การหนีแม้จะน่าอายแต่ว่ามีประโยชน์
ยิ่งเป็นแบบนี้การกระทำเมื่อครู่ของเธอยิ่งทำให้หลินอันดีใจอย่างบ้าคลั่ง
หากสายตาของสวีหว่านหนิงยอมหันไปมองหลินอันเพียงเสี้ยววินาทีก็คงเห็นรอยยิ้มกว้างราวกับคนโง่ของเขา
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นแสงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า สวีหว่านหนิงก็ตื่นขึ้นมาต้มเกี๊ยวให้หลินอัน
เหมือนอย่างทุกวันข้างกายไม่มีร่องรอยของหลินอัน ผ้าปูที่นอนราบเรียบไร้รอยยับเหมือนเดิม
เธอตื่นเช้ามากแล้วแท้ๆไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้ตื่นตั้งแต่ตอนไหน
ตอนสวีหว่านหนิงกำลังจะเดินเข้าห้องครัวเธอเจอกับหลินอันที่เดินออกมาจากห้องนอนของแม่หลินพอดี
วินาทีที่เห็นเขาใบหน้าของสวีหว่านหนิงแดงก่ำราวกับก้นลิง เธอรับรู้ได้ถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้า
“ฉันจะไปต้มเกี๊ยว”
แปดโมงเช้าหลินอันออกจากบ้านตรงเวลา
เด็กๆยังไม่ตื่นนอน หลินอันไม่ได้ไปบอกลาพวกเขา เพราะไม่อยากรบกวนการนอนของลูกน้อยทั้งสองและทำให้พวกเขาต้องโศกเศร้ากับการบอกลา
“แม่หว่านหนิง ไม่ต้องส่งผมหรอกครับ ผมนั่งเกวียนไปสถานีรถไฟได้”
“งั้นฉันจะไปส่งคุณที่บ้านปู่ซุน”
หลินอันเองก็อยากคุยกับสวีหว่านหนิงเช่นกันจึงไม่ได้ปฏิเสธ
ระหว่างทางหลินอันกำชับเรื่องต่างๆ กับเธอเป็นระยะ
เขาทำให้สวีหว่านหนิงรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังหาหัวข้อชวนคุย
“จริงสิจักรยานคันที่จอดอยู่ในบ้าน เธอเอาไปใช้ได้ตามสะดวกครั้งหน้าถ้าอยากเข้าเมืองอีกไม่ต้องไปยืมจักรยานที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่แล้วจักรยานคันนั้นกู้จวิ้นเคยขี่ เธอคงรู้สึกไม่สบายใจ”
สวีหว่านหนิงชะงักก่อนจะคิดถึงตอนที่เธอเข้าเมืองไปกับหลินอัน หลินอันขี่จักรยานคันเก่าคันนั้นแล้วยกจักรยานคันใหม่ให้กับเธอ
ตอนนั้นเธอยังบ่นในใจเลยว่าเขาเป็นคนพูดน้อยแต่ปากจัด
ที่แท้เขาไม่ได้ปากจัดแต่เป็นผู้ชายอบอุ่นที่จิตใจละเอียดอ่อน!
