[วันที่สาม:เพียงแค่ว่า…ก่อนที่พวกเขาจะลงมือคุณก็ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายของผู้วิวัฒนาการระดับสามที่เพิ่งเลื่อนขึ้นมาออกไปแล้วทําให้ทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าขยับเขยื้อนใดๆแทบทั้งสิ้นโดยที่พวกเขานั้นยังคงแสดงความไม่อยากเชื่อออกมา ไม่เข้าใจว่าทําไมใน่เวลาไม่กี่วันคนๆหนึ่งถึงได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ น่าเสียดายที่ก่อนพวกเขาจะได้รู้คุณก็ได้จัดการพวกเขาทั้งหมดที่ตั้งตนเป็ศัตรูกับคุณ ฆ่าและย้อมทั่วทั้งฐานกลุ่มผู้รอดชีวิตให้เป็ทะเลเื]
[วันที่สี่:หลังจากคุณออกจาฐานผู้รอดชีวิต กลุ่มผู้รอดผู้ชีวิตที่ไม่ได้ถูกคุณฆ่าได้เริ่มแพร่กระจายชื่อเสียงของคุณออกไปในทางที่ผิดและทําให้คุณกลายเป็ศัตรูกับใครอื่นอีกตั้งมากมาย]
[วันที่ห้า:คุณโดดเดี่ยวเดียวดายท่ามกลางโลกที่มัวหมองเผชิญหน้ากับสัตว์กลายพันธุ์และแมลงกลายพันธุ์ที่น่าสะพรึงกลัว ฆ่าพวกมันเพื่อสําเร็จภารกิจและรับรางวัลก่อนที่จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่อาจหยุดยั้ง]
[วันที่หก: ด้วยตัวคนๆเดียวเมืองแห่งหนึ่งทั้งเมืองได้ถูกกวาดล้างและช่วยโดยคุณสัตว์กลายพันธุ์,แมลงกลายพันธุ์,ซอมบี้ระดับสูงทุกสิ่งที่เป็อันตรายต่างหายไปในชั่วข้ามคืน และนับั้แ่นั้นเป็ต้นมาชื่อเสียงของคุณที่มีต่อเหล่าผู้รอดชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไปคุณกลายเป็ตํานานเทพเ้าที่ยังคงมีลมหายใจอยู่]
[เดือนที่หนึ่ง:ขณะที่ผู้คนยังคงคิดว่าผู้วิวัฒนาการระดับห้าคือจุดสูงสุดที่ยากจะไปถึงคุณก็ได้ไปถึงผู้วิวัฒนาการระดับเก้าและกลายเป็เพดานสุดท้ายของระบบพลัง]
[เดือนที่สอง:ตํานานของคุณเริ่มทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ผู้คนเริ่มกล่าวขานว่า“เขาคือตํานานที่โดดเดี่ยว ตัวก็เหมือนเทพเ้า ที่ไม่ว่าจะก้าวไปที่ใดทุกๆที่ย่อมได้รับการช่วยเหลือจากเขา”]
[เดือนที่สาม:เมื่อคุณมั่นใจแล้วว่าผู้วิวัฒนาการระดับเก้านั้นเป็ระดับสุดท้ายจริงๆและเมื่อไม่สามารถไปต่อได้อีกต่อไปคุณจึงได้ตัดสินใจทําภารกิจสุดท้ายของโลกจําลองแห่งนี้ - จบยุคสมัยอันดํามืด]
…
[ปีที่หนึ่ง:ด้วยความแข็งแกร่งของผู้วิวัฒนาการระดับเก้าที่เทียบเท่ากับขีปนาวุธทั่วไปตัวคุณก็เหมือนดาบที่ไม่สามารถยับยั้ง สิ่งดํามืดทั้งหมดถูกฟาดฟันโดยคุณ]
[ปีที่สอง:เหตุผลที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏขึ้นและกลายเป็ที่รู้จักว่ามันคือการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสนามพลังแม่เหล็กของโลก]
[ปีที่สาม:คุณได้กอบกู้โลกและทําภารกิจโลกจําลองสําเร็จ จนกลายเป็ตํานานอย่างแท้จริงและได้ถูกจารึกลงบนหน้าประวัติศาสตร์ต่อๆมา สืบทอดกันไปไม่รู้ตั้งกี่ยุคสมัย]
[ปีที่…]
[ปีสุดท้ายของชีวิต:คุณได้มาถึง่สุดท้ายของชีวิตแล้วและกลายเป็แก่ชรากําลังจะจากไปในไม่กี่ลมหายใจ อย่างไรก็ตามครั้งนี้ตัวของคุณไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปคุณมีครอบครัวเล็กๆและเหล่าลูกๆที่น่ารักร้องห่มร้องไห่ต่อการที่คุณกําลังจะจากไปอย่างเ็ปกระทั่งคนทั้งโลกที่รู้สึกขอบคุณในตัวคุณก็ยังต้องสูญเสียนํ้าตาให้กับคุณหลังจากที่คุณจากไป…ณอนาคตหลังจากที่โลกได้สูญเสียตํานานเทพเ้าไป ทุกๆที่ก็ต่างมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ รูปปั้นที่คล้ายกับตัวตนในวัยหนุ่มของเทพผู้ที่กอบกู้โลก - ฉินเปา!]
