ก็ไม่ได้แสดงออกถึงความประหลาดใจอันใด ใบหน้ามันยังคงประดับด้วยร้อยยิ้มขณะเดียวกันก็เปลี่ยนกรงเล็บรวบกำเป็นหมัด หมายจะชกใส่หัวไหล่ของไป๋หยุนเฟย
ไป๋หยุนเฟยก็ยกศอกขวาขึ้นปิดป้องหมัดนี้ไว้ทันทีจากนั้นยืมแรงจากหมัดล่าถอยไปครึ่งก้าวก่อนจะรั้งหมัดขวาแล้วชกออกเต็มแรงแต่อีกฝ่ายก็ต้านรับเอาไว้ด้วยหมัดขวาที่ขวางอยู่หน้าทรวงอก
“ปัง!”
เสียงปะทะดังสนั่น แววตาจ้าวซีลั่วก็ยิ่งลุกวาวขึ้นกว่าเดิมหลังจากกระเด็นถอยไปหลายก้าวจึงยั้งร่างหยุดอยู่ห่างจากไป๋หยุนเฟยไปไม่กี่วา
“พลังหมัดไม่เลวแต่ยังไม่เทียบเท่ากับที่ได้ฟังมา ไฉนจึงไม่ลงมือโดยใช้พลังฝีมือที่แท้จริง?”จ้าวซีลั่วสะบัดมือขวาพลางเอ่ยปากต่อไป๋หยุนเฟย --- แม้จะต้านรับพลังหมัดเก้าทบซึ่งหน้าแต่มันถึงกับไม่ได้รับผลกระทบอันใด
“ท่านเองก็ไม่ได้ใช้พลังที่แท้จริง?”ไป๋หยุนเฟยยิ้มเช่นเดียวกับอีกฝ่ายเพียงประมือกันชั่วระยะสั้นๆก็ทราบแล้วว่าอีกฝ่ายต้องการทดสอบพลังฝีมือของตนเอง แม้จะไม่ทราบถึงจุดประสงค์ของจ้าวซีลั่วแต่มันก็ไม่ได้ขุ่นเคืองที่อีกฝ่ายกระทำเช่นนี้ตรงกันข้ามไป๋หยุนเฟยกลับรู้สึกตื่นเต้นยินดี --- มาได้ดีข้าเองก็อยากทดสอบฝีมือของตนเองอยู่พอดี!
จ้าวซีลั่วชะงักไปชั่วครู่แต่ก็ยิ้มตอบคำทันที “ประเสริฐ! ถ้าเช่นนั้นก็ระวังตัวด้วย!”
ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคนทั้งคู่ไม่เอ่ยปากก็เริ่มการ‘แลกเปลี่ยนวิชา’อีกรอบแล้ว
หลังกล่าวคำพูดสุดท้ายจบจ้าวซีลั่วยื่นมือขวาออกพร้อมกับโบกคราหนึ่งก็ปรากฏแสงสีครามวาบขึ้นก่อนจะถูกรวมรั้งมาที่ตรงหน้า จากนั้นจึงเคลื่อนคล้อยไปตามมือที่ขยับไหวของจ้าวซีลั่วแสงสีครามแลดูคล้ายกับผิวน้ำสั่นกระเพื่อมเป็นลูกคลื่น เมื่อรวบมือกำหมัดแสงสีครามก็ควบรวมตัว หลังจากกระพริบแสงสองคราก็ผนึกรวมกลายเป็นลูกแก้วจากพลังธาตุน้ำจำนวนสามลูก
พริบตาต่อมาลูกแก้ววารีก็ขยับระริกก่อนจะส่งคลื่นความเย็นแผ่ซ่านออกหลังจากเสียง‘แคร่ก’ดังแว่วมาแผ่วเบาลูกแก้ววารีก็แปรเปลี่ยนเป็นแท่งน้ำแข็งอันแหลมคม!
