...ปวดหัว...
...หิวน้ำมากเลย แสบคอจังเลย...
...ปวดหัว ทำไม ปวดหัวแบบนี้
ทั้งหมดคือ ความรู้สึกแรกหลังจากที่ผมตื่นขึ้นมา ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ภาพแรกคือ ห้องขาว ๆ กลิ่นยาฆ่าเชื้อ อบอวลแน่นไปหมด แต่ร่างกายของผมยังปวดร้าวไปทั่วทั้งตัว หลังจากสติของผมเริ่มกลับคือมาสู่ร่างกาย
“เอม-เป็ไงบ้างลูก เดี๋ยว ยาย เรียกหมอก่อนนะลูก-อย่าเพิ่งขยับ รอให้หมอตรวจก่อน” เสียงยายดังขึ้นมาจากด้านข้าง ผมพยายามเอียงคอ เพื่อมองยาย สีหน้าอิดโรยของการอดหลับนอนหลายวัน ปรากฏอยู่บนหน้านั้น
ผ่านเวลาไปสักครู่ ผมได้เผลอหลับไปอีกครั้งแล้วสะดุ้งตื่นจากเสียงเปิดประตูเข้ามาของใครบางคน ยังไม่ทันได้สติดีนักเสียงแก่ ๆ ของใครบางคนได้เอ่ยขึ้นมา
“สวัสดีครับ-คุณรู้สึกต่อนนี้เป็ไงบ้างครับ” หมอถามอาการผม
หลังจากการถามตอบอาการไปแล้วหมอบอก กับคุณยายว่าผมปลอดภัยแล้ว
“อาการของผู้ป่วยตอนนี้ เป็อาการอักเสบจากการได้รับแรงกระแทก และอยู่ใน่อ่อนล้า” หมอพูดเพื่อแจ้งให้ผม กับคุณยายทราบ
“หมออยากตอนนี้กินอาหารอ่อนกับทานน้ำได้ทีละน้อยเพื่อปรับสภาพร่างกายก่อนนะครับ” หมอพูดเสริม
หลังจากนั้นหมอได้ออกไปจากห้องพักของผม พร้อมกับคุณยายที่ตามไปรับยาและจัดการกับธุระอื่น ๆ หลังจากนั้นไม่นานคุณยายก็เข้ามาให้ห้อง
“ยายครับ อาร์ต กับ ป๊าไปไหนครับ” ผมถามยายในคำถามที่ผมอยากรู้ที่สุด
สีหน้าคุณยายเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในวินาทีนั้นผมใมาก ผมกลัวว่าผมจะต้องอยู่คนเดียว
“อาร์ต อยู่อีกห้องหนึ่ง อาการพ้นขีดอันตรายเหมือนเอม แล้วไม่เป็ไรแล้ว เอม ลูกต้องรักษาตัวดี ๆ ก็พอแล้วนะ” จากนั้นยายเอามือลูบหัวผม สีหน้าของยายดูเศร้ามาก ก่อนจะพูดถึงป๊า ในตอนที่เห็นหน้าของยาย ผมเองก็เหมือนรู้อะไรมาบางอย่าง
“ป๊า จากเราไปแล้วเหรอครับ” ผมถามยายเสียสั่น
ยายไม่ตอบผม แต่เท่านั้นผมก็ทราบแล้ว ผมหลับตาลง แล้วร้องไห้ ผมพยายามปลอบใจตัวเอง ว่าอย่างน้อยอาร์ต ก็ยังอยู่ไม่ได้ไปไหน ก็ผมจะหลับไปจากอาการใและเพลียเพราะฤทธิ์ยา ผมสัญญากับตัวเองว่าหลังจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะไม่ปล่อยให้อะไรเกิดกับอาร์ตได้อีก ผมไม่สามารถรับความสูญเสียได้มากกว่านี้อีกแล้ว
ผมตื่นขึ้นมาในอีกวันหนึ่ง ผมได้รู้จากการบอกเล่าของคุณยายว่าผมอยู่ในโรงพยาบาลมาแล้ว 7 วัน ในวันรุ่งขึ้นจะเป็วันที่หมอได้ให้อนุญาตให้ผมออกจากโรงพยาบาล