…
[ติ๊ง-! การจําลองจบลงแล้วและการป้อนกลับกําลังดําเนินการ…!]
บูม!
ไต๋จุนลืมตาขึ้นแต่ครั้งนี้ไม่เกิดเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ป้อนกลับมานั้นน้อยเกินไป
น้อยเกินกว่าที่จะเทียบกับความแข็งแกร่งที่เขามีในตอนนี้ได้!
“น่าเสียดายที่โลกนี้เป็โลกธรรมดาไม่มีพลังเหนือธรรมชาติไม่เช่นนั้นฉันคงจะสามารถนําบางอย่างกลับมา อย่างผลไม้พลังได้”
ไต๋จุนถอนหายใจ
โลกล่มสลายแม้จะไม่ต่างกับโลกธรรมดานักและมีความแข็งแกร่งไม่มาก
แต่แก่นพลังงานทั้งหลายก็ยังคงมีประโยชน์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
แค่ว่า
ในโลกจําลองนอกจากความแข็งแกร่งที่ไม่สามารถนําเข้าไปได้แล้ว ระบบอื่นๆก็ไม่สามารถใช้ได้เช่นกัน
ไม่อย่างนั้นด้วยระบบช่องเก็บของไม่จํากัดเขาก็คงจะได้กําไรกลับมามากมายเลยทีเดียว
เฮ้อ
ไต๋จุนถอนหายใจอีกครั้ง
มันช่วยไม่ได้จริงๆ
แล้วรอการมาถึงของพ่อบ้านอย่างเงียบๆ
…
เวลาเดียวกัน
บนเครื่องบินส่วนตัว
ไมเคิล อาเนีย
สองพ่อลูกได้มองหน้ากัน
วินาทีต่อมาไมเคิลที่มีความสงสัยมากมายก็ตัดสินใจถามในที่สุด
“ลูก จะบอกพ่อได้รึยังว่าเกิดอะไรขึ้น?”
ถูกต้อง
เขามีความสงสัยมากมายั้แ่ไปถึงเกาะ
โดยเฉพาะเื่หนึ่ง
นั่นคือการเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจของไต๋จุน
เกรงว่าถ้าไม่ใช่เพราะเขารู้ว่าบนเกาะนี้นอกจากลูกสาวของเขาและอีกฝ่ายแล้วก็คงยากมากที่จะคาดเดาตัวตนได้อย่างรวดเร็ว
อีกเื่ก็คือการแสดงออกของลูกสาวของเขาที่เปลี่ยนไปเมื่ออยู่กับฝ่ายนั้น
เพียงแต่ที่เขาเพิ่งจะมาถามไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากรู้หรือไม่ใ
แต่
คุณยังจะสามารถถามเื่แบบนี้ได้?
