อารมณ์...ความรู้สึก...เหมือนล่องลอยออกจากตัวแป้งร่ำเหมือนเดินตัวลอย ไร้เรี่ยวแรงจะเดิน เธอเป็นคนคิดมากและตอนนี้ก็คิดไปไกลเหลือเกิน จึงส่งผลให้ความขัดแย้งในจิตใจก่อตัวเป็นระยะ
แม่เธอต้องไม่เป็นอะไร...แม่เธอต้องปลอดภัย
ภาพแรกที่เจอปิ่นมุกหน้าห้องฉุกเฉิน...ทำให้แป้งร่ำแข้งขาแทบทรุดเข่าดูจะอ่อนไร้แรงยืน จนชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายต้องช่วยพยุงตัวเพราะเสื้อผ้าของน้องสาวเธอนั้นเต็มไปด้วยคราบเลือด...ยิ่งเห็นดวงตาเปียกชื้นของน้องสาวมันยิ่งทำให้หญิงสาวแทบอยากจะกรีดร้องแต่น้ำตามันกลับเหือดแห้งไปจนไม่มีหลั่งรินสักหยด
“แม่เป็นยังไงบ้างปิ่น”เธอเอื้อมไปจับมือน้องสาว สัมผัสจากมือนั้นเย็นเยียบพลอยทำให้มือเธอนั้นสัมผัสความหนาวเหน็บเข้ามาเกาะกินไปทั้งร่าง
“แม่...แม่ยังอยู่ในห้องไอซียูอยู่เลย” ปิ่นมุกยังคงสะอื้นไห้
แป้งร่ำเช็ดคราบน้ำตาน้องสาวต่างคนต่างโผกอดเข้าหากัน เธอรู้ดีว่าปิ่นมุกนั้นอ่อนแอกว่าเธอหลายเท่านักฉะนั้นเธอควรจะทำตัวให้เข้มแข็ง ไม่แสดงความอ่อนแอต่อหน้าน้องสาว
“ไม่เป็นไรหรอกปิ่น...แม่เราจะต้องปลอดภัย”
คำปลอบโยนระหว่างกัน...อย่างไรเสียก็คงหนีไม่พ้นความจริงทุกข์ใดเล่าจะเจ็บปวดเท่ากับการสูญเสีย ยิ่งเป็นคนที่รักเท่าชีวิตสายเลือดสายใยที่ห่อห้อมมาตั้งแต่เกิด ทุกข์นั้นมันรวดเร็วเกินกว่าที่จะรับได้ก็ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครทันได้ตั้งตัว ทุกอย่างเป็นเรื่องกะทันหัน
ปิ่นมุกเล่าถึงอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นระหว่างที่เธอกับคุณกาญจนาขับรถลงมาจากเชียงใหม่วิ่งจากถนนเส้นหลักเข้าสู่ถนนสายรองช่วงที่กำลังเข้าเขตกรุงเทพฯแต่จู่ๆรถบรรทุกคันหนึ่งก็ขับรถกินเลนจนเบียดเข้าข้างตัวรถ...ความตกใจทำให้ปิ่นมุกหักหน้ารถเข้าข้างทางเสียงชนโครมกับเสาไฟฟ้าริมทางดังสนั่น หน้ารถยุบไปครึ่งคันนั่นยังไม่เท่ากับด้านข้างคนขับครูดเป็นรอยและตัวรถก็บุบเข้าไปแรงอัดจากความเร็วรถ ทำให้คุณปรารถนาซึ่งนั่งเบาะหน้าคู่คนขับถึงกับหมดสติไปในวินาทีนั้น