ผมพยุงตัวเองขึ้น ผงะถอยกลับความเ็ปที่ซี่โครง “อาร์ต—เขาอยู่ไหน ผมอยากเจอเขา!” ผมกล่าวออกมาเสียงสั่นด้วยความคิดที่เกิดขึ้นหลังตื่นขึ้นมา
คุณยายบีบมือฉันเบา ๆ “พักผ่อนก่อนนะลูก หมอบอกว่าพรุ่งนี้เอมจะได้กลับบ้านแล้วนะ”
“แล้วอาร์ตล่ะครับ เขาเป็ยังไงบ้าง” เสียงของผมสั่นเครือ ไม่ค่อยจะแน่ใจมากนักเกี่ยวกับอาการของแฝดพี่ ความกลัวความเหงา และความโดดเดี่ยวกัดกินหัวใจของผม
คุณยายมองผม พลางถอนหายใจ และมองไปทางหน้าต่าง “อาการของอาร์ต-เอ่อ-ค่อนข้างร้ายแรงกว่าของเอม”
“แต่เมื่อวานคุณยายบอกว่าอาร์ต ปลอดภัยแล้วเมื่อวาน” ผมพูดออกมา หลังจากพยายามสงบจิตใจให้ไม่คิดมากเกินไป “อาร์ต-เขาจะไม่เป็ไรใช่มั้ยครับ คุณยาย” ผมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเกือบจะร้องไห้
คุณยายพยักหน้าเบา ๆ เพื่อปลอบใจผม “อาร์ตพ้นขีดอันตรายแล้วจริง ๆ-แต่อาร์ทยังคงอยู่ภายใต้การสังเกตอาการหมออีกสักพักใหญ่ ๆ อาการของเขาซับซ้อนกว่าของเอมมาก”
ผมกลืนน้ำลายลงคอ มือของฉันกำผ้าปูที่นอนแน่น “ผมอยากพบอาร์ตครับ” ผมแสดงเจตจำนงที่จะไปดูอาการอาร์ตให้เห็นกับตา
สีหน้าของคุณยายอ่อนลงด้วยความเห็นอกเห็นใจ “ในตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เอมจะไปเยี่ยมอาร์ตได้นะ- เอมต้องฟื้นตัวก่อน คุณตาของเอมจะมารับพรุ่งนี้ และพาเอมไปที่บ้านของเราที่เชียงใหม่” คุณยายพูดออกมา
“แต่ผม—”
คุณยายส่ายหัวเบา ๆ “อาร์ต ต้องไม่ชอบใจแน่ ๆ ถ้าเอมฝืนตัวเองแบบนี้ไปหาเขา รีบรักษาตัวเองให้หายแล้วจะได้ช่วยยายดูแลอาร์ทนะ ถ้าเอมอยากจะทำอะไรให้อาร์ต” ยายพูดออกมา พลางลูปหัวผมเบา ๆ อย่างปลอบใจ
ในขณะนั้นผมอยากจะโต้เถียง และไปเยี่ยมอาร์ต แต่ความเหนื่อยล้า และเหตุผลที่คุณยายยกขึ้นมาทำให้ไม่สามารถต่อต้านได้ ผมพยักหน้าเบาๆ อย่างยอมรับ
"ตกลง" ผมกระซิบตอบ "แต่สัญญากับผมนะครับ- ถ้าผมหายดีแล้วคุณยายจะให้ผมช่วยดูแลอาร์ต"
คุณยายยิ้มให้ผมฉันเพื่อให้ผมสบายใจ "ยายสัญญา"
ผมเอนหลังพิงหมอน จ้องไปที่เพดาน หวังว่าเวลาจะผ่านไปเร็วขึ้น แล้วจะได้รีบกลับบ้านแล้วจะพยายามพักผ่อนให้มาเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สามารถกลับมาหาอาร์ต และดูแลเขา
