คำโปรย
‘ลิขิตฟ้าผู้ใดกำหนด
ชะตาข้าใครกันให้เ้ามานำพา
ต่อให้พลิกผืนฟ้าทลาย์ข้าก็จะดึงเ้าลงมา!!’
ในความฝันนั้น ร่างโปร่งแสงของเยว่ช่างม่านกำลังเดินเข้าไปยังอาคารหยกสีขาวอาคารใหญ่สร้างจากหยกหยางจือ[1]ทั้งหลังตั้งอยู่บนเมฆลอยเหินอยู่กลางอากาศแห่งหนึ่ง ภายในห้องโถงเต็มไปด้วยเหล่าชายชาตรีในชุดนักรบสีขาวสวมเกราะสีทองอร่ามตาทั้งยังมีสตรีสะคราญโฉมนับสิบ แต่งกายงดงามทว่ารับรูปทะมัดทะแมงสวมใส่เกราะสีทองเช่นเดียวกันกับบุรุษ
เยว่ช่างม่านในร่างโปร่งแสง ไม่มีผู้ใดสังเกตมองเห็นนางได้แม้สักคนเดียวนางกวาดสายตามองภาพผู้คนตรงหน้า กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดต่างก็ยกเอาเหตุผลโต้แย้งกันไปมา ััได้ถึงภาพบรรยากาศที่ค่อนข้างตึงเครียดคล้ายว่ากำลังจะเกิดาในดินแดนแห่งนี้
มิรู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ ทว่าเยว่ช่างม่านกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างไรบอกไม่ถูกคล้ายว่านางเคยอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ฉับพลันนั้นเองนางก็ได้ยินเสียงสตรีสองนางกำลังโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนอยู่บนบัลลังก์ตั่งทองคล้ายเป็ตำแหน่งที่นั่งของประมุข หญิงสาวจึงหันมองไปยังสตรีทั้งสอง
‘เทียนโฮ่ว เพลานี้เผ่ามารกำลังบุกดินแดนเทพของพวกเราต้นเหตุเป็เพราะใครกันเพคะ มิใช่องค์หญิงรองมิใช่องค์หญิงจ้าวฉางอันหนิงหรืออย่างไรเพคะ!’ น้ำเสียงดุดันทรงพลังสตรีนางนี้มีใบหน้างดงามโดดเด่น แต่งกายด้วยชุดสีแดงสด เดินเส้นด้ายด้วยดิ้นทองเป็ลวดลายหงส์สีทองตัดกับผ้าไหมสีแดงเข้มในแววตาของสตรีนางนี้ นางหาได้มีความหวาดหวั่นเกรงกลัวผู้ใด
‘เนี่ยหลันว่านเหนียน!เ้ายังคงกล้าเล่นลิ้นตีฝีปากในเพลานี้อย่างนั้นหรือ ผู้ที่เป็ต้นเหตุคือใครกัน!มิใช่องค์หญิงใหญ่ มิใช่จ้าวฉางอันเล่อหรืออย่างไร!’ สตรีในชุดสีขาวเลื่อมทองสวมใส่ศิราภรณ์หงส์ทองสยายปีก ปลายยอดประดับมุก ใบหน้างดงามโดดเด่นเป็เอกตวาดเถียงสวนทันที
‘ตีฝีปากอย่างนั้นหรือเ้ายังคงกล้าพูด! น่าหลันเฟยฮวา เ้าคิดว่าตนเองกลายเป็เทียนโฮ่วแล้วคิดว่าจะทำอะไรลูกของข้าอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ เ้าคิดหรือว่าข้า เทียนเฟยเนี่ยหลันว่านเหนียนผู้นี้จะยอมเ้า! ไม่มีทาง ข้าไม่ยอม ข้าไม่ยอมเ้าอีกต่อไปแล้ว!’ เทียนเฟยเนี่ยหลันว่านเนียน เถียงสวนเทียนโฮ่วอย่างไม่ลดละไม่หวั่นแม้ตนเองมีศักดิ์เป็เพียงพระชายารอง์ส่วนอีกฝ่ายเป็พระราชินี์
