อานุภาพ หรือ อุ้ม ก้าวยาว ๆไปตามทางเดินของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอย่างเร่งรีบ
ชายหนุ่มยกมือขวาขึ้นเพื่อมองดูนาฬิกาข้อมือ พลางถอนหายใจพรืดออกมา
ขณะนี้เป็เวลาเกือบแปดโมงครึ่งแล้ว ขาดไปแค่สิบนาทีเท่านั้น...
สองขาก้าวยาว ๆ แหวกฝูงชนซึ่งกำลังเร่งรีบใน่เวลาเร่งด่วนแบบนี้เพื่อรีบข้ามไปในตึกอาคารสำนักงานซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน
วันนี้เขาตื่นสาย... ตื่นสายเอามาก ๆ กว่าจะรีบอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันมาขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินได้ก็ปาเข้าไปเกือบเจ็ดโมงครึ่งแล้ว
อานุภาพเข้าไปในอาคารได้สำเร็จ เขากระหืดกระหอบกดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นหกซึ่งเป็ที่ตั้งของออฟฟิศบริษัทซอฟต์แวร์เกมคอมพิวเตอร์
บริษัทของเขาเป็บริษัทเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ประเภทสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กเป็ส่วนใหญ่ซึ่งนาน ๆ ทีจะมีเกมพีซีโผล่ออกมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร
อานุภาพทรุดกายลงนั่งที่โต๊ะทำงานของตนเขาคว้าผ้าเช็ดหน้ายับยู่ยี่จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาซับเหงื่อก่อนที่ชายหนุ่มซึ่งอายุมากกว่าเขาอีกคนหนึ่งจะเอาแฟ้มมาวางลงบนโต๊ะของเขา
“ไอ้อุ้ม !”
เสียงของ ศุภกิจ หรือ กบ ดังขึ้นเหนือศีรษะ
ศุภกิจนั้นมีตำแหน่งหน้าที่เป็หัวหน้าฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ในขณะที่ตัวของอานุภาพเองเป็ลูกน้องที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วศุภกิจเองก็ดีกับเขามากทีเดียวถึงแม้จะมึงมาพาโวยไปบ้างในบางครั้งก็ตาม
“ไอ้อุ้ม แกมาสาย”
ศุภกิจเริ่มพูดอีกครั้ง แต่ดูเหมือนเป็การแซวเล่น ๆมากกว่าจะดุด่าจริงจัง อานุภาพเลยยิ้มแหย ๆ กลับไป
“ขอโทษครับพี่กบ ก็ผมตื่นสายจริง ๆ”
ยกมือไหว้ปลก ๆ ไปอย่างนั้น เขารู้ว่าศุภกิจไม่ได้จะมาดุด่าอะไรหรอก
“หัวหน้าคะ ให้อุ้มเขาได้พักหายใจก่อนดีไหม”
เสียงของพนักงานหญิงรุ่นเดียวกับเขาดังขึ้น
เขมนิจ หรือ เขม เดินเข้ามาสมทบกับเขาทั้งสองกลายเป็ว่าขณะนี้มีคนถึงสองคนกำลังสมาคมอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของเขา
นี่อาจเป็เื่ปกติที่คนในแผนกนี้ซึ่งค่อนข้างจะสนิทกัน มากมักจะชอบจับกลุ่มคุยกันก่อนเข้างานเสมอ หรือบางที...ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะมาถึงนั่นแหละนะ
“อุ้มมาสายแต่ก็ยังมาสายไม่เท่าผู้จัดการมั้งคะ พี่ดรีมน่ะ”
“พูดถูกจ้ะเขม”
ศุภกิจหัวเราะ หึ ๆ ในลำคอ อานุภาพได้แต่ฟังเงียบ ๆ
