อาศัยจังหวะที่เหล่าสัตว์อสูรพากันหวาดผวาเปลวเพลิงมารในมือ กริมรีบสาวเท้าก้าวออกจากเส้นทาง ปัดดินโคลนที่เปรอะเปื้อนโคนต้นไม้สังหาร และใช้ไฟมารขับไล่รากไม้ขนาดั์ออกไป จนกระทั่งมองเห็นวัตถุดิบที่ต้องเก็บเกี่ยวในวันนี้
ท่ามกลางรากไม้อันยุ่งเหยิงของต้นไม้สังหารและกองโครงกระดูกมนุษย์สีขาวโพลน มีเหง้าลักษณะเป็ก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือเจริญเติบโตแทรกตัวอยู่ มีทั้งสีขาว สีแดง และสีม่วง
กริมข่มความรังเกียจและอาการคลื่นไส้ในใจ ใช้มีดพกเฉือนเอาเหง้าสีม่วงมาสามก้อน เก็บใส่กระเป๋าคาดเอวด้วยความระมัดระวัง แล้วรีบถอยฉากกลับมายืนบนเส้นทางเดิน
ช่วยไม่ได้ นี่เป็หนึ่งในภารกิจลาดตระเวนที่ไฟท์บังคับว่าต้องทำให้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นต่อให้ตีให้ตาย เขาก็ไม่มีวันยอมก้าวเท้าออกนอกเส้นทางปลอดภัยแม้แต่ก้าวเดียว!
ถึงแม้เมื่อครู่เขาจะเคลื่อนไหวรวดเร็วปานวอก แต่สัตว์อสูรที่เพิ่งแตกตื่นหนีไปเ่าั้เริ่มตั้งสติได้และกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ตรงจุดที่เขานั่งยองๆ เมื่อครู่ เถาวัลย์ดูดเืที่อาศัยอยู่บนต้นไม้สังหารทิ้งตัวห้อยระย้าลงมาปิดพื้นที่เรียบร้อยแล้ว
หากชักช้ากว่านี้แค่นิดเดียว เกรงว่าคงยากที่จะหลุดพ้นออกมาได้โดยไม่ต้องเปิดฉากฆ่าฟันเืสาด!
เมื่อครู่เขาอาศัยเนตรหยั่งรู้ธาตุ จึงมองหาต้นที่มีเหง้าสุกงอมท่ามกลางดงต้นไม้สังหารได้ทันที แต่ในยามปกติ เขาจำเป็ต้องเข้าออกเส้นทางซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อเดินหาไปเรื่อยๆ กว่าจะได้ของติดมือมา และนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่จะพุ่งสูงขึ้นตามจำนวนครั้งที่ก้าวเท้าเข้าไป
เดินไปตามเส้นทางอันวังเวงได้ประมาณหนึ่งถึงสองร้อยก้าว ก็พ้นจากเขตแดนของต้นไม้สังหาร เบื้องหน้าปรากฏ ต้นไม้ภูตผี ที่น่าสะพรึงกลัวต้นหนึ่งพาดขวางทางเดินหิน กิ่งก้านเถาวัลย์ที่ห้อยลงมาราวกับสิ่งมีชีวิตยังคงขยับยุกยิกบิดไปมาไม่หยุดหย่อน
กริมดึงเครื่องรางเวทที่แสดงถึงสถานะของตนออกมาจากคอ แล้วท่องบ่นรหัสเวทมนตร์ที่ศิษย์เวททุกคนต้องเรียนรู้ออกมาเบาๆ
"มูฮันโทเรีย ซินหลัว"
สิ้นเสียงร่ายเวท พลังลึกลับที่ไร้รูปร่างและจับต้องไม่ได้สายหนึ่งก็ะเิออกมาจากเครื่องรางรูปกางเขนสีดำ คลื่นพลังม้วนกวาดไปทั่วทุกตารางนิ้วในพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว
ในหัวของกริมมีเสียงแจ้งเตือนฉุกเฉินดังขึ้นทันที
[แจ้งเตือน! ตรวจพบคลื่นพลังผิดปกติ การทำงานของชิปอัจฉริยะถูกรบกวน...]