‘แพศยาทั้งคู่!วิชาการแสดงเล่นมารยานี้ของพวกเ้าแม่ลูก ข้าไหนเลยจะสู้ได้ ความจริงเป็อย่างไรเ้าทราบดีอยู่แก่ใจ เป็เพราะลูกของเ้าหลงรักองค์รัชทายาทเผ่ามารลงทุนฝึกวิชาพันโฉม แปลงกายเป็จ้าวฉางอันหนิงลูกข้า แล้วไปล่อลวงเขานั่นจึงกลายเป็สาเหตุให้เกิดา เพราะลูกของเ้าไม่เจียมตน ถือดีว่าตนเองเก่งกล้าไปหลอกหลางหวางหลี่จื่อ แล้วเป็อย่างไร! ผลก็เป็เช่นนี้เผ่ามารลุกฮือต่อต้าน ทั้งหมดนี้คือฝีมือของพวกเ้าแม่ลูกทั้งสิ้น! คราวเคราะห์ครานี้ เหตุใดไม่ให้จ้าวฉางอันเล่อรับไปเล่า!’ เทียนโฮ่วน่าหลันเฟยฮวา ตวาดเสียงดังคลื่นเสียงรุนแรงสั่นะเืเลื่อนลั่นไปทั้งพิภพแดนเทพ
เยว่ช่างม่านจึงได้ทราบว่า สตรีชุดแดงคือเทียนเฟยเนี่ยหลันว่านเหนียน สตรีชุดขาวคือเทียนโฮ่ว น่าหลันเฟยฮวา เยว่ช่างม่านมองภาพตรงหน้ารู้สึกหัวใจถูกบีบรัดอย่างรุนแรง น้ำตาท้นเอ่อปริ่มขอบไหลหยดเป็ทางอาบแก้ม
ภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยนอีกครั้งคราวนี้เยว่ช่างม่านมองเห็นสตรีนางหนึ่ง เกศาสีขาวเงินประกายระยับดวงตาเป็สีน้ำตาลทอง ใบหน้างดงามโดดเด่น แต่งกายด้วยชุดขาวสลับทองรับรูปในชุดนักรบตลอดร่างของนางคล้ายมีประกายสีทองเรืองรองอยู่ตลอด
ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเยว่ช่างม่านนั่นเพราะหญิงสาวนางนี้ นางกำลังบินอยู่สูงเหนือน่านฟ้าด้วยปีกสีขาวเคลือบทองเปล่งประกายพราวระยิบระยับ ปีกคู่นั้นทั้งกว้าง ดูแข็งแรงและยิ่งใหญ่สายตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ทว่าเยว่ช่างม่านกลับเห็นอย่างชัดเจน ลึกลงไปั์ตาของหญิงสาวนางนี้นางกำลังเศร้าโศกเสียใจอย่างที่สุด หยาดน้ำตาท้นเอ่อปริ่มขอบ ทว่ากลับเพียงค้างอยู่ตรงขอบตาเท่านั้นมิได้ไหลออกมาให้ใครเห็น คล้ายว่านางกำลังฝืนสะกดกลั้นอารมณ์อย่างสุดกำลัง นางกำลังก้มมองกล่าวกับสตรียังเบื้องล่าง
‘เสด็จแม่ หากลูกไม่อยู่แล้วขอเสด็จแม่โปรดถนอมพระวรกายด้วยเพคะ’
ฟังจากคำพูดของนางเยว่ช่างม่านคาดเดาได้ว่า พระมารดาของสตรีนางนี้ก็คือเทียนโฮ่วน่าหลันเฟยฮวา