สวีหว่านหนิงรู้สึกหวานล้ำไปทั้งหัวใจ
“คุณซื้อจักรยานคันนั้นมาเหรอ”
“จะว่าแบบนั้นก็ได้”
สวีหว่านหนิงเข้าใจแล้วหลินอันน่าจะไม่ได้จ่ายเงินซื้อมา แต่เขามีสิทธิ์ในการใช้งานมันอย่างแน่นอน
ส่วนที่ว่าได้จักรยานมาอย่างไรสวีหว่านหนิงไม่ได้คาดคั้น เธอเชื่อในตัวผู้ชายคนนี้รวมถึงความซื่อสัตย์ต่อเครื่องแบบที่สวมใส่ของเขาเขาไม่มีทางทำเรื่องผิดกฎหมายและน่าละอายอย่างแน่นอน
ไม่ทันไรพวกเขาก็มาถึงบ้านปู่ซุนคนขับเกวียน
สวีหว่านหนิงให้ไข่ไก่ที่เพิ่งต้มเสร็จกับปู่ซุนสองฟองกับค่ารถอีกหนึ่งหยวน
“ปู่คะหลินอันอยากไปสถานีรถไฟ รบกวนช่วยไปส่งเขาด้วยนะคะ”
ปกตินั่งเกวียนใช้เงินแค่หนึ่งเหมาเท่านั้นเงินหนึ่งหยวนคือการเหมาเกวียน ตลอดทางปู่ซุนจะรับลูกค้าคนอื่นไม่ได้ เพราะมันจะทำให้หลินอันเสียเวลา
หลังหลินอันขึ้นเกวียนไปแล้วเขาก็โบกมือลาสวีหว่านหนิง
“ลมแรงกลับไปก่อนเถอะ ฉันจะกลับมาก่อนตรุษจีน”
“อืม” สวีหว่านหนิงพยักหน้าเมื่อเห็นปู่ซุนบังคับเกวียนเคลื่อนไปข้างหน้าแล้วจึงเดินจากมา
มือของหลินอันนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ
ภาพการจากลาพร้อมน้ำตาไม่ปรากฏให้เห็นดูจากแผ่นหลังของสวีหว่านหนิงแล้ว เหมือนเธอจะไม่สนใจเขาสักนิด
หลินอันยิ้มเจื่อนพลางส่ายศีรษะสายตาของเขาจ้องมองแผ่นหลังของสวีหว่านหนิงที่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปตลอดเวลา จนกระทั่งร่างของเธอลับสายตาไป
เพิ่งพ้นเวลาสิบโมงสวีหว่านหนิงเลือกแม่ไก่ที่อวบอ้วนที่สุดออกมาจากเล้าแล้วหิ้วมันไปที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่
แม่หลินรู้ว่าสวีหว่านหนิงใช้แม่ไก่สองตัวแลกกับเห็ดป่าที่ไม่มีมูลค่าแต่เธอไม่ได้ตำหนิสักคำ ทั้งยังช่วยให้คำแนะนำตอนเลือกแม่ไก่อีกด้วย
อย่างเช่นแม่ไก่ที่แก่เกินไปไม่เหมาะกับการทำอาหารเนื้อของมันจะไม่นุ่มละมุนลิ้น อาจส่งผลต่อรสชาติ
สวีหว่านหนิงเดินได้ครึ่งทางก็ถูกคนเรียกไว้
ในมือของป้าจางมีเมล็ดฟักทองอยู่หลายเมล็ดเธอหยิบเมล็ดหนึ่งส่งเข้าปากเมื่อเห็นสวีหว่านหนิงเดินมาแต่ไกลจึงตะโกนเรียกเสียงดัง
“สวีจือชิงได้ยินว่าเธอจับกู้จือชิงกับหลี่จือชิงส่งโรงพักจริงหรือ”
“ใช่ค่ะ”
“สวีจือชิงกู้จือชิงกับหลี่จือชิงมาจากปักกิ่งพร้อมกับเธอฉันได้ยินว่าพวกเธอสามคนเป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกัน ทำไมถึงใจร้ายขนาดนี้ล่ะ”
เมื่อได้ยินคำตำหนิสวีหว่านหนิงก็หยุดฝีเท้าแล้วมองหน้าป้าจางด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ป้าจางป้ารู้ไหมคะว่ากู้จวิ้นกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนทำอะไร”
“ไอ้หยาพวกเขาสำนึกผิดแล้ว เธอยังกัดไม่ปล่อย มันไม่เหมาะสมน่ะสิ”