เสียงของชิปอัจฉริยะค่อยๆ เบาลง จนท้ายที่สุดกลายเป็เสียงซ่าๆ ที่บาดหู แล้วเงียบหายไป
ทว่ากริมไม่ได้ใส่ใจ เขาชูเครื่องรางเวทขึ้นสูงแล้วก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เมื่อเขาเข้าไปใกล้ เถาวัลย์เ่าั้ก็ถอยร่นและหดตัวกลับไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ยอมเปิดทางเดินอันรกร้างสายหนึ่งออกมา
เมื่อลาดตระเวนเขตแดนของต้นไม้สังหารและเถาวัลย์อสูรดูดเืเสร็จสิ้น ต่อไปก็จะต้องเข้าสู่สวนสนุกของเหล่า ทารกปีศาจ... สำหรับสถานที่แห่งนั้น ในใจของกริมเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ไม่อาจปิดบังได้มาโดยตลอด
หลังจากผ่านต้นไม้ภูตผีอันวังเวง ก็จะเป็เขตที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรที่เรียกว่า สวนเสียงกระซิบ
สองข้างทางแทบทั้งหมดเป็แปลงดอกไม้และสวนดอกไม้ที่ถูกทิ้งร้าง บรรยากาศเต็มไปด้วยสีเทาหม่นและสัตว์อสูรนับไม่ถ้วนซ่อนตัวอยู่
สภาพอากาศพิเศษของบึงเวทมนตรา ทำให้ที่นี่กลายเป็์ของเหล่าทารกปีศาจ ภูตผีสาว และพรายบุปผา เป็แหล่งรวมตัวของเหล่าสัตว์ประหลาดบิดเบี้ยวที่รู้เพียงแต่การสนองความอยากอาหารของตนเอง
สิ่งมีชีวิตใดที่หลงบุกรุกเข้ามาที่นี่ ท้ายที่สุดล้วนต้องล้มลงภายใต้การกัดกร่อนของเจตจำนงและภาพลวงตาที่โผล่ออกมาไม่จบสิ้น กลายเป็ปุ๋ยชั้นดีให้กับพืชปีศาจมากมายที่ชื่นชอบกลิ่นอายแห่งความตายและความเคียดแค้น
ฝูง เห็ดหน้าคน เกาะกลุ่มกันอยู่สองข้างทาง จับมือกัน ร้องเพลงด้วยความเบิกบาน เชื้อเชิญกริมอย่างอบอุ่นให้เข้าร่วมปาร์ตี้กับพวกมัน เ้าตัวเล็กพวกนี้มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนดอกเห็ดเล็กๆ ที่มีแขนขา แต่ที่ขึ้นชื่อลือชาคือลวดลายบนหมวกเห็ดที่ดูคล้ายใบหน้าของมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน
แม้เห็ดหน้าคนเหล่านี้ต่อให้งอกแขนขาและยืดตัวยืนขึ้นมา จะสูงไม่พ้นน่องของมนุษย์ แต่ยามที่พวกมันมารวมตัวกันะโโลดเต้นและหัวเราะร่า กริมกลับรู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านไปทั่วไขสันหลัง
[คำเตือน... คำเตือน... ตรวจพบคลื่นพลังสนามแม่เหล็กพิเศษกำลังส่งผลกระทบต่อร่างต้น... โปรดรีบออกจากพื้นที่ดังกล่าว...]
กริมถอยหลังติดต่อกันหลายก้าว รอจนกระทั่งเขาอยู่ห่างจากฝูงเห็ดหน้าคนกลุ่มนี้พอสมควร ความหนาวเหน็บตามร่างกายจึงเริ่มจางหายไป
เห็ดหน้าคนเหล่านี้แม้จะดูตะมุตะมิ แต่มันคือสัตว์อสูรที่กินเนื้อเป็อาหารอย่างแท้จริง และพวกมันโเี้ขนาดที่ว่าแม้แต่ิญญาของเหยื่อก็ไม่ยอมละเว้น ร่างต้นของพวกมันล้วนเป็เห็ดขาวที่ปนเปื้อนธาตุมืดอย่างเข้มข้น แต่ละตัวมีความสามารถในการสร้างภาพหลอนเพียงเล็กน้อย ไม่เพียงพอที่จะจับสิ่งมีชีวิต 'ขนาดใหญ่' อย่างมนุษย์ได้เลย
แต่ปัญหาคือ... พวกมันเป็สิ่งมีชีวิตที่อยู่รวมกันเป็ฝูง
เห็ดหน้าคนนับร้อยนับพันเมื่อมารวมตัวกัน สามารถกางอาณาเขตภาพลวงตาคล้ายภาพสะท้อนกลางทะเลทราย ทำให้สิ่งมีชีวิตที่ถูกล่อลวงหลงใหลอยู่ในนั้นโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้นในขณะที่ฝูงเห็ดหน้าคนกระโจนเข้าใส่ร่างเหยื่อเพื่อกัดกินเนื้อหนังอย่างเอร็ดอร่อย เหยื่อผู้นั้นอาจจะกำลังยิ้มแย้มอย่างมีความสุขโดยจมดิ่งอยู่ในห้วงมิติพิศวงแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ก็เป็ได้!