‘หนิงเอ๋อร์! หนิงเอ๋อร์! อย่าไปนะลูก อย่าทิ้งแม่ไว้แบบนี้!หนิงเอ๋อร์! แม่มีเ้าเพียงคนเดียวนะลูก!’ สตรีชุดขาวแหงนหน้ามองน่านฟ้านางะโขึ้นไปทั้งน้ำตา เทียนโฮ่วน่าหลันเฟยฮวาร้องสะอื้นปริ่มจะขาดใจทรุดกายลงกับพื้น ร้องขอบุตรสาวเพียงคนเดียวให้ล้มเลิกความคิดสละชีพตนเองเสีย
ทว่าเสียงของเทียนเฟยเนี่ยหลันว่านเหนียนดังแทรกขึ้นอีกครั้ง
‘องค์หญิงรองปีกหงส์ของท่านสามารถทำเป็อาวุธได้นะเพคะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่จะหยุดหลางหวางหลี่จื่อได้พิภพเทพจะแซ่ซ้องกับการสละชีพขององค์หญิงรอง หม่อมฉันในฐานะเทียนเฟยเนี่ยหลันว่านเหนียน จะมิลืมพระคุณครั้งนี้ขององค์หญิงรองเลยเพคะ’
‘บังอาจ!เ้ากล้าดีอย่างไรถึงหลอกลูกข้ากัน! เนี่ยหลันว่านเหนียน!’ เทียนโฮ่วลุกขึ้นยืนตวาดใส่เนี่ยหลันว่านเหนียน
‘เทียนโฮ่ว! แล้วพระนางมีวิธีการใดหยุดพวกเขาได้อย่างนั้นหรือเพคะ!ยามนี้เทียนจวินจ้าวซีห่าวกำลังเข้าสู่่กักตนผู้ที่มีพลังเวทมากที่สุดในยามนี้ของพิภพเทพ ทัดเทียมสูสีกับองค์รัชทายาทเผ่ามารก็มีเพียงองค์หญิงรองจ้าวฉางอันหนิงเท่านั้นนะเพคะ!’ เทียนเฟยเนี่ยหลันว่านเหนียนกล่าวถึงเหตุผล
ยามนี้เหล่าทวยเทพาุโต่างพากันเห็นด้วยกับคำพูดของเทียนเฟย พากันคุกเข่าขอร้องเทียนโฮ่วให้หักห้ามใจแล้วเอ่ยขอบคุณองค์หญิงรองเ้าฉางอันหนิง ที่สละชีพในคราวนี้
‘ขอเทียนโฮ่วโปรดสงบพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ’
‘ขอเทียนโฮ่วเห็นแก่ส่วนรวมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ’
‘ขอบพระทัยองค์หญิงรองที่ทรงสละชีพเพื่อช่วยพิภพเทพไว้’
‘พวกกระหม่อมจะรอดวงจิตขององค์หญิงหวนคืนกลับมาอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ’
องค์หญิงจ้าวฉางอันหนิงเห็นเหตุการณ์เบื้องล่างชัดเจนนางมองสบเทียนโฮ่วทั้งน้ำตา ก่อนจะตัดใจ สยายปีกพุ่งทะยานขึ้นไปทางทิศเหนือด้วยเผ่ามารบุกขึ้นมาแล้ว มีเพียงนางเท่านั้น ที่จะสยบหลางหวางหลี่จื่อได้
‘หนิงเอ๋อร์! เ้าอย่าไปอย่าทิ้งแม่ไปนะลูก อย่าทิ้งแม่ไว้แบบนี้ หนิงเอ๋อร์! หนิงเอ๋อร์กลับมา!’ เสียงของเทียนโฮ่วดังกึกก้อง ปริ่มจะขาดใจหยาดน้ำตาหลั่งรินมิขาดสาย บุตรสาวเพียงคนเดียวของพระนาง องค์หญิงที่มีพร์ที่สุดในแดนพิภพเทพจ้าวฉางอันหนิงได้เลือกทางเดินแล้ว
