บทที่42
อยากสำรวจเมือง
เซี่ยอันอวี่นั่งนิ่งอยู่ภายในห้องโถงของเรือนไม้เก่าพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้ถึงแม้จะอบอุ่น แต่ในยามนี้กลับรู้สึกอึดอัดอยู่ในใจนางขมวดคิ้วแน่น ขณะที่ความคิดต่าง ๆ วนเวียนอยู่ในหัว
หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่เซี่ยอันอวี่ก็ตัดสินใจเด็ดขาด นางลุกขึ้นยืน ดวงตาทอประกายมุ่งมั่นก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากเรือนด้วยฝีเท้าที่มั่นคง
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูนางก็สูดลมหายใจลึก แล้วส่งเสียงเรียกออกไปดังลั่น
“หยางจื้อหลง!!”
เสียงใสแต่หนักแน่นของนางก้องกังวานไปทั่วบริเวณไม่ถึงครู่ ประตูรั้วไม้ของจวนเจ้าเมืองก็ถูกผลักออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่ก้าวฉับเข้ามาด้วยความคล่องแคล่ว
เขาคือ หยางจื้อหลงหนึ่งในสี่ขุนพลใต้บัญชาของหนานกงจิ่นอวี่ผู้รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยทั้งของจวนเจ้าเมืองและตัวนางโดยตรง
หยางจื้อหลงตรงเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าเซี่ยอันอวี่ท่าทางแข็งขันและเคร่งครัดตามแบบทหาร เขาประสานมือคารวะด้วยท่าทีเคารพก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ฮูหยินมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ?”
เซี่ยอันอวี่ไม่อ้อมค้อมนางกล่าวความต้องการของตนเองออกไปทันที ดวงตาทอประกายจริงจัง
“วันนี้ข้าต้องการออกไปสำรวจเมือง”
คำพูดนั้นทำให้หยางจื้อหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแววตาฉายชัดถึงความประหลาดใจ เขาทวนคำเสียงต่ำราวกับจะย้ำความแน่ใจ
“วันนี้เลยหรือขอรับ?”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารับอย่างไม่ลังเลริมฝีปากระบายยิ้มบาง ๆ แต่น้ำเสียงแฝงไปด้วยความแน่วแน่
“ใช่ วันนี้แหละข้าอยากออกไปเดินดูรอบ ๆ เมืองบ้าง อันใด...ข้าออกไปไม่ได้อย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงของนางเจือแววหยอกล้อเล็กน้อย
หยางจื้อหลงเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็รีบพยักหน้าตอบรับทันที สีหน้ากลับมาเคร่งขรึมดังเดิม
“แน่นอนว่าฮูหยินสามารถออกไปได้ขอรับเพียงแต่...” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ “ข้าจำเป็นต้องแจ้งท่านหวังจางเสียก่อนเพราะข้าต้องขอกำลังคนจากทางฝั่งนั้น มาร่วมคุ้มกันฮูหยินระหว่างสำรวจเมืองด้วย”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารับ เข้าใจในสิ่งที่หยางจื้อหลงกล่าวดีแม้ว่าเมืองกู่หลิงซาจะดูเงียบสงบ แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยไปเสียทั้งหมดโดยเฉพาะสำหรับสตรีเช่นนาง การมีคนคุ้มกันย่อมดีกว่าออกไปเพียงลำพัง
“เช่นนั้นก็ไปจัดการเถอะข้าจะรออยู่ที่นี่” เซี่ยอันอวี่เอ่ยสั้น ๆพร้อมกับหันกลับไปมองทิวทัศน์ทะเลทรายที่ทอดยาวอยู่ไกลลิบดวงตาเปี่ยมด้วยความตั้งใจ
หยางจื้อหลงประสานมือคารวะอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวออกจากจวนไปอย่างรวดเร็ว เพื่อดำเนินการตามคำสั่งของฮูหยินท่านแม่ทัพ
หลังจากที่หยางจื้อหลงจากไปเซี่ยอันอวี่ก็เพียงแค่นั่งรออยู่ภายในเรือนไม้อย่างสงบนิ่ง นางไม่ได้คาดหวังว่าทุกอย่างจะรวดเร็วขนาดนี้แต่ทว่ามันก็เป็นไปตามคำพูดของหยางจื้อหลงจริง ๆ
เพียงแค่หนึ่งเค่อผ่านไปเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นที่หน้าจวนเจ้าเมืองร่างของทหารกำยำประมาณสี่ถึงห้าคน ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าประตูรั้วพวกเขาสวมชุดเกราะหนังสีหม่น แม้จะเก่าและผ่านศึกมานักแต่ทุกย่างก้าวกลับแฝงไปด้วยระเบียบวินัยและความแข็งแกร่ง
ไม่นานนักร่างของหยางจื้อหลงก็รีบก้าวเข้ามาภายในเรือนเขาหยุดลงเบื้องหน้าเซี่ยอันอวี่ก่อนจะประสานมือแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฮูหยินเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้วขอรับ เชิญท่านได้เลย”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบเฉยนางลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามก่อนจะก้าวเดินตามหยางจื้อหลงออกไปจากเรือนไม้โดยไม่ลังเล
นี่นับเป็นครั้งแรก...ที่เซี่ยอันอวี่ได้ออกมาเดินสำรวจภายในเมืองกู่หลิงซาด้วยตนเองหลังจากที่เหยียบย่างเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้นางแทบจะไม่ได้ออกจากบริเวณจวนเจ้าเมืองเลยแม้แต่น้อย
ส่วนเหตุผลที่นางตัดสินใจออกมาในวันนี้นั้นง่ายดายยิ่งเพราะนางต้องการหาทางรอดให้กับตัวเอง!
แม้ว่าตอนนี้นางจะเริ่มต้นฝึกฝนพลังวิญญาณแล้วและมีสวนผักเล็ก ๆ เป็นแหล่งอาหารสำรอง แต่นั่นยังห่างไกลจากคำว่าปลอดภัยท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เซี่ยอันอวี่รู้ดีว่าหากเอาแต่เพาะปลูกและฝึกพลังรอวันตาย นางคงไม่มีโอกาสรอดพ้นฤดูคลั่งที่กำลังจะมาถึง
เพราะฉะนั้น...ต้องขวนขวาย!
นางเชื่อว่าภายในเมืองที่ดูเหมือนจะรกร้างและทรุดโทรมแห่งนี้อาจจะยังมีบางสิ่งที่สามารถหยิบฉวยมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรอุปกรณ์ หรือแม้แต่โอกาสเล็ก ๆ ที่จะทำให้นางสามารถยืดชีวิตของตนเองออกไปได้
เมื่อก้าวพ้นรั้วจวนออกมาสู่ถนนหลักของเมืองเซี่ยอันอวี่ก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมหยางจื้อหลงถึงต้องขอกำลังเสริมจากหวังจางให้ส่งทหารมาร่วมคุ้มกัน
เนื่องจากทหารภายใต้การดูแลของหยางจื้อหลงต้องรับหน้าที่สำคัญในการเฝ้าระวังอาณาเขตของจวนเจ้าเมืองอย่างเข้มงวดจึงไม่สามารถโยกย้ายกำลังพลออกมาติดตามนางได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้หยางจื้อหลงจึงจำเป็นต้องขอกำลังเสริมจากฝั่งของหวังจางเพื่อให้มีทหารเพียงพอสำหรับคุ้มกันเซี่ยอันอวี่ระหว่างการสำรวจเมืองในครั้งนี้
เซี่ยอันอวี่เดินออกจากจวนเจ้าเมืองไปอย่างสง่างามโดยมีหยางจื้อหลงคอยเดินประกบอยู่ด้านข้างและทหารร่างกำยำอีกสี่นายเดินตามประกบหลังสายตาของพวกเขาทั้งหมดจับจ้องไปยังทุกซอกมุมของถนนอย่างระแวดระวัง
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบกับผืนทรายและกำแพงเมืองที่แตกร้าวบรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบงันและความแห้งแล้งที่แผ่ซ่านไปทั่วเมืองกู่หลิงซา
ในขณะที่เดินสำรวจไปตามถนนสายหลักที่ทรุดโทรมเซี่ยอันอวี่ก็หันไปเอ่ยถามหยางจื้อหลงด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ แต่แฝงด้วยความสงสัย
“ภายในเมืองแห่งนี้...มีกำลังทหารคุ้มกันอยู่เท่าไหร่กันหรือ?”
คำถามนั้นไม่ได้เกิดจากความอยากรู้อย่างไร้เหตุผลแต่เพราะนางต้องการประเมินสถานการณ์ของตนเองในยามนี้ว่าอย่างน้อย...ความปลอดภัยของนางในเมืองรกร้างแห่งนี้จะมีมากน้อยเพียงใดหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา
โดยทั่วไปแล้วเรื่องจำนวนกำลังทหารถือเป็นข้อมูลสำคัญของกองทัพซึ่งไม่ควรเปิดเผยแก่ผู้ใดโดยง่าย แต่หยางจื้อหลงที่เดินอยู่ข้างกายกลับไม่ลังเลแม้แต่น้อย
สำหรับเขา...ฮูหยินคือผู้ที่ท่านแม่ทัพไว้วางใจอย่างที่สุดดังนั้น...จะมีเหตุผลใดที่เขาต้องปิดบัง
หยางจื้อหลงปรายตามองเซี่ยอันอวี่ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“เกี่ยวกับกำลังทหารภายในเมืองตอนนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนหลักๆ ขอรับ”
“ข้ามีทหารใต้บัญชาประมาณยี่สิบคนรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของจวนเจ้าเมืองและคฤหาสน์โดยรอบ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ
“ส่วนเหยียนฟางรับผิดชอบหน่วยลาดตระเวนภายนอกเมืองและพื้นที่รอบนอก มีทหารราว ๆยี่สิบคนเช่นเดียวกัน”
“และสุดท้าย...หวังจางดูแลความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยภายในเมือง มีจำนวนมากที่สุด ราว ๆหกสิบคนขอรับ”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้าช้า ๆแววตาฉายแววครุ่นคิด นางประมวลผลข้อมูลที่ได้ยินอย่างรวดเร็วภายในใจรู้สึกพอใจอยู่บ้างที่กำลังพลยังคงมีการจัดสรรอย่างเป็นระบบถึงแม้จำนวนจะดูน้อยนิดหากเทียบกับขนาดของเมืองแต่ก็ถือว่าพอเหมาะกับสถานการณ์ที่ผู้คนหลงเหลืออยู่เพียงเท่านี้