สำหรับจอมเวทที่เป็ทางการแล้ว เห็ดหน้าคนที่มีความสามารถสร้างภาพหลอนพื้นๆ เหล่านี้ถือเป็วัตถุดิบปรุงยาเวทที่ไม่เลวเลยทีเดียว แต่สำหรับศิษย์เวทอย่างกริม การมาลาดตระเวนที่นี่แต่ละครั้งหมายถึงต้องเสี่ยงชีวิตจากการถูกเ้าสัตว์ประหลาดตัวจิ๋วเหล่านี้ล่อลวงไปฆ่า
หากกริมต้านทานอาณาเขตภาพลวงตาไม่ไหวและถูกล่อลวงเข้าไปในแปลงดอกไม้... ถ้าเป็แบบนั้น เหล่าเห็ดหน้าคนก็สามารถกัดกินเขาได้อย่างสบายใจเฉิบโดยไม่ถือว่าผิดสัญญา!
เมื่อเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูรเ้าเล่ห์ที่กำลังหัวเราะคิกคักและขยับเข้ามาใกล้ กริมจึงแสยะยิ้มเย็น พลางล้วงหินกลมขนาดเท่าไข่ไก่ออกมาจากกระเป๋าคาดเอว แล้วโยนตูมเข้าไปกลางวงที่พวกมันรวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น
เปรี้ยง!
ชั่วพริบตาต่อมา แสงสายฟ้าสีฟ้าจางๆ ก็สว่างวาบขึ้น เห็ดหน้าคนห้าตัวที่เกาะกลุ่มกันอยู่ล้มตึงลงไปโดยไร้เสียงร้อง ส่วนพวกที่เหลือซึ่งไม่โดนสายฟ้าต่างใวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง หลบเข้าไปในพงหญ้า พุ่มไม้ และหลังต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไป
กริมรีบสาวเท้าเข้าไปหาเห็ดหน้าคนทั้งห้าตัวนั้น จับพวกมันยัดใส่กระเป๋าคาดเอวทีละตัว จากนั้นจึงเก็บหินกลมขึ้นมาแล้วถอยร่นกลับไปยังทางเดินหินอย่างรวดเร็ว
นี่คือ หินสายฟ้า ที่เขาตัดใจซื้อมาในราคาสูงจากศิษย์เวทที่ชื่อเร็กซ์ เมื่อเกิดแรงกระแทกจะสามารถปลดปล่อยสายฟ้าแฉกที่มีระดับพลังงานห้าส่วนออกมาโดยรอบ เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้จัดการกับเห็ดหน้าคนที่มีพลังชีวิตต่ำเตี้ย เพราะวิชาหัตถ์เพลิงผลาญที่เขาเชี่ยวชาญนั้นรุนแรงเกินไป ไม่เหมาะกับการจับเป็ จึงต้องหาวิธีอื่น
เห็ดหน้าคนเ่าั้เมื่อตื่นใแล้วก็ไม่กล้าโผล่หัวออกมาอีก แต่สายตาอันเย็นเยียบไร้อารมณ์นับไม่ถ้วนและเสียงกระซิบกระซาบจอแจยังคงติดตามอยู่รอบกายกริมตลอดเวลา ทำเอาเขาขนลุกเกรียว
เห็ดหน้าคนพวกนี้ก็เป็หนึ่งในวัตถุดิบที่ต้องเก็บเกี่ยวในภารกิจลาดตระเวนทุกครั้งเช่นกัน ดังนั้นพอกริมทำภารกิจนี้เสร็จสิ้น ก็รีบจ้ำอ้าวไปตามทางเดินเล็กๆ ต่อทันที ไม่กล้าโอ้เอ้อยู่ที่นี่นาน
พูดตามตรง ที่นี่ถือเป็เขตอันตรายที่มีอัตราการตายของศิษย์เวทสูงที่สุดแล้ว!