‘เสด็จแม่ ลูกขอโทษเพคะลูกช่างอกตัญญูนักแล้ว’
องค์หญิงจ้าวฉางอันหนิงส่งเสียงผ่านทางจิตให้มารดารับรู้ก่อนนางจะค่อยๆ ปรือตาปิด บริกรรมคาถาพึมพำมิได้ศัพท์ ปีกหงส์สยายกระพือรุนแรงพัดพาเอาเหล่าเผ่ามารผู้บุกรุก ปลิวหายกระจัดกระจาย
หญิงสาวยังคงพุ่งทะยานต่อเนื่องร่ายเวทกลางอากาศ นางหมุนวนต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว ใช้หยดเืแทนน้ำหมึกวาดอักขระป้องกันรับการโจมตีของเผ่ามาร
‘แพศยานัก!’ น้ำเสียงดุดันของบุรุษคำรามก้อง
ร่างของเขาหล่อเหลาองอาจสมกับเป็องค์รัชทายาทเผ่ามาร เผ่ามารนี้ ใครต่างทราบดีว่ามีหน้าตาเหนือล้ำธรรมดาสามารถใช้ความงามความหล่อเหลาล่อลวงผู้คนให้ติดกับได้
‘หลางหวางหลี่จื่อเ้านำคนของเ้าถอยกลับไป แล้วข้าจะถือว่าเื่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น!’ องค์หญิงจ้าวฉางอันหนิงกล่าว
‘ถอยกลับไปอย่างนั้นหรือ! องค์หญิงรองท่านมันหญิงใจโฉด หลอกลวงข้าให้หลงรักกล้าหลอกใช้ข้าให้นำคัมภีร์เวทปฐีโลกันตร์พิภพล่างมาให้ รับปากว่าจะแต่งงานกับข้าแล้วอย่างไร เหตุใดเ้าจึงกล้าไปแต่งกับผู้อื่น!’ เสียงของเขาดุดันคำรามก้องเจือความเ็ปแสนสาหัส
ั์ตาสีน้ำตาลทองในยามปกติของหลางหวางหลี่จื่อกลับกลายเป็สีแดงฉานดุจโลหิต เส้นผมสีน้ำตาลทองทอประกายเรืองรองของเขายามนี้กลับกลายเป็สีดำดุจราตรีกาล มืดมิด ดำเข้มดุจใจของเขาที่ปกคลุมไปด้วยความมืดหม่น ตกอยู่ในห้วงอนธการไม่มีวันสิ้นสุด
‘เหลวไหล! ข้ายังมิเคยคิดแต่งกับผู้ใดเ้าเลอะเลือนเกินไปแล้ว!’ องค์หญิงรองสับสนมึนงงกระนั้นเื่ราวดำเนินมาถึงขั้นแตกหัก ไม่มีทางถอยได้อีกมีเพียงต้องตายกันไปข้างหนึ่งเท่านั้น
‘เหลวไหลอย่างนั้นหรือ! เ้าคิดว่าข้าโง่เขลามากหรืออย่างไรคิดว่าข้ามิรู้เื่ไก่อ่อน[2]มู่หรงเทียนหลงหรือ!เ้ารักมันมากใช่หรือไม่ เช่นนั้นหลังสังหารเ้าแล้ว ข้าจะสังหารมันตามเ้าไป ให้พวกเ้าไปเป็คู่ขวัญในพิภพโลกันตร์เป็อย่างไร!’ หลางหวางหลี่จื่อะโกร้าวก่อนจะเริ่มร่ายเวทเช่นกัน
ร่างของเขายามนี้แปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็ัสีดำตัวใหญ่ั์ ปีกดำสยายกางกว้าง พร้อมทะยานสยบหงส์
สองฝ่ายต่างปะทะกันรุนแรงดุเดือดสร้างความเสียหายไปทั่วทั้งหกพิภพ ดินแดนปั่นป่วน เกิดแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆก่อเกิดดินแดนใหม่นับพันหมื่นทวีป