วินาทีเป็นตายเท่ากัน...ลมหายใจของคุณปรารถนาถูกยื้อยุดด้วยชุดหน่วยกู้ภัยซึ่งมาในช่วงเวลาห่างจากเกิดเหตุไม่นาน ปิ่นมุกที่สะลึมสะลือกึ่งหลับกึ่งตื่นดวงตาพร่ามัวจึงไม่รู้ว่าช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร จนมารู้สึกตัวอีกทีที่โรงพยาบาล
ปิ่นมุกปลอดภัยราวกับมีปาฏิหาริย์ แต่โชคไม่ได้เข้าข้างมารดาของสองสาวคุณปรารถนายังอยู่ในห้องไอซียู ยังไม่พ้นขีดอันตรายและมันก็คงไม่เกิดปาฏิหาริย์ซ้อนขึ้นอีกครั้งเมื่อคุณหมอหนุ่มเดินออกมาจากห้องไอซียู นำหน้าพยาบาลสองคนและบุรุษพยาบาลที่เดินตามหลังออกมาพร้อมกับรถเข็นของผู้ป่วย บนนั้นมีร่างหนึ่งที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง โดยมีผ้าสีขาวผืนใหญ่คลุมตั้งแต่ศีรษะลงไปจนจดปลายเท้า
แป้งร่ำลุกขึ้นยืนยอมรับว่าตอนนี้ตัวเองขาแข็ง ไม่มีแม้แต่แรงจะก้าวเดิน คำถามที่วิ่งวนในหัวก็ไม่อาจจะหลุดออกจากปากไปแม้แต่คำเดียวในใจคิดเพียงแค่ว่าร่างที่นอนไร้ลมหายใจตรงหน้า ต้องไม่ใช่มารดาของเธอ
เสียงของปิ่นมุกเหมือนร่ำไห้อยู่ข้างหูน้องสาวเธอวิ่งเข้าไปยังร่างสงบนั้นแค่นี้ก็บ่งบอกถึงสัญชาตญาณการรับรู้ในความเป็นแม่ลูก...ร่างที่ไร้ลมหายใจภายใต้ผ้าขาวนั้นคงไม่ใช่ใครอื่น
ปิ่นมุกสะอื้นตัวโยนทรุดเข่าลงกับพื้นเมื่อเลิกผ้าขึ้น คราวนี้ภาพมารดาของเธอชัดแจ้งเต็มสองตาเสียงร่ำไห้ที่จุกอยู่กลางอก แม้เงียบไปราวครึ่งชั่วโมงก่อนแต่ตอนนี้มันพุ่งพรวดจนแทบสำลักทางดวงตา
ไม่ใช่...ต้องไม่ใช่มารดาของเธอแป้งร่ำพูดคำนี้อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ความจริงย่อมเป็นความจริง...มารดาของเธอเสียแล้ว
มีใครช่วยหยิก...ช่วยตีเธอสักทีได้ไหม...เธออยากตื่นจากฝันร้าย
แป้งร่ำถอนเท้ากลับมาหนึ่งก้าวแล้วก็ชนเข้ากับร่างสูงขางนายตำรวจหนุ่มไม่รู้ทำไมตัวเองจึงหมุนตัวกลับมา พร้อมกับซบหน้าลงบนแผงอกกว้างนั้นประหนึ่งว่าสนิทสนมคุ้นเคย ได้ยินคำปลอบโยนจากเขาไม่กี่คำแต่นั่นก็ไม่เท่ากับมือใหญ่ที่กำลังลูบผมเธออยู่
เหมือนกับมีมนต์สะกด...ดึงเอาน้ำใสขึ้นมาจากบ่อกักเก็บจนพรั่งพรูไม่ขาดสาย
“ร้องเถอะครับ...ร้องซะให้พอ...ผมเข้าใจคุณ”
.......................................