สำหรับคนที่ถูกพูดถึง... อิทธิพงษ์ หรือ พี่ดรีมของสาว ๆ หลายคน ณ ที่นี้เป็ผู้จัดการฝ่ายั้แ่อายุยังน้อย ซึ่งมาถึงตอนนี้ ฝ่ายนั้นก็มีอายุมากกว่าอานุภาพราวหกปีได้แต่ไม่มากไปกว่าศุภกิจ
อิทธิพงษ์เป็ที่ชื่นชอบในหมู่สาว ๆ เพื่อนร่วมงานของเขาเป็อย่างมากชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลา เป็ใบหน้าที่ ‘สวย’ในแบบของผู้ชาย แต่งกายสะอาดสะอ้านเรียบร้อย ด้วยเสื้อผ้ามีแบรนด์เรียกได้ว่าค่อนข้างเป็ผู้ชาย ‘สำอาง’อยู่พอตัวเลยทีเดียว
แต่สิ่งที่ทำให้บรรดาพนักงานผู้ชายในฝ่ายนี้ไม่ค่อยชอบผู้จัดการฝ่ายของตนเองนั้นก็เพราะว่าอิทธิพงษ์เป็ชายที่เขาถึงยากเกินไป สำหรับอานุภาพแล้วเขาไม่ได้มีความเป็กันเองเหมือนเช่นศุภกิจ
อิทธิพงษ์มักจะพูดกับเขานับคำได้ ดูเป็คนมีท่าทีไว้ตัวอยู่มากไม่เหมือนศุภกิจผู้ซึ่งเฮไหนเฮนั่น วันไหนเมาหัวราน้ำก็เมาหัวราน้ำด้วยกันนั่นทำให้อานุภาพนับถือศุภกิจมากพอสมควร
ส่วนตัวของศุภกิจเอง ถึงแม้จะมีตำแหน่งที่น้อยกว่า แต่เขาก็ไม่ได้แสดงความเคารพพินอบพิเทาอะไรกับอิทธิพงษ์คนนั้นนักเนื่องจากอายุที่เท่ากัน หลายครั้งที่ศุภกิจเมา และมักจะพูดกันในกลุ่มเพื่อนฝูงว่าตนเองเสียอีกที่ควรได้เป็ผู้จัดการฝ่าย แต่ทำไมดันเป็ไอ้เ้านั่นไปเสียได้ !
“ว่าแต่หัวหูกระเซิงมาเชียวนะอุ้ม เมื่อคืนทำอะไรนอนดึก ?”
เขมนิจถามยิ้ม ๆ
“ดูบอล”
ชายหนุ่มตอบ
“อ้อ”
“พูดถึงเื่บอลแล้ว” ศุภกิจเอ่ย “ฉันล่ะเสียดายจริง ๆทำไมทีมที่ฉันเชียร์ถึงไม่ได้แชมป์ลีกวะ”
อานุภาพรู้ว่าศุภกิจเป็แฟนตัวยงของทีมดังในประเทศอังกฤษอยู่ทีมหนึ่งตัวเขาเพียงแค่ดูผ่าน ๆ ไปเท่านั้น แต่สำหรับหัวหน้าฝ่ายแล้วทางนี้ดูแบบจริงจังมากจนเอามาบ่นได้ทุกวันเวลาทีมรักพ่ายแพ้
ดูจะเป็พฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีที่คนสามคนเอาแต่จับกลุ่มคุยแทนที่จะเริ่มทำงาน
ชั้นหกทั้งชั้น... โดยเฉพาะที่ฝ่ายของพวกเขามีคนมาทำงานกันพอสมควรแล้ว จึงถึงเวลาที่ควรเริ่มงานของตนเองได้แต่เท้าของคนทั้งสองก็ดูจะไม่ยอมย้ายไปจากโต๊ะทำงานของเขาเสียที อานุภาพได้แต่ยิ้มเฝื่อนๆ แต่พูดอะไรไม่ได้
ลักษณะแบบนี้ หากชายคนนั้นมาถึงล่ะก็ คนที่จะโดนดุคงจะเป็เขาแหงแซะแค่คิดก็สยองแล้ว
“คุณศุภกิจ คุณเขมนิจ”
เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
‘นั่นไงล่ะ นั่นไง แบบนี้ล่ะก็วันนี้ซวยไปทั้งวันแหง ๆ’
อานุภาพคิด
อิทธิพงษ์พูดออกมาด้วยเสียงนุ่ม ๆ ใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็เ้านายเข้ามาในประสาทการมองเห็นของเขา
“อ้าว สวัสดีครับหัวหน้า”
ศุภกิจยังคงทักทายด้วยแบบหน้าตาเฉย ไม่สะทกสะท้านอะไรทั้งสิ้นว่าตนกำลังทำสิ่งไม่สมควรในออฟฟิศเช่น การไม่กระตือรือร้นต่อการทำงานเช่นนี้...