เมื่อออกจากแปลงดอกไม้ที่เพาะเลี้ยงเห็ดหน้าคน ไม่นานกริมก็มาถึงเขตที่อยู่อาศัยของทารกปีศาจ
ทารกปีศาจ... คือสัตว์ประหลาดตัวเล็กที่มีร่างกายเหี่ยวแห้งลีบแบนเหมือนทารกมนุษย์ ด้านหลังยังมีสิ่งแปลกประหลาดคล้ายสายสะดือลากยาวออกมา พวกมันคลานสี่ขาอยู่บนพื้น แต่เวลาคลานกลับรวดเร็วปานบินได้ เสียงพูดคุยยิ่งเป็เสียงทารกร้องไห้ที่แหลมเล็กบาดแก้วหู
ทารกปีศาจเหล่านี้ไม่ใช่เด็กทารกจริงๆ แต่เป็สัตว์ประหลาดที่น่ากลัวยิ่งกว่า โดยกำเนิดมีสัญชาตญาณคล้ายวาจาสิทธิ์ กล่าวคือ คำพูดส่วนหนึ่งที่พวกมันพูดออกมาจะกลายเป็ความจริงภายใต้การสั่นพ้องของเจตจำนงอันแข็งแกร่ง... นี่มันแทบจะเป็วิชาอธิษฐานที่ไร้ข้อจำกัด!
น่าเสียดายที่พวกมันล้วนเป็สิ่งมีชีวิตชั่วร้ายที่มีจิตใจบิดเบี้ยวถึงขีดสุด ในใจอัดแน่นไปด้วยคำสาปแช่งและความเคียดแค้นชิงชัง ดังนั้นอย่าได้หวังว่าพวกมันจะมอบคำอวยพรที่สวยหรูอะไรให้ สิ่งที่เ้าจะได้รับมีเพียงคำด่าทอพรั่งพรูไม่ขาดสายและคำสาปแช่งอันเลวร้ายเท่านั้น
เมื่อทารกปีศาจหลายสิบตัวมารวมตัวกันและส่งคำสาปแช่งที่เลวร้ายที่สุดไปยังเป้าหมายหนึ่ง ต่อให้เป็หมีปฐีจอมถึกทน ก็ยังต้องถูกเจตจำนงที่ทับซ้อนกันเป็ชั้นๆ กัดกร่อนจนกลายเป็ก้อนเนื้อเหลว แล้วปล่อยให้พวกมันเชือดเฉือนตามใจชอบ
การเดินอยู่ท่ามกลางฝูงคนบ้าเช่นนี้ จำเป็ต้องมีจิตใจและเจตจำนงที่แข็งแกร่งแน่วแน่เหนืุ์จริงๆ ไม่เช่นนั้นเพียงชั่วจิบน้ำชา ก็อาจถูกพวกมันเลาะหนังเลาะกระดูก แม้แต่ิญญาก็ต้องตกไปอยู่ในกำมือพวกมัน กลายเป็หนึ่งในิญญาหลงทางมากมายในสวนเสียงกระซิบแห่งนี้
สัตว์อสูรชนิดพิเศษเหล่านี้ล้วนมีอาณาเขตเป็ของตัวเอง ไม่รุกล้ำข้ามแดนกันง่ายๆ ไม่เช่นนั้นาระหว่างสัตว์ประหลาดด้วยกันคงะเิขึ้นไม่เว้นวัน
กริมรีบเดินไปบนทางเดินเล็กๆ ภายในสวนดอกไม้และพงหญ้าที่รกร้างวังเวงรอบด้าน บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงแปลกประหลาดดังซุบซิบอยู่ทั่ว เขาไม่กล้าหยุดพักที่นี่ ทำได้เพียงใช้มือกุมเครื่องรางที่หน้าอกไว้แน่น ก้มหน้าก้มตาเดินจ้ำไปข้างหน้าอย่างเดียว
ในที่สุด ก่อนที่เสียงร้องไห้ของทารกอันแหลมเล็กบาดหูจะดังระงมเต็มสองหู กริมก็ได้พุ่งตัวออกจากสวนเสียงกระซิบ เลี้ยวเข้าสู่เส้นทางเล็กๆ อีกสายหนึ่งสำเร็จ
ในฐานะที่เป็ภารกิจประจำวันของศิษย์ลาดตระเวน การตรวจสอบความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรรอบหอคอยทุกๆ เจ็ดวัน และเก็บเกี่ยววัตถุดิบยาเวทบ้างตามสมควร นี่แทบจะเป็เนื้อหาทั้งหมดในการเดินทางครั้งนี้ของกริม
พื้นที่ที่เขากำลังลาดตระเวนอยู่นี้ ความจริงแล้วยังคงเป็เขตชั้นในของบึงเวทมนตรา ผู้บุกรุกภายนอกที่สามารถฝ่าเข้ามาถึงที่นี่ได้นั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย เพราะสัตว์อสูรที่เหล่าจอมเวทเพาะเลี้ยงไว้ล้วนมีอันตรายสูงมาก ต่อให้เป็ศิษย์เวทที่มีเครื่องรางเวทคุ้มกาย ก็ใช่ว่าจะรับประกันความปลอดภัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
พวกมนุษย์ธรรมดาที่คิดจะลักลอบเข้ามาขโมยทรัพยากรของจอมเวทที่นี่ ยิ่งเท่ากับเอาชีวิตมาทิ้ง พูดตามตรง ปุถุชนเ่าั้แค่จะฝ่าเขตชั้นนอกของบึงเวทมนตราเข้ามายังยากเลย
แต่เท่าที่กริมรู้ ในบาง่เวลา หอคอยเวทมนตร์จะจงใจปลดผนึกเขตชั้นนอกบางส่วน ถึงขั้นเป็ฝ่ายชักนำปุถุชนบางคนให้เข้ามาในส่วนลึกของบึง... และเวลานั้น โดยปกติแล้วก็คือ่เวลาแห่งความหรรษาที่สัตว์อสูรในเขตชั้นในเหล่านี้จะได้อิ่มหมีพีมัน!
