ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 35 ผู้ชายอบอุ่นสุดแสนละเอียดอ่อน

            การหนีแม้จะน่าอายแต่ว่ามีประโยชน์

            ยิ่งเป็นแบบนี้การกระทำเมื่อครู่ของเธอยิ่งทำให้หลินอันดีใจอย่างบ้าคลั่ง

            หากสายตาของสวีหว่านหนิงยอมหันไปมองหลินอันเพียงเสี้ยววินาทีก็คงเห็นรอยยิ้มกว้างราวกับคนโง่ของเขา

            เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นแสงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า สวีหว่านหนิงก็ตื่นขึ้นมาต้มเกี๊ยวให้หลินอัน

            เหมือนอย่างทุกวันข้างกายไม่มีร่องรอยของหลินอัน ผ้าปูที่นอนราบเรียบไร้รอยยับเหมือนเดิม

            เธอตื่นเช้ามากแล้วแท้ๆไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้ตื่นตั้งแต่ตอนไหน

            ตอนสวีหว่านหนิงกำลังจะเดินเข้าห้องครัวเธอเจอกับหลินอันที่เดินออกมาจากห้องนอนของแม่หลินพอดี

            วินาทีที่เห็นเขาใบหน้าของสวีหว่านหนิงแดงก่ำราวกับก้นลิง เธอรับรู้ได้ถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้า

            “ฉันจะไปต้มเกี๊ยว”

            แปดโมงเช้าหลินอันออกจากบ้านตรงเวลา

            เด็กๆยังไม่ตื่นนอน หลินอันไม่ได้ไปบอกลาพวกเขา เพราะไม่อยากรบกวนการนอนของลูกน้อยทั้งสองและทำให้พวกเขาต้องโศกเศร้ากับการบอกลา

            “แม่หว่านหนิง ไม่ต้องส่งผมหรอกครับ ผมนั่งเกวียนไปสถานีรถไฟได้”

            “งั้นฉันจะไปส่งคุณที่บ้านปู่ซุน”

            หลินอันเองก็อยากคุยกับสวีหว่านหนิงเช่นกันจึงไม่ได้ปฏิเสธ

            ระหว่างทางหลินอันกำชับเรื่องต่างๆ กับเธอเป็นระยะ

            เขาทำให้สวีหว่านหนิงรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังหาหัวข้อชวนคุย

            “จริงสิจักรยานคันที่จอดอยู่ในบ้าน เธอเอาไปใช้ได้ตามสะดวกครั้งหน้าถ้าอยากเข้าเมืองอีกไม่ต้องไปยืมจักรยานที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่แล้วจักรยานคันนั้นกู้จวิ้นเคยขี่ เธอคงรู้สึกไม่สบายใจ”

            สวีหว่านหนิงชะงักก่อนจะคิดถึงตอนที่เธอเข้าเมืองไปกับหลินอัน หลินอันขี่จักรยานคันเก่าคันนั้นแล้วยกจักรยานคันใหม่ให้กับเธอ

            ตอนนั้นเธอยังบ่นในใจเลยว่าเขาเป็นคนพูดน้อยแต่ปากจัด

            ที่แท้เขาไม่ได้ปากจัดแต่เป็นผู้ชายอบอุ่นที่จิตใจละเอียดอ่อน!

            สวีหว่านหนิงรู้สึกหวานล้ำไปทั้งหัวใจ

            “คุณซื้อจักรยานคันนั้นมาเหรอ”

            “จะว่าแบบนั้นก็ได้”

            สวีหว่านหนิงเข้าใจแล้วหลินอันน่าจะไม่ได้จ่ายเงินซื้อมา แต่เขามีสิทธิ์ในการใช้งานมันอย่างแน่นอน

            ส่วนที่ว่าได้จักรยานมาอย่างไรสวีหว่านหนิงไม่ได้คาดคั้น เธอเชื่อในตัวผู้ชายคนนี้รวมถึงความซื่อสัตย์ต่อเครื่องแบบที่สวมใส่ของเขาเขาไม่มีทางทำเรื่องผิดกฎหมายและน่าละอายอย่างแน่นอน