“สวัสดีค่ะพี่ดรีม”
เขมนิจรีบทักทายเสียงใส ซึ่งอิทธิพงษ์เองก็ยิ้มตอบให้เ้าหล่อนทำเอาหญิงสาวแทบลอยเลยทีเดียว
“ถึงเวลาทำงานแล้ว ยังมาจับกลุ่มอะไรตรงนี้เหรอ”
เสียงนุ่มเอ่ย เขามองมาที่หัวหน้าฝ่ายและลูกน้องหญิงซึ่งหันมองหน้ากัน
“เอ้อ... คือพอดีผมเอาแฟ้มเอกสารมาให้ไอ้อุ้มมันก็เลยถือโอกาสทักทายว่าวันนี้มาทำงานสาย เอ้ยไม่ใช่ ! ผมหมายถึง...ไอ้อุ้มมันรีบมาแบบกระหืดกระหอบมากก็เท่านั้น”
พอพูดชื่อ ‘ไอ้อุ้ม’ ปุ๊บสายตาคมของอิทธิพงษ์ก็ตวัดมาที่อานุภาพทันทีชายหนุ่มผู้เป็ลูกน้องจึงต้องรีบยกมือไหว้ทักทาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ทำ
“สวัสดีครับ ผู้จัดการฝ่าย”
อิทธิพงษ์เพียงมองเขานิ่ง ๆ ไม่แม้แต่จะเอ่ยตอบการทักทายของเขาด้วยซ้ำ
ทั้งศุภกิจและเขมนิจเห็นบรรยากาศมาคุจึงรีบแยกย้ายกลับไปนั่งยังโต๊ะทำงานของตนปล่อยให้อานุภาพเผชิญสถานการณ์อันยากลำบากคนเดียว
บอกตามตรงว่าั้แ่เข้าทำงานที่นี่ เขาไม่ชอบผู้จัดการฝ่ายคนนี้เลย
เขารู้สึกว่าอิทธิพงษ์เป็คนค่อนข้างเต๊ะ และแอคอาร์ตแต่จะยิ้มและพูดดีกับพนักงานผู้หญิงเสียเป็ส่วนใหญ่
อันที่จริงในฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ก็มีพนักงานชายอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นแต่คนที่ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบมากที่สุดกลับดูจะเป็เขาอานุภาพไม่เข้าใจว่าตนทำผิดอะไร
หากว่ากันตามตรงแล้ว ทางบ้านของอานุภาพนั้นมีฐานะทางการเงินที่แย่มากอานุภาพเป็คนที่จัดได้ว่าค่อนข้างจน กว่าที่เขาจะเรียนจบมหาวิทยาลัยมาได้ก็ต้องทำงานพิเศษหาเงินส่งเสียตนเองมานักต่อนักจนกระทั่งได้รับใบปริญญาและสมัครเข้าทำงานที่นี่ในที่สุด
ความเก่งเหรอก็ปานกลาง เขาไม่ใช่คนทำงานเก่งหากเทียบกับเขมนิจซึ่งหัวไวและมีความกระฉับกระเฉง อานุภาพดูจะเป็คน ‘เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ’ เสียมากกว่า
สิ่งที่อานุภาพมีคือเกรดเฉลี่ยที่ค่อนข้างสูงในใบทรานสคริปซึ่งนั่นคือ ‘การเรียน’ ไม่ได้เกี่ยวกับ ‘การทำงาน’แต่ถึงกระนั้นเขาก็พยายาม โดยการเรียนรู้จากรุ่นพี่ที่สนิทซึ่งนอกจากศุภกิจกับเขมนิจแล้วก็ยังมี ปรารถนา หรือ พี่หนาพนักงานหญิงวัยกลางคนซึ่งทำงานที่นี่มานาน คอยเป็คนแนะนำและให้ความช่วยเหลือ