แม้จะบอกกับตัวเองว่าต้องเข้มแข็งแต่พอเอาเข้าจริง ปิ่นมุกกลายเป็นคนที่โทรศัพท์ไปบอกคุณปรัชญาผู้เป็นพ่อซึ่งตอนนี้ปลดเกษียณจากอายุราชการเรียบร้อยและกำลังดูแลบ้านช่องตามประสาคนสูงวัยที่นอนกินเงินบำเหน็จบำนาญ
ปิ่นมุกกลั้นใจอยู่นานกว่าจะเรียบเรียงคำพูดแล้วบอกกับบิดาน้ำเสียงที่สั่นเครือทำเอาคุณปรัชญาซักไม่หยุด ว่าเกิดเหตุใดขึ้น ไม่ต้องบอกตัวปิ่นมุกก็พอรู้ว่าบิดาของเธอนั้นแทบล้มทั้งยืนแต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อจะช้าหรือเร็ว ความจริงก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
ระหว่างที่รอคุณปรัชญานั่งเครื่องลงมาจากเชียงใหม่บิดาของหญิงสาวทั้งสองคนจึงแนะนำให้โทรศัพท์หาคุณกาญจนาเพื่อแจ้งข่าวร้ายนี้ให้ทราบ
แม้ไม่กี่ชั่วโมงก่อนแป้งร่ำเพิ่งจะออกจากบ้านคุณกาญจนามาก็ตามและเรื่องของหัวใจที่ยังรกเรื้อกับลูกชายของผู้สูงวัยก็ยังค้างคาอยู่แต่ยามนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่บิดาเธอพอจะพึ่งพิงและไว้ใจที่สุดก็คือคุณกาญจนา
แป้งร่ำเป็นคนต่อสายหาคุณกาญจนาเองเธอรู้ตัวว่ายากเกินจะเรียบเรียงคำพูด จึงเดินห่างออกมาจากน้องสาวกับนายตำรวจหนุ่ม
ทันทีที่คุณกาญจนารับสายน้ำเสียงฝั่งนั้นรู้สึกดีใจที่เธอโทรศัพท์หา “ไปไหนมาล่ะหนูแป้งน้ากำลังจะโทรหาหนูพอดี น้ารู้สึกเป็นห่วงหนูจัง...นี่ก็โทรหาแม่ของหนูอยู่ว่าจะนัดกันไปทานข้าวตอนเย็น แต่โทรเท่าไหร่ก็ไม่ติดไม่รู้แม่หนูแป้งมาถึงกรุงเทพฯรึยังจ๊ะ”
คำพูดที่สื่อถึงความเอ็นดูและเป็นห่วงพรั่งพรูออกมาต่อเนื่อง ทว่าคำถามของคุณกาญจนา มันไม่อาจพูดเป็นคำตอบออกมาได้คล้ายกับคำพูดนั้นกลายเป็นก้อนดินเหนียว ขวางลำอยู่ที่หลอดเสียงมันตีบตื้นจนเส้นเสียงนั้นตีบตัน
“คุณน้าคะ...หนู”
“เป็นอะไรจ๊ะหนูแป้ง...เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า”ผู้สูงวัยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเพิ่มพูนขึ้น เมื่อเสียงของเธออึกอักเป็นระยะ
“คุณน้าคะ...แม่ของแป้ง...แม่ของแป้งเสียแล้ว”
สิ้นคำ...เหมือนปริ่มเจียนว่าจะขาดใจทำไมเวลาที่ต้องบอกใครอื่นว่ามารดาของตนไร้ลมหายใจแล้วมันถึงได้ยากเย็นและเจ็บปวดเช่นนี้
ปลายสายคงจะช็อกเช่นกัน...ถึงได้เงียบเสียงไปมีแต่เสียงลมหายใจลอดผ่านทางโทรศัพท์แป้งร่ำพยายามเต็มที่ที่จะสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้ ยกมือเอาโทรศัพท์แนบหูอีกครั้งเธอได้ยินคำถามจากคุณกาญจนารัวเร็ว แต่เธอก็ตอบไปตามที่พอจะจับคำถามเหล่านั้นได้
แล้วเธอก็วางสาย...คุณกาญจนารับรู้แล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับเธอกำลังเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวเธอ สิ่งที่เธอทำได้ตอนนี้ก็คือ...รอ
ร้อยตำรวจโทก้องภพเดินเข้ามาเมื่อเห็นว่าเธอวางสายเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวหันไปสบตากับเขาเพียงแวบหนึ่งก่อนจะผินหน้าออกไปนอกหน้าต่าง