'อะไรกัน นะนี่ นี่มัน คืออะไรกัน' เยว่ช่างม่านนอนกระสับกระส่าย คิ้วขมวดพึมพำไม่ได้ศัพท์ ส่ายหน้าไปมาอย่างยากยอมรับเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้า พลันลุกขึ้นพรวด นางนั่งอยู่บนเตียง หัวใจบีบรัดรุนแรงยังคงเต้นไม่เป็จังหวะหอบหายใจเหนื่อย ดวงตาแดงก่ำ หยาดน้ำตาพลันไหลออกมาช้าๆ
‘นะนี่ นี่ นี่ข้าฝันร้ายหรือ’ เยว่ช่างม่านคิดในใจ
บทที่หนึ่งพรากจาก
ทวีปใต้กาลอาณาจักรม่านดารา
อาณาจักรม่านดารามีทางเข้าที่สลับซับซ้อนลี้ลับและห่างไกลจากอาณาจักรอื่นมากมายนัก อาณาจักรม่านดาราจึงเป็เพียงอาณาจักรที่เสมือนดินแดนในตำนานเล่าขานสำหรับคนในอาณาจักรอื่นเท่านั้น
อาณาจักรม่านดาราเปรียบเสมือนแดน์ที่ผู้ฝึกตนต่างใฝ่ฝันก้าวข้ามมาให้ถึงที่แห่งนี้ผู้ฝึกตนคืุ์ที่พยายามบำเพ็ญเพียร ให้มีพลังยุทธ์เพื่อบรรลุกลายเป็เซียนสิ่งที่พวกเขา้าคือการมีอายุยืนยาว มีกายหยาบที่กลายเป็เซียนไม่ต้องดับขันธ์ไปตามเงื่อนไขของกาลเวลา
อาณาจักรม่านดาราถือได้ว่าเป็อาณาจักรใหญ่ผู้ฝึกตนที่จะสามารถอยู่ในอาณาจักรม่านดาราแห่งนี้ได้นั้น เงื่อนไขขั้นต่ำคือพวกเขาต้องบรรลุขั้นพลังยุทธ์ในระดับปรมาจารย์ขั้นต้น มิเช่นนั้นพวกเขาจะรับแรงกดดันมหาศาลที่วนเวียนภายในอาณาจักรแห่งนี้ไม่ไหวอาจดับขันธ์ไปเสียก่อน
เด็กทารกที่กำเนิดในดินแดนแห่งนี้จะได้รับของคุ้มกายจากฮ่องเต้เซียวหานหยงให้สามารถรับแรงกดดันเพื่อจะใช้ชีวิตในดินแดนอาณาจักรม่านดาราแห่งนี้ได้ประชากรภายในอาณาจักรม่านดาราหากเทียบกับอาณาจักรอื่นแล้ว นับว่าน้อยยิ่ง
ดินแดนแห่งนี้มีหลายสำนักและตระกูลใหญ่กว่าสิบตระกูลแบ่งการปกครองขอบเขตชัดเจน แม้จะดูเหมือนว่าพวกเขาไม่สนใจกันและกันเท่าใดนักทว่าในยามคับขัน พวกเขาจะช่วยเหลือกันเป็ครั้งคราว
ทวีปใต้กาลอาณาจักรม่านดารา
ตระกูลเยว่เรือนวิหคจันทรา
รังไหมรูปร่างคล้ายไข่สีน้ำเงินมีลวดลายสีทองสลักไว้อย่างงดงาม รังไหมเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าจนผู้จ้องมองจำต้องหรี่ตาลงอย่างช่วยไม่ได้คลื่นพลังมหาศาลที่รายล้อมรอบเด็กทารกหญิง ที่กำลังหลับใหลอยู่ภายในรังไข่นี้ บ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าเด็กผู้นี้มีความพิเศษเหนือใครแตกต่างและสูงส่งเพียงใด