เห็นได้ชัดว่าตัวตนของไต่จุนนั้นลึกลับมากวิธีการทางการเงินอย่างเดียวของอีกฝ่ายก็เพียงพอแล้วที่จะโค่นล้มการรับรู้ของผู้คนทั้งหมด
ดังนั้นด้วยสิ่งนี้ที่เขาเพิ่งได้เป็ที่ประจักษ์ไปมันก็มากพอที่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของเขาในระดับหนึ่งเลย
นัยหนึ่งมันหมายความว่าเขาจะไม่เผชิญหน้ากับความล้มเหลวเดิมๆอีก
เหตุนี้เองมันจึงเป็อีกเหตุผลที่เขาถามลูกสาวของเขา
เพราะ
มันจะเป็ไปได้ยังไงที่สองคนที่อยู่ด้วยกันจะไม่รับรู้การเคลื่อนไหวของกันและกันเลย?
แค่นั้นแหละ-
“มะ…หมายถึงเื่อะไรเหรอพ่อ?”
อาเนียกลายเป็รุกรี้รุกรนโดยทันที
อันที่จริง
ก่อนมากับพ่อของเธอเธอได้แอบคุยกับไต๋จุนเื่ความสัมพันธ์ และรู้ว่าเธอสามารถบอกพ่อของเธอได้
แต่มันก็ยังยากอยู่ดีที่จะพูดมัน
หรือจะให้เธอบอกพ่อของเธอเหรอว่าเธอได้นอนกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกัน?
น่าอายเกินไป!
“จะหมายถึงเื่อะไรได้อีกลูกกับเขาไง”
“แล้วก็เื่รูปลักษณ์ของเขาอีกพ่อเชื่อว่าลูกจะต้องรู้อะไรบางอย่างแน่”
“ดังนั้นบอกพ่อมาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นและอย่ามาบอกด้วยว่าไม่รู้อะไร”
ไมเคิลสีหน้าเคร่งขึม
สภาพของเขาในตอนนี้อาจทําให้คนอื่นไม่กลัวสักเท่าไหร่แต่ลูกสาวของเขาและคนที่รู้จักเขาล้วนรู้ดีว่า
อดีตทหารผ่านศึกที่ได้รับเกียรติยศมาเป็จํานวนมากจากประเทศน่ะ
ไม่เคยผิดพลาดในเื่การมองสถานการณ์มาก่อน!
ตอนนี้.
อาเนียจึงผงะหน้าเหยเกไปเต็มๆ
เธอก็ว่ามันแปลกอยู่แล้วเชียวที่พ่อไม่แสดงอาการอะไรเกี่ยวกับเื่รูปลักษณ์ของไต๋จุนเลย
แท้จริงแล้วปรากฏว่า
อดีตทหารผ่านศึกที่เต็มไปด้วยชื่อเสียงนับไม่ถ้วนคนนี้ยังไม่สามารถที่จะประมาทได้…
ชั่วขณะ.
สองพ่อลูกเลยได้ทําความเข้าใจกัน…
แล้วก็ไม่นาน
ไมเคิลที่เคร่งขึ้มได้กลายเป็ตะลึงงัน!
อะไร?
ลูกสาวของเขาที่มักทําตัวเย่อหยิ่งด้านผู้ชายมาตลอดกลายเป็ว่าได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงหนึ่งวัน?
เป็ไปได้ยังไง!
โลกนี้มันบ้าไปแล้วหรือเขาเองที่จะบ้า?!
เท่านั้นล่ะ-
เสียงของลูกสาวของเขาก็ได้ดังขึ้นอีกครั้ง
“พ่ออยากรู้เื่รูปลักษณ์ของเขาใช่ไหม”
“ง่ายมาก ฉันจะบอกพ่อเอง”
“เพียงแต่หลังจากนี้พ่อต้องทําใจดีๆนะไม่งั้นเดี๋ยวเป็ลมไปฉันไม่รู้ด้วยล่ะ”
่เวลาดังกล่าวนี้…
ไม่รู้ว่าเป็อาการประสาทหลอนรึเปล่า
เพราะในฉากต่อมา
จู่ๆ
สองตาของเขาก็ต้องเบิกกว้าง
หวาดกลัวอย่างไม่รู้จบ…