เรื่องของตำรวจหนุ่มนายนี้แม้จะยังคาใจว่าเขาเป็นใคร คำตอบยังไม่ปรากฏเป็นคำพูดแต่เธอก็หมดความสนใจไปชั่วขณะ เพราะอารมณ์ยามนี้เรื่องของมารดามันหนักหน่วงเกินกว่าที่หญิงสาวบอบบางอย่างเธอจะรับไหว
“พอดีนายโทรตามนะครับ...ผมจำเป็นต้องกลับไปที่โรงพัก”เขาเว้นวรรคไปช่วงหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ เหมือนกับว่ามันยากเย็นที่จะเอ่ย “คุณแป้งอยู่ได้ใช่ไหมครับ”
หญิงสาวซาบซึ้งในน้ำใจเขาเป็นอย่างยิ่ง...มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นเธอรู้สึกเหมือนกับว่าเขาเป็นห่วง...เธอทำได้แค่ฝืนยิ้มออกไป
“ฉันอยู่ได้...คุณไปทำงานเถอะ...ขอบคุณมากนะคะที่อุตส่าห์ขับรถมาส่งฉันถึงที่นี่ไม่อย่างนั้นป่านนี้ฉันก็อาจจะเป็นคนที่ไปนอนอยู่ข้างแม่แล้วก็ได้”ดวงตากลมโตรื้นหยดน้ำใสขึ้นอีกครั้ง เมื่อพูดถึงมารดา
“อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ...ผมรู้ว่ามันเจ็บปวดเวลาที่ต้องสูญเสียคนที่เรารัก” เขาพูดเพราะเข้าใจแก่นแท้ของความเจ็บปวด“แต่คุณแป้งต้องเข้มแข็งไว้นะครับ”
“ฉันจะพยายาม”
“คนที่จากไปแล้ว...ถือว่าเขาไปสบายเราที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างหาก ที่เป็นฝ่ายเจ็บปวด” จบประโยคเขากลับเบนหน้าหลบเธอ
แป้งร่ำแอบเห็นวินาทีนั้นแต่ก็ไม่ทันคิดได้ลึกซึ้งว่าคำพูดของชายหนุ่มมีความหมายโดยนัยแฝงไว้...เธอกล่าวขอบคุณเขาซ้ำโดยที่ลืมเรื่องราวกับคำพูดของเขาเสียสนิทใจ
นายตำรวจหนุ่มยื่นนามบัตรส่วนตัวของเขาไว้ให้เธอพร้อมเอ่ยกำชับอีกครั้ง “โทรหาผมได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องเกรงใจนะครับ”
“ในฐานะตำรวจที่ช่วยเหลือประชาชนเหรอคะ”แป้งร่ำถามไม่จริงจังนัก
แต่คนถูกถามกลับมีสีหน้าแช่มชื่นบอกไม่ถูก“ในฐานะคนเคยรู้จักกันน่าจะเข้าท่ากว่า”
“คะ...ตกลงฉันกับคุณเราสองคน...” ยังพูดไม่ทันจบประโยคเสียงของปิ่นมุกก็นำมาก่อนพร้อมเรียกขานชื่อเธอชายหนุ่มตรงหน้าจึงถือโอกาสขอตัวกลับอีกครั้ง
ก้องภพค้อมศีรษะให้ปิ่นมุกที่เดินมาถึงก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้สองสาวทั้งคู่อีกครั้งแล้วเดินหายไปจากทางเดินที่ทอดยาวบนอาคาร
“ใครกันคะพี่แป้ง...ปิ่นว่าจะถามอยู่ ไม่เห็นพี่แป้งแนะนำ”
แป้งร่ำยิ้มจืดชืด...ไม่ตอบคำถามของน้องสาวหากแต่ถามกลับ “มีอะไรหรือเปล่า”
“น้ากาญมาแล้วค่ะ...ปิ่นเลยเดินมาตาม”
แป้งร่ำลุกตามน้องสาวเดินย้อนกลับไปยังที่นั่งเดิมหน้าประตูห้องฉุกเฉินอีกครั้ง...กลับไปเพื่อจะพบว่าอย่างไรเสียร่างของมารดาที่ถูกเข็นออกมาจากห้องไอซียูเมื่อครู่ก็ยังคงนอนไร้ลมหายใจเช่นเดิม...กลับไปเพื่อจะพบว่า อยากจะให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ฝันร้ายไม่ใช่เรื่องจริง
................................................