“พวกเขาร่วมมือกับพวกอันธพาลในเมืองหาผลประโยชน์จากพวกคนรวยในหมู่บ้านเรา เผอิญว่าเรื่องพวกนี้ถูกฉันรู้เข้า ฉันเลยทำตัวเป็นพลเมืองดีแล้วพาพวกเขาไปรับบทเรียนที่สถานีตำรวจพวกเขาจะได้ล้มเลิกความคิดเหล่านั้นสักที”
“ป้าจางป้าว่าถ้าหากเมื่อวานฉันไม่ได้บังเอิญเดินผ่านไปและได้ยินพวกเขากำลังวางแผนกันอยู่ พวกเขาจะสมปรารถนาหรือเปล่าคะครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านของเรามีครอบครัวไหนบ้างนะ ถ้าฉันจำไม่ผิดครอบครัวของป้าก็เหมือนจะเป็นหนึ่งในนั้นใช่ไหมล่ะคะ”
สวีหว่านหนิงจงใจหยุดเว้นจังหวะเธอเดาะลิ้นเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ป้าว่าหากพวกเขาไปที่บ้านของป้าแล้วขโมยของออกมา เราจะทำยังไงกันดีคะ”
ป้าจางรู้แค่ว่ากู้จวิ้นกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนถูกจับตัวส่งตำรวจแต่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง
เวลานี้เมื่อได้ยินคำกล่าวของสวีหว่านหนิงจึงตกใจมาก
สวีหว่านหนิงพูดถูกครอบครัวเธอฐานะดีเป็นอันดับต้นๆ ของหมู่บ้านต้าเจียงหากกู้จวิ้นกับพวกอันธพาลไม่ถูกจับ เหยื่อที่จะต้องประสบเคราะห์ร้ายรายแรกก็คือครอบครัวเธอมิใช่หรือ?
“สวีจือชิงเธอทำถูกแล้ว คนประเภทนี้สมควรจับส่งสถานีตำรวจ! วางใจได้อย่าให้ฉันได้ยินใครนินทาว่าร้ายเธอ ไม่อย่างนั้นฉันจะฉีกปากอีกฝ่ายเอง!”
ใครได้ยินคำพูดของป้าจางก็คงอดกลอกตาไม่ได้
พูดไปพูดมาสุดท้ายป้าก็ไม่เคยผิดเลยสินะ?
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอบคุณป้าจางล่วงหน้าแต่ตอนนี้ฉันมีธุระด่วนต้องทำ ขอตัวก่อนนะคะ แล้วเจอกันค่ะ!”
เมื่อเห็นสวีหว่านหนิงเดินห่างไปจนไม่ได้ยินเสียงตัวเองแล้วป้าจางก็ถ่มน้ำลายลงพื้น
“ถุย!สวีจือชิงคนนี้ไม่ใช่คนดีเลยจริงๆ!”
“เมื่อครู่ทำไมถึงไม่ขอบคุณสวีจือชิงที่ช่วยกำจัดพวกคนชั่วที่ตั้งใจจะขโมยของบ้านเธอล่ะไม่ทันไรก็ด่ากันเสียแล้ว?”
“พวกเธอไม่รู้น่ะสิว่าสวีจือชิงผลาญเงินของครอบครัวเก่งแค่ไหน หลายวันก่อนเธอไปที่ห้างสรรพสินค้าในเมืองแล้วใช้เงินยี่สิบเอ็ดหยวนกับอีกสามเหมาเพื่อซื้อเห็ดป่าไม่ถึงห้ากิโลกรัม และตอนนี้ก็กำลังจะเอาแม่ไก่สองตัวไปแลกกับเห็ดป่าแค่ไม่กี่กระสอบ”
“คงมีแต่ตระกูลหลินที่ยอมให้เธอผลาญทรัพย์เช่นนี้ถ้าเป็นลูกสะใภ้ของฉัน ฉันคงตบเธอสามเวลาหลังอาหาร!”
“ไอ้หยาลูกชายเธออัปลักษณ์ขนาดนั้น เอาไปเทียบกับอันจื่อได้หรือ?ต่อให้สวีจือชิงตาบอดก็คงไม่ไปชอบลูกชายเธอหรอกน่า”
“คนแซ่จ้าวเธอหมายความว่ายังไง ลูกชายฉันไม่ดีตรงไหน”
สวีหว่านหนิงไม่รู้เรื่องเลยสักนิดเวลานี้เธอยืนอยู่ในห้องครัวของฝ่ายคณะใหญ่ และกำลังตุ๋นไก่อย่างชำนาญการ
เมื่อเห็นท่าทางคล่องแคล่วของเธอแล้วพวกหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ถึงกับตกตะลึง