ผมเดินทางกลับบ้านพร้อมกับคุณตา การเดินทางของเราครั้งนี้เงียบสงัด ยกเว้นเสียงเครื่องยนต์รถที่ดังเป็ระยะ ๆ ผมพยายามพักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความคิดในหัวผมไม่ยอมหยุดนิ่ง แม้ว่าผมจะพยายามสะกดจิตตัวเองว่าอย่าคิดมาก เพื่อที่จะได้รักษาร่างกายให้หายอย่างรวดเร็ว แต่ความไม่สบายใจก็ไม่ได้ลดลงเลย
ในที่สุด ผมก็หันไปหาคุณตา “ตาครับ อาการาเ็ของอาร์ตแย่แค่ไหนครับ”
ในขณะนั้น ผมสังเกตว่ามือของตากำพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย “อาร์ตยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เขาต้องนอนโรงพยาบาลสักพัก” ตาตอบออกมาเสียงเรียบ
ผมพยายามมองดูใบหน้าของตา ผมสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าในดวงตา และมีบางอย่างผิดปกติ มากกว่าความเหนื่อยล้า ผมรู้สึกด้วยสัญชาตญาณ เหมือนกับว่าคุณตามีอะไรปกปิดผมไว้
“ตาครับ อาร์ตเป็อะไรครับ” เสียงของฉันสูงขึ้นด้วยความตื่นตระหนก หลังจากรู้ว่าตาพยายามปกปิดอะไรบางอย่าง
ในเวลานั้น เหมือนอาการเวียนหัวของผมจะกำเริบขึ้นมา แล้วภาพต่าง ๆ ผุดขึ้นมาในหัวของผม—สายของอุปกรณ์ ต่าง ๆ พันรอบร่างที่อ่อนแรงของอาร์ท เครื่องจักรส่งเสียง..บี๊บ... หน่วยกู้ภัยทำงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อช่วยชีวิตอาร์ท ผมนึกถึง่เวลาก่อนที่รถจะชน ผมรู้ดีว่า คนที่ควรจะได้รับาเ็แบบนั้น… ก็คือผมเอง ถ้าไม่ใช่เพราะอาร์ทผลักผมให้หลบอยู่ด้านข้าง
"อืม ฟังฉันนะ" เสียงของตาของฉันมั่นคง แต่อ่อนโยน "ตอนนี้อาร์ตปลอดภัยแล้ว เอมต้องเชื่อตา เข้าใจไหม?” คูรตาพยายามปลอบโยน ตอนนี้รถของเขาได้มาถึงที่บ้านของพวกเราแล้ว
“เข้าไปข้างในก่อนเถอะ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า-อืม เก็บห้องของอาร์ตด้วยนะ แล้วเมื่อเขากลับมา อาร์ทจะได้เข้าพักได้อย่างสบาย" คุณตาบอกผม เพื่อให้ผมมีสติ และเป็การปลอบโยนไปในตัว
ฉันพยายามยิ้มให้คุณตาสบายใจ และพยายามรวบรวมสติอีกครั้ง "ตาสัญญาว่า พวกเราจะไปเยี่ยมอาร์ตในอาทิตย์หน้าหรอ"
ตาเอามือมาบีบไหล่ผม พลางกล่าว "ใช่ คืนนี้เอมต้องพักผ่อน และในอาทิตย์นี้ เอมต้องพยายามรักษาตัวให้หายไว ๆ อาร์ตเองก็กำลังพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และรอเอมอยู่นะครับ"
ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ ความอ่อนล้าจากการเดินทาง ทำให้ผมอ่อนเพลียเล็กน้อย
ภายในบ้าน
เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน ผมก็ััได้ถึงกลิ่นไม้เก่าและธูปที่คุ้นเคย มันเป็บ้านชั้นเดียวเล็ก ๆ ที่แบ่งออกเป็หลายส่วนเหมือนกับที่ผมจำได้ แต่มีบางอย่างที่แตกต่างออกไป
ขณะที่ผมเดินเข้าไปในส่วนห้องรับแขก ผมสังเกตเห็นว่าบริเวณนั้นดูรกกว่าเมื่อก่อน—ไม่ใช่เพราะเฟอร์นิเจอร์แต่เป็เพราะการเพิ่มเข้ามาของอุปกรณ์ เช่น ราวบันได ที่จับสำหรับกายภาพ และบางอย่างที่ช่วยพยุงก้าวเดินของผู้สูงอายุ คุณตาเห็นผมจ้องมองอยู่ และยิ้มอย่างเหนื่อยล้า
“ยาย และ ตา เป็คนจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ เอง พวกเราก็อาจจะได้ใช่มัน พวกเราแก่แล้ว ้าความช่วยเหลือในการเดินไปมาในบ้านบางในวันที่ไม่ค่อยจะสบายมากนัก” เขาหยุดชะงัก “แต่-มันก็มีไว้สำหรับตอนที่อาร์ตกลับบ้านด้วย”
ผมหันไปมองคุณตาอย่าง อึ้ง และ งุนงง แล้วถามกลับไปอย่างใจลอย ๆ “ตาหมายความว่ายังไง ทำไมอาร์ตถึง้า—?”
ตาส่ายหัว “แค่อาทิตย์หน้า รอหน่อยเอม อืม ฉันจะอธิบายทุกอย่างเมื่อเราพบเขา แต่ตอนนี้พักผ่อนก่อน”
ท้องของผมปั่นป่วนด้วยความไม่สบายใจ แต่ผมก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร ผมรู้ว่าคืนนี้จะไม่ได้คำตอบใด ๆ
ในวันรุ่งขึ้น ผมได้สังเกตเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดมากขึ้น และพบว่าตอนนี้บ้านดูแตกต่างไปจากเดิม กว้างขึ้น ว่างเปล่าขึ้น ห้องเก่าของผมกับอาร์ตได้รับการปรับปรุงใหม่ ขยายพื้นที่โดยทุบรวมเข้ากับห้องเดิมของป๊า โดยปกติแล้วเมื่อก่อนผมกับอาร์ตจะอาศัยอยู่ในห้องร่วมกัน ซึ่งเป็ห้องขนาดไม่ได้เล็กมากนัก แต่ก็ไม่ได้กว้างมากนัก พอที่จะจัดวางเตียงสำหรับ สองคน และโต๊ะหนังสือ แต่ตอนนี้ที่เราเคยอยู่ด้วยกัน กลายเป็ห้องขนาดใหญ่ แต่ดูไม่คุ้นเคย ผนังที่ถูกทาสีใหม่ ด้วยโทนสีขาว พร้อมกับห้องน้ำขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์ช่วยพยุง และขนาดใหญ่มาก อยู่ภายใน
ผมกวาดสายตาสำรวจห้องขนาดใหญ่ที่คุ้นเคย แต่ก็ไม่คุ้นเคยก่อนจะก้าวเข้าไป พื้นที่นี้กว้างขวางพอสำหรับเตียงสองเตียง พร้อมกับพื้นที่อีกส่วนที่เป็ที่โล่ง ๆ สำหรับให้ติดตั้งราวเดินและโต๊ะหรืออุปกรณ์ ที่อาจจะต้องมีในอนาคต และมีห้องน้ำส่วนตัวอยู่ด้านในสุด การจัดวางนั้นสะดวกสบายและตั้งใจ