"ฮูหยิน ไม่มีเวลาแล้วเ้าค่ะ ฮูหยินรองพาผู้าุโมามากมายเหลือเกินคนของเราคงต้านไว้ได้ไม่นาน นายหญิงหนีก่อนเถอะเ้าค่ะ ส่วนทางนี้บ่าวจะถ่วงเวลาไว้ให้เอง" หลงลี่ฟาง สตรีร่างแบบบางนางสวมใส่ชุดสีส้มอ่อน คุกเข่าขอร้องนายหญิงให้รีบพาทารกน้อยหลบหนีจากการโจมตีครั้งนี้ เพื่อรักษาชีวิตไว้
"ต่อให้หนีไปไกลเพียงใด นางก็จะตามล่าข้าอยู่ดี ลี่ฟางแม้ข้าแต่งงานเป็คนของตระกูลเยว่แล้ว แต่ข้าไม่อาจทิ้งคนในตระกูลเฟิ่งไปได้แล้วคนในเรือนเหล่านี้อีกเล่า เป็หรือตาย ข้าจะขออยู่ที่นี่ ลี่ฟางเ้ารีบพาลูกข้าหนีไป ไปให้ไกลจากที่นี่ ไปยังอาณาจักรปฐีเร้นลับว่ากันว่าที่แห่งนั้นสงบนัก เ้าจงให้นางได้เติบโตที่นั่นแล้วอย่าได้กลับมาที่นี่อีก" เยว่ฮูหยินเอ่ยเสียงเย็น
นางยื่นดรรชนีเรียวชี้นิ้วไปยังรังไหมรูปร่างคล้ายไข่สีน้ำเงินพลังสายหนึ่งสลายแสงที่รายล้อมไปจนสิ้น มารดาเอื้อมมือเข้าไปโน้มกายประคองธิดาน้อยขึ้นมาแนบอก หยาดน้ำตาสายอุ่นไหลออกจากดวงเนตรงามหยดลงพวงแก้มชมพูใสของทาริกาน้อย หยดแล้วหยดเล่า คล้ายกับว่านางกำลังสั่งลา
"ช่างม่าน ลูกจะต้องไม่กลับมายังที่แห่งนี้แม่อยากให้เ้าเติบโตดุจคนธรรมดาอย่าได้ข้องเกี่ยวกับโลกแห่งยุทธ์เป็อันขาด"เยว่ฮูหยินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะจรดปลายนิ้วไปยังหน้าผากทาริกาน้อย
"ลี่ฟาง เ้าสร้างพันธะกับลูกข้าเสีย"เยว่ฮูหยินเอ่ยสั่งสาวใช้คนสนิทอีกครั้ง
แท้จริงแล้วเยว่ฮูหยินมีแผนการในใจทว่าตอนนี้ นางยังไม่อาจให้ใครล่วงรู้ได้ นางจะต้องจัดการเื่ราวให้เสร็จแล้วค่อยไปรับลูกกลับมาในภายหลัง
หลงลี่ฟางไม่รอช้านางกรีดนิ้วตนเอง แล้วหยดเืสีแดงสดลงปากเล็กของคุณหนูน้อยทันที
เยว่ฮูหยินดึงเืจากบุตรสาวขึ้นมาหนึ่งหยดหยดโลหิตสีน้ำเงินเข้มแตกต่างจากคนสามัญ ลอยขึ้นเหนือศีรษะของเด็กน้อยอย่างช้าๆก่อนลี่ฟางจะรับไปกลืนกิน ทันทีที่รับเืของนายหญิงตัวน้อยพลังระดับขั้นเทวะขั้นต้น ที่ลี่ฟางมีอยู่ ก็ได้พุ่งทะยานขึ้นอย่างมากมายจนมาสิ้นสุดลงที่ระดับแม่ทัพ์ขั้นกลาง
เด็กน้อยแรกเกิดเพียงห้าวันหน้าตาน่ารักสดใส ผิวกายขาวใสอมชมพู คิ้วเข้มได้รูป ดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้นริมฝีปากอมชมพู ร้องอ้อแอ้หัวเราะสดใสร่าเริงอย่างมิรู้อีโหน่อีเหน่ เพียงครู่เด็กน้อยกลับรู้สึกง่วงนอน แพรขนตาหนาสีดำค่อยๆ ขยับลงจนปิดสนิทในที่สุด