หอคอยเวทมนตร์เป็หอคอยสูงทรงกลมขนาดใหญ่ สภาพภูมิศาสตร์รอบฐานหอคอยซับซ้อนอย่างยิ่ง การกระจายตัวของสัตว์อสูรยิ่งสลับซับซ้อน ดังนั้นการลาดตระเวนแต่ละครั้งต้องใช้ศิษย์เวทอย่างน้อยสองคน คนหนึ่งวนตามเข็ม อีกคนวนทวนเข็ม
พวกเขาต้องเดินทางผ่านเขตที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรส่วนใหญ่ตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ออกเดินทางจากประตูหน้าของหอคอย ไปกันที่ประตูหลัง เพื่อให้วงกลมกันสมบูรณ์ ภารกิจลาดตระเวนจึงจะถือว่าเสร็จสิ้น
ภารกิจลาดตระเวนแต่ละครั้ง สามารถมอบ แต้มความรู้ ให้พวกเขาสี่แต้มและเหรียญทองจำนวนหนึ่ง เมื่อเทียบกับภารกิจอื่นภายในหอคอย รางวัลแต้มความรู้นี้นับว่ามากมายมหาศาลแล้ว ทว่าถึงกระนั้น ศิษย์เวทจำนวนมากที่กระหายแต้มความรู้ก็ยังคงขยาดต่อภารกิจนี้และหลีกหนีให้ไกล
ไม่มีเหตุผลอื่น... อัตราการตายของภารกิจลาดตระเวนนั้นสูงที่สุดในบรรดาภารกิจของหอคอยอย่างแน่นอน! เป็ที่หนึ่งไม่มีสอง
การลาดตระเวนครั้งนี้ กริมเดินในเส้นทางทวนเข็ม ต้องฝ่าดงป่าต้นไม้สังหาร ฟาร์มเพาะเลี้ยงเห็ดหน้าคน และสวนเสียงกระซิบ เป็ต้น
ส่วนโทนี่ ศิษย์เวทอีกคนที่เดินเส้นทางตามเข็ม ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยกว่าเขาเท่าไหร่นัก เพราะจระเข้ั์บึงมรณะ แม่เฒ่าภูตผี และมารดาทารกกาฝากพวกนั้นก็ไม่ใช่พวกกินพืช!
โดยเฉพาะตอนเก็บไข่จระเข้และรังไหมหนอน จำเป็ต้องบุกเข้าไปในรังของพวกมัน ซึ่งทำให้ระดับความอันตรายของภารกิจลาดตระเวนพุ่งสูงขึ้นเป็ทวีคูณ ดังนั้นเมื่อกริมได้เห็นโทนี่ที่ประตูหลังของหอคอย ก็รู้สึกยินดีกับโชคของอีกฝ่ายจากใจจริง
ทั้งสองพบหน้ากันก็ไม่ได้พูดคุยอะไรมากนัก เพียงพยักหน้าให้กันเบาๆ แล้วเดินเข้าไปในหอคอย
ผู้ที่รอคอยพวกเขาอยู่ที่นี่คือหัวหน้าศิษย์เวท อันเค่อสั่ว หลังจากส่งมอบของภารกิจตามลำดับแล้ว ในอีกหกวันต่อจากนี้ทั้งสองคนถือว่าเป็อิสระโดยสมบูรณ์
ส่วนแต้มความรู้ที่เป็รางวัล หัวหน้าศิษย์เวทอันเค่อสั่วก็ได้ใช้วิธีพิเศษบันทึกลงในเครื่องรางเวทของทั้งสองคนเรียบร้อยแล้ว สำหรับเหล่าศิษย์แห่งหอคอยแล้ว เครื่องรางเวทความจริงก็เทียบเท่ากับบัตรประจำตัวประชาชนของพวกเขานั่นเอง