            ไม่ทันไรพวกเขาก็มาถึงบ้านปู่ซุนคนขับเกวียน

            สวีหว่านหนิงให้ไข่ไก่ที่เพิ่งต้มเสร็จกับปู่ซุนสองฟองกับค่ารถอีกหนึ่งหยวน

            “ปู่คะหลินอันอยากไปสถานีรถไฟ รบกวนช่วยไปส่งเขาด้วยนะคะ”

            ปกตินั่งเกวียนใช้เงินแค่หนึ่งเหมาเท่านั้นเงินหนึ่งหยวนคือการเหมาเกวียน ตลอดทางปู่ซุนจะรับลูกค้าคนอื่นไม่ได้ เพราะมันจะทำให้หลินอันเสียเวลา

            หลังหลินอันขึ้นเกวียนไปแล้วเขาก็โบกมือลาสวีหว่านหนิง

            “ลมแรงกลับไปก่อนเถอะ ฉันจะกลับมาก่อนตรุษจีน”

            “อืม” สวีหว่านหนิงพยักหน้าเมื่อเห็นปู่ซุนบังคับเกวียนเคลื่อนไปข้างหน้าแล้วจึงเดินจากมา

            มือของหลินอันนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ

            ภาพการจากลาพร้อมน้ำตาไม่ปรากฏให้เห็นดูจากแผ่นหลังของสวีหว่านหนิงแล้ว เหมือนเธอจะไม่สนใจเขาสักนิด

            หลินอันยิ้มเจื่อนพลางส่ายศีรษะสายตาของเขาจ้องมองแผ่นหลังของสวีหว่านหนิงที่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปตลอดเวลา จนกระทั่งร่างของเธอลับสายตาไป

            เพิ่งพ้นเวลาสิบโมงสวีหว่านหนิงเลือกแม่ไก่ที่อวบอ้วนที่สุดออกมาจากเล้าแล้วหิ้วมันไปที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่

            แม่หลินรู้ว่าสวีหว่านหนิงใช้แม่ไก่สองตัวแลกกับเห็ดป่าที่ไม่มีมูลค่าแต่เธอไม่ได้ตำหนิสักคำ ทั้งยังช่วยให้คำแนะนำตอนเลือกแม่ไก่อีกด้วย

            อย่างเช่นแม่ไก่ที่แก่เกินไปไม่เหมาะกับการทำอาหารเนื้อของมันจะไม่นุ่มละมุนลิ้น อาจส่งผลต่อรสชาติ

            สวีหว่านหนิงเดินได้ครึ่งทางก็ถูกคนเรียกไว้

            ในมือของป้าจางมีเมล็ดฟักทองอยู่หลายเมล็ดเธอหยิบเมล็ดหนึ่งส่งเข้าปากเมื่อเห็นสวีหว่านหนิงเดินมาแต่ไกลจึงตะโกนเรียกเสียงดัง

            “สวีจือชิงได้ยินว่าเธอจับกู้จือชิงกับหลี่จือชิงส่งโรงพักจริงหรือ”

            “ใช่ค่ะ”

            “สวีจือชิงกู้จือชิงกับหลี่จือชิงมาจากปักกิ่งพร้อมกับเธอฉันได้ยินว่าพวกเธอสามคนเป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกัน ทำไมถึงใจร้ายขนาดนี้ล่ะ”

            เมื่อได้ยินคำตำหนิสวีหว่านหนิงก็หยุดฝีเท้าแล้วมองหน้าป้าจางด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “ป้าจางป้ารู้ไหมคะว่ากู้จวิ้นกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนทำอะไร”

            “ไอ้หยาพวกเขาสำนึกผิดแล้ว เธอยังกัดไม่ปล่อย มันไม่เหมาะสมน่ะสิ”

            “พวกเขาร่วมมือกับพวกอันธพาลในเมืองหาผลประโยชน์จากพวกคนรวยในหมู่บ้านเรา เผอิญว่าเรื่องพวกนี้ถูกฉันรู้เข้า ฉันเลยทำตัวเป็นพลเมืองดีแล้วพาพวกเขาไปรับบทเรียนที่สถานีตำรวจพวกเขาจะได้ล้มเลิกความคิดเหล่านั้นสักที”

            “ป้าจางป้าว่าถ้าหากเมื่อวานฉันไม่ได้บังเอิญเดินผ่านไปและได้ยินพวกเขากำลังวางแผนกันอยู่ พวกเขาจะสมปรารถนาหรือเปล่าคะครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านของเรามีครอบครัวไหนบ้างนะ ถ้าฉันจำไม่ผิดครอบครัวของป้าก็เหมือนจะเป็นหนึ่งในนั้นใช่ไหมล่ะคะ”

            สวีหว่านหนิงจงใจหยุดเว้นจังหวะเธอเดาะลิ้นเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ป้าว่าหากพวกเขาไปที่บ้านของป้าแล้วขโมยของออกมา เราจะทำยังไงกันดีคะ”

            ป้าจางรู้แค่ว่ากู้จวิ้นกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนถูกจับตัวส่งตำรวจแต่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง

            เวลานี้เมื่อได้ยินคำกล่าวของสวีหว่านหนิงจึงตกใจมาก

            สวีหว่านหนิงพูดถูกครอบครัวเธอฐานะดีเป็นอันดับต้นๆ ของหมู่บ้านต้าเจียงหากกู้จวิ้นกับพวกอันธพาลไม่ถูกจับ เหยื่อที่จะต้องประสบเคราะห์ร้ายรายแรกก็คือครอบครัวเธอมิใช่หรือ?

            “สวีจือชิงเธอทำถูกแล้ว คนประเภทนี้สมควรจับส่งสถานีตำรวจ! วางใจได้อย่าให้ฉันได้ยินใครนินทาว่าร้ายเธอ ไม่อย่างนั้นฉันจะฉีกปากอีกฝ่ายเอง!”

            ใครได้ยินคำพูดของป้าจางก็คงอดกลอกตาไม่ได้

            พูดไปพูดมาสุดท้ายป้าก็ไม่เคยผิดเลยสินะ?

            “ถ้าอย่างนั้นฉันขอบคุณป้าจางล่วงหน้าแต่ตอนนี้ฉันมีธุระด่วนต้องทำ ขอตัวก่อนนะคะ แล้วเจอกันค่ะ!”

            เมื่อเห็นสวีหว่านหนิงเดินห่างไปจนไม่ได้ยินเสียงตัวเองแล้วป้าจางก็ถ่มน้ำลายลงพื้น

            “ถุย!สวีจือชิงคนนี้ไม่ใช่คนดีเลยจริงๆ!”

            “เมื่อครู่ทำไมถึงไม่ขอบคุณสวีจือชิงที่ช่วยกำจัดพวกคนชั่วที่ตั้งใจจะขโมยของบ้านเธอล่ะไม่ทันไรก็ด่ากันเสียแล้ว?”

            “พวกเธอไม่รู้น่ะสิว่าสวีจือชิงผลาญเงินของครอบครัวเก่งแค่ไหน หลายวันก่อนเธอไปที่ห้างสรรพสินค้าในเมืองแล้วใช้เงินยี่สิบเอ็ดหยวนกับอีกสามเหมาเพื่อซื้อเห็ดป่าไม่ถึงห้ากิโลกรัม และตอนนี้ก็กำลังจะเอาแม่ไก่สองตัวไปแลกกับเห็ดป่าแค่ไม่กี่กระสอบ”

            “คงมีแต่ตระกูลหลินที่ยอมให้เธอผลาญทรัพย์เช่นนี้ถ้าเป็นลูกสะใภ้ของฉัน ฉันคงตบเธอสามเวลาหลังอาหาร!”

            “ไอ้หยาลูกชายเธออัปลักษณ์ขนาดนั้น เอาไปเทียบกับอันจื่อได้หรือ?ต่อให้สวีจือชิงตาบอดก็คงไม่ไปชอบลูกชายเธอหรอกน่า”

            “คนแซ่จ้าวเธอหมายความว่ายังไง ลูกชายฉันไม่ดีตรงไหน”

            สวีหว่านหนิงไม่รู้เรื่องเลยสักนิดเวลานี้เธอยืนอยู่ในห้องครัวของฝ่ายคณะใหญ่ และกำลังตุ๋นไก่อย่างชำนาญการ

            เมื่อเห็นท่าทางคล่องแคล่วของเธอแล้วพวกหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ถึงกับตกตะลึง