เมื่อทารกน้อยหลับสนิทแล้วเยว่ฮูหยิน มารดาที่รักบุตรยิ่งกว่าชีวิตตนเองนางปล่อยโฮออกมาด้วยความเ็ปร้าวราน ก่อนจะรวบรวมลมปราณทั้งหมดปิดผนึกเืในกายของทาริกาน้อยไว้
ลึกลงไปภายในร่างกายทารกยามนี้หัวใจดวงน้อยที่เต้นอยู่ จู่ๆ ก็ถูกผนึกด้วยโซ่โลหะ รัดไว้อย่างแ่าเืสีน้ำเงินที่ไหลเวียนทั่วร่าง หยุดเคลื่อนไหว ก่อนจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็สีแดงสด คล้ายของมนุษย์ทั่วไป
ครึ่งชั่วยาม[3]ต่อมาเด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าชัง กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงรอยปานม่วงช้ำปรากฏขึ้นเป็จุดจ้ำ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เต็มดวงหน้าผิวกายนวลเนียนอมชมพู ประดุจไข่มุกล้ำค่าในทะเลลึกกลับเหลืองแห้งเหี่ยวกระด้างคล้ายคนชรา กลิ่นกายหอมอ่อนๆ คล้ายดอกเถาฮวา[4]ของทารกน้อยกลับกลายเป็กลิ่นเหม็นอับชื้น คล้ายขาดการอาบน้ำมานานนับเดือน
"ฮูหยิน เหตุใดจึงทำถึงเพียงนี้เ้าคะ โธ่ คุณหนูของบ่าว ฮือออออออ"หลงลี่ฟางทนไม่ไหว ปล่อยโฮออกมาทันที
ด้วยระดับพลังเพียงแม่ทัพ์นางไม่อาจห้ามนายหญิงที่อยู่ขั้นจักรพรรดิ์ได้ ลี่ฟางจึงทำได้เพียงร้องขออ้อนวอนให้นายหญิงหยุดมือเพียงเท่านั้น
"ผนึกมายานี้เป็ของตระกูลข้า ผนึกจะคงอยู่ แม้ข้าจะตายไปแล้ว จะสลายได้ก็ต่อเมื่อนางใกล้ดับขันธ์แล้วเท่านั้น แต่นี้ต่อไป นางจะไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้อีกเป็เพียงคนธรรมดาในร่างแบบนี้แล้วนางจะปลอดภัยเ้าจงดูแลนางให้ดีจนกว่านางจะดับขันธ์ อาณาจักรปฐีเร้นลับต่างจากที่นี่มากแม่ข้าเคยเล่าว่าหากไปถึงที่นั่นแล้ว ด้วยความต่างของม่านพลังมิติพลังยุทธ์จะถูกจำกัดลง ข้าไม่รู้ว่าหากเ้าไปถึงที่นั่นแล้วจะเหลือพลังยุทธ์เท่าใด จะเป็อย่างไรบ้าง หากว่าเ้าใช้ร่างแปลงมนุษย์ไม่ได้ก็จงกลับไปร่างเดิมของเ้า ดูแลนางไว้จนกว่าชีวิตของเ้าจะหาไม่"เยว่ฮูหยินเอ่ยกับสาวใช้คนสนิท ก่อนจะหันหลังไปมองยังบุตรสาวของตนเอง
"ลูกรัก แม่และท่านยายจะอยู่กับเ้าตลอดไป"