การเปลี่ยนแปลงอันซับซ้อนมากมายเช่นนี้กลับบังเกิดขึ้นภายในเพียงชั่วกระพริบตาไม่กี่ครั้งจ้าวซีลั่วชี้นิ้วขวาออก แท่งน้ำแข็งอันแหลมคมก็เรียงต่อเป็นแถวเดียวก่อนจะพุ่งออกไปติดต่อกันราวลูกกระสุน
ขณะเดียวกันไป๋หยุนเฟยก็ไม่โง่เขลายืนรอให้คู่ต่อสู้ปล่อยท่าจู่โจมออก มันพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายอย่างเร่งร้อน
แต่ทว่าเพียงคืบหน้าได้สองก้าวแท่งน้ำแข็งทั้งสามก็แหวกอากาศเข้ามาใกล้ ไป๋หยุนเฟยปรายตามองก็ทราบว่าไม่อาจหลบหลีกพ้นอีกทั้งแท่งน้ำแข็งทั้งสามก็ไม่ลดความเร็วลงแม้แต่น้อยเมื่อไม่มีทางเลือกไป๋หยุนเฟยจึงได้แต่ยกแขนขึ้นป้องกัน
สีหน้าของจ้าวซีลั่วแปรเปลี่ยนไปมันทราบถึงอำนาจทำลายล้างของผลึกน้ำแข็งนี้เป็นอย่างดีอย่าว่าแต่ไป๋หยุนเฟยที่เป็นเพียงภูตวิญญาณระดับปลายต่อให้เป็นเย่ถิงที่เพิ่งบรรลุด่านบรรพวิญญาณระดับต้นหากใช้มือเปล่าต้านรับเช่นนี้เกรงว่าจะต้องถูกทะลวงเป็นรูอย่างแน่นอนเนื่องเพราะผลึกน้ำแข็งนี้ถูกสร้างขึ้นจากพลังธาตุน้ำของตนมิหนำซ้ำเพื่อให้สามารถควบคุมในระยะใกล้ได้ภายในผลึกจึงแทรกไว้ด้วยพลังวิญญาณเดิมทีจ้าวซีลั่วตั้งใจไว้ว่าหากไป๋หยุนเฟยหลบเลี่ยงไม่พ้นหรืออาจได้รับอันตรายมันก็จะทำลายแท่งน้ำแข็งนี้ทิ้งไป--- ผู้ใดจะคาดคิดว่าคู่ต่อสู้มันจะไม่หลบเลี่ยง??
จ้าวซีลั่วเพียงคิดจะทดสอบฝีมือของไป๋หยุนเฟยดูเท่านั้นมันต้องการจะดูว่าชายหนุ่มผู้นี้จะยอดเยี่ยมดังที่ผู้อาวุโสหยิวชิงเฟิงกล่าวถึงเป็นพิเศษหรือไม่หากทำให้อีกฝ่ายต้องบาดเจ็บสถานการณ์คงกลายเป็นเลวร้ายลงในทันทีแต่ทว่าชั่วขณะที่จะทำลายผลึกน้ำแข็งนั้น ไป๋หยุนเฟยกลับเร่งความเร็วขึ้นอีกท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของจ้าวซีลั่ว ไป๋หยุนเฟยก็สะบัดแขนวาดใส่แท่งน้ำแข็ง!
“เพล้ง เพล้งเพล้ง!!”
เสียงปะทะดังสดใสขึ้นสามครั้งจ้าวซีลั่วต้องตกตะลึงต่อสิ่งที่ได้เห็น ผลึกน้ำแข็งที่จู่โจมใส่นี้เพียงพอจะทะลวงเรือนร่างเลือดเนื้อของผู้ฝึกปรือวิญญาณที่บรรลุด่านบรรพวิญญาณระดับต้นได้โดยไม่ยากเย็นแต่กลับถูกไป๋หยุนเฟยปัดกระแทกออกไปอย่างง่ายดาย!
ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือแยบยลด้วยแง่มุมอันเหมาะเจาะในจังหวะพอดีไม่เร็วไม่ช้า อาศัยการสะบัดมือทำมุมผลึกน้ำแข็งแท่งแรกก็กระทบถูกบริเวณข้อศอกที่ขอบปลายของปลอกแขนมีดเพลิงเมื่อแท่งแรกถูกป้องกันไว้ได้ แท่งที่สองก็กระทบใส่กึ่งกลางปลอกแขน และติดตามมาด้วยแท่งที่สามปะทะกับปลอกแขนบริเวณข้อมือ
ชั่วขณะที่ป้องกันผลึกน้ำแข็งทั้งสามแท่งเอาไว้ได้ไป๋หยุนเฟยก็เผยแววตายินดีขึ้นวูบ
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 ของปลอกแขนมีดเพลิง การกระตุ้นสัมฤทธิ์ผล!!”