ผมสลัดความคิดนั้นออกไปและจดจ่อกับการจัดเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ออกจากกระเป๋า แล้วพับให้เรียบร้อยเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า คุณตาของผมซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่เหล่านี้มาให้ ซึ่งชุดที่เข้าชุดกัน ราวกับว่าคุณตาคาดหวังว่าอาร์ตจะกลับบ้านเร็วๆ นี้ ผมวางข้าวของของอาร์ตไว้ข้าง ๆ ของ ของผมอย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย
หลังจากจัดเก็บของต่างเข้าที่เรียบร้อย ผมถอนหายใจออกมาในขณะที่เสียงของตาเรียกจากในครัว
“เอม มากินข้าว หนูต้องกินยาแล้ว”
“ครับ มาแล้วครับ ตา” ผมตอบรับพลางเดินไปทางห้องครัว
อาหารมื้อนี้เรียบง่ายมาก ข้าวต้มอุ่นๆ และปลานึ่ง ตานั่งตรงข้ามกับผม ใบหน้าของเขามีริ้วรอยแห่งความเหนื่อยล้า แต่ดวงตาของเขาอ่อนโยนขณะที่เขามองดูผมกินข้าวเย็น
“เอม หนูใกล้หายดีแล้ว” ตากล่าว “ตาเห็นสีหน้าของหนูเริ่มกลับมาเป็ปกติแล้ว”
ผมยิ้มเล็กน้อย พลางกล่าวตอบ “ผมกำลังพยายามอยู่รักษาตัวอย่างเต็มที่ ผมต้องดีขึ้นก่อนสัปดาห์หน้าแน่นอน แล้วผมจะได้เยี่ยมอาร์ต”
คุณตาพยักหน้าและคีบเนื้อปลานึ่ง มาวางในถ้วยผม แล้วพูดอย่างครุ่นคิด “ดีเลย แต่ไม่ต้องฝืนตัวเองมากเกินไป การรักษาต้องใช้เวลานะ เอม”
ผมกินอาหารเย็นเรียบร้อย และหยิบยา ขึ้นมากิน แล้วเอาจานที่พวกเรากินเรียบร้อยแล้ว ไปล้างให้เรียบร้อย หลังจากที่ผมกินยานอนหลับและยาคลายกล้ามเนื้อ อาการง่วงนอนก็เริ่มเข้ามาครอบงำ ร่างกายรู้สึกหนักขึ้น เปลือกตาตก
ผมพึมพำ "ขอบคุณครับ ที่จัดการดูแลผมกับอาร์ต" เบาๆ ก่อนจะถอยกลับห้องของฉัน ไม่กี่นาทีต่อมา ฉันก็นอนหลับลึกไป
หนึ่งสัปดาห์ได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เป็วันที่ผมกับคุณตา จะไปเยี่ยมอาการของอาร์ตในโรงพยาบาลตัวเมืองเชียงใหม่
เสียงเคาะประตูเบาๆ ปลุกผมให้ตื่น "เอม-ตื่นหรือยัง-พวกเราจะไปโรงพยาบาลกัน"
ผมยืดตัวและกะพริบตา เพื่อรวบรวมสติ แล้วรีบบอกออกไปอย่างรวดเร็ว "ตื่นแล้วครับ ตื่นแล้ว เดี๋ยวผมขออาบน้ำแป๊บเดียว แล้วพวกเราไปโรงพยาบาลกัน"
เสียงของคุณตาดังมาจากข้างนอก “ดี งั้นถ้าเรียบร้อยแล้ว เราจะได้ไปกัน-ตาต้องเอาอาหารไปให้คุณยายของหนูด้วย เดี๋ยวเราไปกินข้าวเช้าที่นั่นพร้อมกัน” เขากล่าวพลางหัวเราะ
จากนั้นไม่นาน ผมแต่งตัวเรียบร้อยออกมาจากห้องนอน แล้วร้องเรียกคุณตา พวกเราเตรียมตัวออกเดินทาง
ผมยิ้มจาง ๆ ขณะผูกเชือกรองเท้า ความคาดหวังของผมเพิ่มมากขึ้น วันนี้ผมจะได้พบกับอาร์ตแล้ว