เยว่ฮูหยินถอดสร้อยจี้หยกสีน้ำเงินรูปร่างคล้ายเปลวเพลิง สวมให้กับบุตรสาวอย่างรักใคร่ก่อนจะจุมพิตหน้าผากมนคล้ายเป็การอำลานางส่งบุตรสาวในอุ้งมือให้กับบ่าวสาวคนสนิทรับไปด้วยมือสั่นเทา
‘ลูกรักรอแม่นะ เ้าจงรอแม่ ขอ์คุ้มครองมิให้พวกมันตามกลิ่นโลหิตเ้าพบนะ’เยว่ฮูหยินได้แต่กล่าวในใจเท่านั้น
หลงลี่ฟางรับคุณหนูน้อยมาอุ้มไว้ทั้งน้ำตานางคุกเข่าเคารพเฟิ่งซือเซียน ท่านแม่ของคุณหนูน้อย ก่อนจะยืนขึ้น มองดูสิ่งที่ฮูหยินกำลังทำ
"นี่คือกงล้อมิติที่ท่านแม่เคยสร้างไว้ให้กับข้า มันสามารถจุคนได้กว่าห้าคนเพียงนึกถึงที่ที่เ้าอยากไป กงล้อมิติจะพาเ้าไปทันทีหากไปถึงที่อาณาจักรปฐีเร้นลับแล้ว เ้าจงทำลายกงล้อมิตินี้ทิ้งเสียอย่าให้ลูกของข้ามีหนทางกลับมาที่นี่ได้อีก ลี่ฟาง เ้าจำเอาไว้ว่าต้องดูแลนางให้ดี" เยว่ฮูหยินกำชับอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ฮะฮูฮูหยิน ฮูหยินเ้าคะ...” หลงลี่ฟางกล่าวทั้งน้ำตา รู้สึกลำคอแห้งผากหาเสียงตนเองไม่เจอไปชั่วขณะหนึ่ง
เฟิ่งซือเซียนดึงร่างหลงลี่ฟางมากอดไว้แน่นนางกระซิบเสียงแ่เบา
“อาฟางหากวาสนามีจริง เราคงได้พบกันใหม่อีกครั้งนะ”
เฟิ่งซือเซียนกล่าวพลางใช้พลังลมปราณขยายกงล้อที่มีขนาดเท่าฝ่าเท้าเด็ก จนมันเริ่มขยายใหญ่พอที่จะสามารถห่อร่างสาวใช้ได้จากนั้น นางจึงได้ส่งสาวใช้และบุตรสาวไปยังอาณาจักรปฐีเร้นลับเฟิ่งซือเซียนเหม่อมองกงล้อมิติ ค่อยๆ หมุนวนเคลื่อนตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่น่านฟ้ากลายเป็ลำแสงแล้วหายวับไป
เยว่ฮูหยินยืนเหม่ออยู่ครู่หนึ่งน้ำตาพลันหลั่งรินมิขาดสาย จู่ๆ สาวใช้ของฮูหยินอีกนางหนึ่ง ลู่หลินสตรีงามแต่งกายด้วยชุดสีเขียวอ่อน รัดเกล้าผมทะมัดทะแมง เดินเข้ามาหาเฟิ่งซือเซียน
“ฮูหยินได้โปรดไปก่อนเถอะเ้าค่ะ” ลู่หลินกล่าวเสียงเข้ม
“ที่เหลือคงต้องรบกวนเ้าแล้ว อาหลิน แล้วข้าจะรีบพาเขากลับมา เ้าอดทนรอสักนิด”เฟิ่งซือเซียนกล่าวกับลู่หลิน
“บ่าวจะอยู่ต้านพวกเขาไว้เองฮูหยิน รีบกลับมานะเ้าคะ” ลู่หลินกล่าว น้ำเสียงเจือความเป็ห่วง
1. หยกหยางจือ : หยกขาวนวลมีสีขาวมันแพะ นับเป็หยกชั้นดี ราคาสูง
2. ไก่อ่อน ไร้ประสบการณ์ อ่อนความสามารถ
3. ครึ่งชั่วยาม ชั่วยามหนึ่งวันมีสิบสองชั่วยาม หนึ่งชั่วยามเท่ากับสองชั่วโมงครึ่งชั่วยามคือหนึ่งชั่วโมง
4. ดอกเถาฮวา ดอกท้อ