อานุภาพไม่ชอบไลฟ์สไตล์ของอิทธิพงษ์ พูดง่าย ๆก็คือเขาหมั่นไส้ด้วยซ้ำ อีกฝ่ายมีความรวย ในขณะที่เขามีแต่ความจน เวลาใครต่อใครจับกลุ่มนินทาใครแล้วชื่อเขาอิทธิพงษ์ถูกหยิบยกไปพูดถึงเมื่อไหร่อานุภาพมักจะได้ยินแต่เื่ประเภท เมื่อวานขี่บีเอ็ม วันนี้ขี่เบนซ์ ฯลฯซึ่งเป็เื่ที่เขาฟังแล้วก่อให้เกิดความริษยาขึ้นมาอย่างมากแต่ก็ไม่อาจพูดออกไปได้
ดูเหมือนฐานะทางบ้านของอิทธิพงษ์จะดีอยู่แล้วไม่เหมือนกับเขาหรือศุภกิจที่อยู่ในฐานะปานกลาง โดยเฉพาะเขา ! ซึ่งต้องทำงานอย่างปากกัดตีนถีบเพราะรู้คุณค่าของเงิน อานุภาพจึงไม่เคยใช้ของราคาแพงเ่าั้เลยแม้แต่รถเก๋งสักคัน... ตัวเขาเองก็ไม่มี
“เธอมีกระเป๋าที่ดีกว่านี้ไหม”
ในที่สุดเสียงของอิทธิพงษ์ก็ดังขึ้นอานุภาพมองผู้เป็เ้านายอย่างไม่เข้าใจ
“อะไรนะครับ ?”
คู่สนทนาถอนหายใจ
“ฉันถามว่า... เธอมีกระเป๋าที่ดีกว่านี้ไหม”
พูดพลางมองไปที่กระเป๋าผ้าสะพายข้างใบเก่าซึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเขาอานุภาพฉุนกึก คิดในใจว่าแม้แต่กระเป๋าก็ยังมาตำหนิกันได้
กระเป๋าของเขาเป็กระเป๋าผ้าซึ่งผ่านการใช้งานมาอย่างสมบุกสมบันเป็กระเป๋าธรรมดาไม่มีแบรนด์ ซึ่งซื้อมาจากร้านขายหนังสือในราคาสามร้อยบาทกระเป๋าสะพายข้างของผู้ชายใบนี้ เขาใช้มาั้แ่สมัยยังเป็นักศึกษามุมกระเป๋ามีรอยขาด แต่ก็ยังใส่ของได้ดีอยู่
ไอ้กระเป๋าเอกสารอะไรนั่นตัวเขาไม่มีหรอก คิดในใจอย่างแค้น ๆ ว่า
‘กูไม่ใช่มึง !’
“ไม่มีครับ”
เขาตอบ
“เหรอ... งั้นลองหันไปดูซิว่าคนอื่นเขาใช้กระเป๋าอะไรกัน”
เสียงนุ่มพูดเหมือนจะหวังดีแนะนำ แต่อานุภาพรู้ดีว่ามันคือการดูถูกคนอย่างร้ายกาจ
ใช่สิวะ ! ขนาดพี่กบกับเขม ยังมีกระเป๋าภูมิฐาน ๆ ใช้แต่ตัวเขาก็มีปัญญาซื้อได้แค่นี้ ถ้าอยากให้เขาเปลี่ยนใบใหม่นักเขาก็ทำได้แค่เข้าไปในร้านเดิมซึ่งเคยซื้อมาแล้วซื้อใบใหม่ที่เป็แบบเดียวกันออกมาก็เท่านั้น แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ในราคาที่ไม่เกินห้าร้อยบาทนะเว้ย!
พูดจบร่างโปร่งของผู้จัดการฝ่ายก็เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของตนซึ่งอยู่ติดริมหน้าต่างอานุภาพมองเห็นมือขวาของอีกฝ่ายซึ่งถือกุญแจรีโมทรถหรูคันงามก็เกิดความสาปส่งในใจมากเข้าไปอีกแต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันกรอดและตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตนเองไป