“ไอ้อันธพาล! แกปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้นะ ถ้าแกไม่ปล่อยฉันจะไปแจ้งความว่าแกลวนลามฉัน”
“โธ่...น้องสาวจ๊ะ อย่าพูดจาใจร้ายกับพี่ชายอย่างนั้นสิจ๊ะ พี่แค่เห็นว่าเธอมายืนดูนาฬิกาข้อมืออยู่ตั้งนานแล้วแต่เธอก็ไม่ตัดสินใจซื้อสักที อีกอย่างดูจากเสื้อผ้าที่เธอใส่ก็พอจะรู้แล้วว่าเธอคงทำงานได้เงินเดือนไม่มากเท่าไหร่ใช่ไหมล่ะ เอาอย่างนี้ดีไหมจ๊ะ พี่ชายจะซื้อนาฬิกาให้เธอเอาไปใส่เล่นๆ สักเรือน แต่มีข้อแม้ว่าคืนนี้เธอต้องไปเป็เพื่อนเที่ยวและต้องอยู่ดูแลพี่ทั้งคืน และถ้าพ้นคืนนี้ไปแล้วพี่ยังไม่เบื่อ พี่จะเลี้ยงดูเธอต่ออีกสักพัก รับรองว่าระหว่างที่เธอคบหากับพี่ พี่จะไม่ให้เธอต้องเดือดร้อนเื่เงินแม้แต่นิดเดียว”
“ฉันไม่ตกลงอะไรกับแกทั้งนั้น! ถ้าฉันจะซื้อนาฬิกาสักเรือนก็ต้องมาจากเงินของฉันเอง แต่ตอนนี้แกต้องปล่อยมือฉัน เพราะถ้าแกยังไม่ปล่อยฉันจะะโให้คนมาช่วย”
“อยากะโเหรอ ถ้าอย่างนั้นเธอก็ลองดูะโสิ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีใครกล้าเข้ามาช่วยเธอ เพราะถ้ามีใครถามขึ้นมาฉันก็จะบอกว่ามันเป็เื่ของผัวเมีย พูดแค่นี้ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งกับเราแล้ว”
“เื่ผัวเมียอย่างนั้นเหรอ! แก...แกอย่ามาพูดจามั่วๆ”
“ทำไม...ถึงกับเถียงไม่ออกเลยเหรอ” ผู้ชายคนนั้นหัวเราะอย่างชอบใจ “เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะน้องสาว พี่ไม่อยากเสียเวลาแล้ว เราไปหาที่เงียบๆ คุยกันตอนนี้เลยเถอะ”
หญิงสาวใจนหน้าซีด เธออยากร้องขอความช่วยเหลือจากคนในร้าน แต่ทุกคนกลับเอาแต่ก้มหน้าคล้ายว่าไม่อยากให้ตนเองมีปัญหา แต่เมื่อเธอมองไปที่ประตูแล้วเห็นว่าเป็ใครที่กำลังเดินเข้ามา เธอก็มีความกล้าเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน เธอสะบัดมือออกจากการเกาะกุมอย่างแรงแล้ววิ่งไปที่ประตู “คู่หมั้นฉันเดินมาโน่นแล้ว แกอย่าคิดที่จะมาทำลายชื่อเสียงของฉัน”
“ที่รัก! ในที่สุดคุณก็มาสักที ผู้ชายคนนี้พยายามที่จะลวนลามฉัน แถมเขายังพูดจาให้ร้ายเพื่อหวังจะทำลายชื่อเสียงของฉันอีก คุณต้องจัดการเขาให้ฉันนะคะ” จางเมี่ยวเจินจับแขนหลินเฉียงไว้แน่นก่อนที่เธอจะกระซิบกับเขา “คุณหลิน ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาจะอธิบาย แต่ฉันขอร้องให้คุณช่วยฉันจากผู้ชายคนนี้ทีนะคะ ฉันไม่เคยรู้จักกับเขามาก่อนจริงๆ ค่ะ”
หลินเฉียงได้ยินบทสนทนามาสักพักก็ทำให้เขาพอจะเข้าใจสถานการณ์ก่อนหน้านั้นบ้างแล้ว อีกทั้งผู้ชายอันธพาลคนนั้นก็เป็คนที่เขารู้จักเสียด้วย เขายิ้มแล้วตบไปที่หลังมือของหญิงสาวอย่างปลอบใจ “ไม่ต้องกลัวนะ มีผมอยู่ไม่มีใครทำร้ายคุณได้หรอก”
แค่คำพูดไม่กี่คำของหลินเฉียงกลับทำให้จางเมี่ยวเจินรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด เธอกับแม่มีกันแค่สองคน ไม่ว่าชีวิตที่ผ่านมาจะยากลำบากหรือประสบกับเื่ร้ายมาขนาดไหนก็ไม่เคยมีใครยื่นมือเข้ามาช่วย แต่เธอเอ่ยปากขอความช่วยเหลือกับหลินเฉียงแค่ครั้งเดียวเขาก็ตอบรับทันที ทำให้เธออดที่จะมองเขาด้วยดวงตาสั่นไหวไม่ได้
หลินเฉียงไม่ทันได้สังเกตเห็นสายตาของหญิงสาวที่มองมาที่ตนว่ามันเปลี่ยนไปมากขนาดไหนหากเทียบกับครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน เพราะเวลานี้ความสนใจของหลินเฉียงพุ่งไปที่ผู้ชายที่กำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาไม่เป็มิตรคู่นั้นมากกว่า
“นี่ไม่ใช่ไอ้คนจนที่เพิ่งถูกฉันยึดบ้านมาหรอกเหรอ” หวงเจ๋อเดินยิ้มเข้ามาหาหลินเฉียง “น้ำหน้าอย่างแกที่ไม่มีปัญญาแม้แต่จะหาเงินมาจ่ายหนี้ แต่แกกลับมีคู่หมั้นที่ทั้งสาวและสวยขนาดนี้ ถามจริงเถอะว่าถ้าได้แต่งงานกันจริงๆ แกจะเอาอะไรไปเลี้ยงเธอ”
จางเมี่ยวเจินมองไปที่หลินเฉียงอย่างไม่เข้าใจ หากหลินเฉียงไม่มีเงินแล้วใครจะมี เพราะคนจนที่ไหนจะซื้อรถจักรยานทีเดียวตั้งสี่คัน แล้วยังซื้อรถสามล้อถีบไปอีกสองคัน จากนั้นเธอก็หันไปมองหวงเจ๋อ “แกบอกว่าใครเป็คนจนนะ”
หวงเจ๋อได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มแล้วปรายตามองไปที่หลินเฉียงอย่างดูถูก “ก็ไอ้คนแซ่หลินที่ยืนอยู่ข้างเธอนั่นไง ฐานะที่บ้านของมันน่ะจนยิ่งกว่าอะไร มันคงไม่เคยบอกเธอสินะว่ามันเอาบ้านหลังเดียวของมันมาทำสัญญากู้ยืม แต่มันกลับไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ย จนตอนนี้บ้านหลังนั้นก็ตกมาเป็ของฉันแล้ว เป็ยังไง ฟังอย่างนี้แล้วเธอยังอยากจะใช้ชีวิตร่วมกับมันอยู่ไหม ตอนนี้เธอกับมันเป็แค่คู่หมั้น เธอเปลี่ยนใจมาเป็ผู้หญิงของฉันก็ยังทันนะ เพราะถ้าเธอยอมมาเป็ผู้หญิงของฉัน ฉันจะให้เงินเธอใช้สักเดือนละห้าสิบหยวน เสื้อผ้า รองเท้า หรือของใช้อะไรก็ตามที่เธออยากได้ ระหว่างที่คบกับฉัน ฉันจะซื้อให้เธอทั้งหมด”
จางเมี่ยวเจินกอดแขนหลินเฉียงไว้แน่น ต่อให้เธออยากมีชีวิตที่สุขสบาย แต่เธอก็ไม่คิดที่จะเอาร่างกายไปแลก เพราะการกระทำแบบนั้นถือเป็การไม่ให้เกียรติตัวเองอย่างร้ายแรง เธอพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “ต่อให้แกจะรวยล้นฟ้าแต่ฉันก็ไม่มีวันที่จะไปกับแก ฉัน้าแค่คู่หมั้นของฉันคนเดียวเท่านั้น”
หลินเฉียงรีบก้มลงมองหญิงสาว หัวใจของเขาเวลานี้มันเต้นแรงจนบอกไม่ถูก เขาอดไม่ได้จึงกระซิบถาม “คุณจริงจังหรือเปล่า”
“จริงจังสิ” จางเมี่ยวเจินตอบออกไปอย่างไว แต่เมื่อนึกขึ้นได้ ใบหน้าของเธอก็รู้สึกเห่อร้อน เธอรีบแก้ไขคำพูดแต่น้ำเสียงของเธอกลับไม่มั่นคงเหมือนก่อนหน้านี้ “ก็...ก็แค่อารมณ์มันพาไป คุณ...คุณอย่าเข้าใจผิด”
“แล้วถ้าผมอยากเข้าใจผิดล่ะ” หลินเฉียงถามต่อ มีชีวิตมาสองชาติภพ เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหน ต่อให้เขาจะไม่เคยมีคนรักมาก่อนก็ตาม แต่เขาก็ยังเข้าใจว่าอาการแบบนี้มันบ่งบอกว่าเขากำลังจะมีความรักชัดๆ
“มัน...มันใช่เวลาที่คุณจะมาสนใจเื่พวกนี้หรือไง” จางเมี่ยวเจินรีบซ่อนหน้าด้วยความอาย
หลินเฉียงอมยิ้มก่อนจะแสร้งกลับไปตีหน้าขรึมแล้วจ้องไปที่หวงเจ๋อ “แกได้ยินแล้วใช่ไหม ต่อให้ฐานะของฉันจะเป็ยังไงแต่เธอก็ไม่คิดที่จะทิ้งฉัน ฉะนั้นั้แ่วันนี้แกอย่ามาเสนอหน้าใกล้ๆ คู่หมั้นของฉันอีก และอย่าคิดว่าแกจะเอาฐานะที่ร่ำรวยของแกไปวางอำนาจข่มเหงใครได้ เพราะฉันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนหนุนหลัง ไม่เชื่อแกก็หันออกไปมองดูข้างนอกสิว่ามีใครที่คอยคุ้มครองฉันอยู่”
หวงเจ๋อยิ้มเยาะ เขาไม่เชื่อคำพูดของหลินเฉียงเลยสักนิด เพราะคนจนๆ อย่างหลินเฉียงน่ะหรือจะมีคนหนุนหลัง แต่เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนที่หลินเฉียงอ้างถึงเป็ใคร หวงเจ๋อจึงเบนสายตามองออกไปที่นอกร้าน
“หัวหน้าหวัง! แกรู้จักหัวหน้าหวังอย่างนั้นเหรอ” หวงเจ๋อสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที ชื่อเสียงของหัวหน้าหวังที่เป็คนเด็ดขาดและไม่กลัวใครนั้นเขาได้ยินมาเยอะแล้ว อีกทั้งการที่คนคนหนึ่งจะขึ้นมาเป็หัวหน้าสถานีรับซื้อของป่าของทางการได้ นั่นก็หมายความว่าคนคนนั้นต้องมีคนใหญ่คนโตคอยสนับสนุนอยู่เื้ั
เพราะสถานีรับซื้อของป่ามีเงินสดหมุนเวียนในแต่ละวันเป็หลายแสนหยวน แล้วทางการจะส่งคนที่มีสถานะธรรมดาที่ไหนให้มาดูแลสถานที่สำคัญแบบนี้กัน แต่ถึงอย่างนั้นหวงเจ๋อก็ยังอยากพิสูจน์ความจริง บางทีหัวหน้าหวังอาจมายืนอยู่ที่หน้าสถานีรับซื้อของป่าซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับร้านขายนาฬิกาพอดีเท่านั้น หลินเฉียงก็เลยคิดจะใช้โอกาสนี้มาแอบอ้าง “เหอะ...อย่างแกนี่นะจะรู้จักกับหัวหน้าหวัง ถ้าแกรู้จักหัวหน้าหวังจริงแกก็เดินไปทักทายเขาให้ฉันเห็นสิ”
หลินเฉียงหันไปมองหลินฉีหนิง “ฉีหนิง นายไปบอกหัวหน้าหวังทีว่าอีกสองวันฉันจะไปหาเขา”
หลินฉีหนิงพยักหน้าก่อนจะวิ่งออกไปหาหัวหน้าหวัง
หวงเจ๋อมองตามก็เห็นหลินฉีหนิงยืนพูดกับหัวหน้าหวังแค่ไม่กี่ประโยค หัวหน้าหวังก็หันกลับมายิ้มและเขาก็ไม่ลืมที่จะโบกมือทักทายหลินเฉียงด้วยท่าทางสนิทสนม ซึ่งหลินเฉียงก็โค้งศีรษะเพื่อเป็การตอบรับหัวหน้าหวังเช่นกัน
“แกยังอยากพิสูจน์อะไรอีกไหม” หลินเฉียงถาม
หวงเจ๋อได้แต่กัดฟันเพื่อข่มความไม่พอใจ พ่อของเขากำลังจะวางมือจากธุรกิจเงินกู้แล้วหันไปเปิดกิจการขึ้นมาสักอย่าง เพราะตอนนี้เริ่มมีคนคิดที่จะไปแจ้งความเอาผิดหาว่าพ่อของเขาบังคับให้ลูกหนี้ทำสัญญาเงินกู้อย่างไม่เป็ธรรมบ้างแล้ว ดังนั้นเขาจะทำให้เื่ของตัวเองไปกระทบกับแผนการของพ่อไม่ได้ เขาพูดประโยคทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป “วันนี้ถือว่าแกโชคดีไปก็แล้วกัน”
“หวงเจ๋อ! แกจำไว้นะว่าเจินเจินเป็คู่หมั้นของฉัน ต่อไปนี้แกอย่างมาสร้างความลำบากใจให้เธอเป็อันขาด” หลินเฉียงก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุดเข้ม แม้ความจริงเขาจะต่อยตีไม่เก่งหรือจะเรียกได้ว่าที่ผ่านมาเขาเคยเป็แค่กระสอบทรายให้คนอื่นเท่านั้น แต่เขาก็ยังอยากแสดงด้านที่กล้าหาญให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกันได้เห็น เพราะต่อให้เขาจะสู้หวงเจ๋อไม่ได้ แต่เขายังมีเ้าเสี่ยวเฮย
เมื่อเห็นว่าหวงเจ๋อเดินออกไปแล้ว จางเมี่ยวเจินถึงกับถอนหายใจโล่ง “ขอบคุณนะคะคุณหลิน ถ้าไม่ได้คุณก็ไม่รู้ว่าฉันจะสลัดคนเลวคนนั้นออกไปได้ยังไง”
“เขาทำแบบนี้กับคุณบ่อยเหรอครับ”
“เมื่อก่อนเขาแค่พูดกับฉันค่ะ ส่วนฉันก็ทำเป็ไม่สนใจแล้วเดินหนี แต่ครั้งนี้เขากลับกล้ามาจับแขนฉัน ฉันก็เลยรู้สึกกลัวขึ้นมา แต่พอเห็นคุณเดินเข้ามาฉันก็เลยถือวิสาสะเรียกคุณว่าคู่หมั้น คุณอย่าถือสาฉันเลยนะคะ” จางเมี่ยวเจินมองหลินเฉียงอย่างละอายใจ “แต่คำพูดของฉันอาจทำให้คนรักหรือไม่ก็อาจทำให้ภรรยาของคุณเข้าใจผิด ถ้าคุณจะให้ฉันไปอธิบายให้เธอฟัง คุณก็บอกฉันมาได้เลยนะคะ”
หลินเฉียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ถ้าคุณอยากถามว่าผมมีคนรักหรืออยากถามว่าผมแต่งงานแล้วหรือยัง คุณก็ถามผมมาตรงๆ ได้เลยครับ ไม่ต้องอ้อมค้อมขนาดนี้ก็ได้ ขอแค่คุณถามมาผมก็จะตอบตามความจริงทุกอย่างโดยจะไม่โกหกคุณแม้แต่คำเดียว”
จางเมี่ยวเจินสบตากับหลินเฉียงก็ต้องหน้าแดงขึ้นมาอีกครั้ง “ใครจะไปอยากรู้ว่าคุณมีคนรักหรือว่าคุณแต่งงานแล้วกันล่ะคะ เอาเถอะ...ต่อให้คุณจะมีหรือไม่มีคนรักมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน แต่ถึงยังไงฉันก็ยังอยากจะขอบคุณคุณอยู่ดี”
“เมื่อเช้าตอนที่เราเจอกันที่ร้านขายรถจักรยาน ผมไม่ยักรู้ว่าคุณจะเป็คนขี้อายแบบนี้” หลินเฉียงอดไม่ได้ที่จะหาเื่สนทนา บอกตามตรงยิ่งเห็นท่าทางเขินอายของเธอเขาก็ยิ่งอยากทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้น
“ฉัน...ฉันไม่ใช่คนขี้อายเสียหน่อย” คราวนี้นอกจากแก้ม จางเมี่ยวเจินรู้สึกว่าใบหูกับลำคอของเธอก็คงจะแดงไปหมดแล้ว “ฉันขอตัวก่อนนะคะ ถ้ามีโอกาสฉันจะเลี้ยงข้าวคุณเป็การตอบแทน”
จางเมี่ยวเจินพูดจบก็รีบวิ่งออกจากร้านขายนาฬิกาไป โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าสายตาที่หลินเฉียงมองตามหลังเธอนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเพียงใด
ถังเจี้ยนกั๋วกับหลินฉีหนิงที่ยืนดูเหตุการณ์มาั้แ่ต้นต่างหันมาสบตากันแล้วยิ้ม คาดว่าอีกไม่นานครอบครัวหลินคงจะได้จัดงานมงคลแล้ว