เซียวเจิ้งแบกกระเป๋าเดินทาง ล่องลอยไปตามถนนเหมือนิญญาเร่ร่อน ดูน่าสมเพชเวทนาเป็อย่างยิ่ง แม้แต่สายลมในฤดูร้อนที่พัดโชยผ่านมาก็ยังกลั่นแกล้งพัดเสียดผ่านิัของเขาอย่างโหดร้ายทารุณ
หลังจากที่ซื้อเบียร์หนึ่งขวดมาจากร้านสะดวกซื้อ เซียวเจิ้งก็เลือกนั่งลงบนม้านั่งภายในพลาซ่าย่านธุรกิจที่อยู่ไม่ไกลกัน เขาดื่มเบียร์เย็น ๆ เข้าไปอย่างรีบร้อน รับรสขมฝาดอย่างรุนแรงเข้าไปในลำคอ
เซียวเจิ้งเป็เด็กกำพร้า ถึงแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในเมืองิจูั้แ่เด็ก แต่เขาก็ไม่มีญาติมิตรให้พึ่งพาอาศัย มีเพียงผู้อำนวยการของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าผู้แก่ชราเท่านั้นที่ปฏิบัติต่อเขาเป็อย่างดี ถึงขั้นยอมควักกระเป๋าตัวเองเพื่อส่งเสียให้เขาได้เรียนหนังสือ
แต่ใน่มัธยมปลายปี 3 เซียวเจิ้งผู้มีผลการเรียนดีเยี่ยม และติดอันดับต้น ๆ ของโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำในเมืองนั้นพบว่า ผู้อำนวยการที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ใช้เวลาว่างไปกับการหาเงินเพื่อเป็ทุนการศึกษาให้เขา เื่นี้ได้กระตุ้นความเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของเซียวเจิ้งที่ยังเป็เด็กคึกคะนอง เขาตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนก่อนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในตอนนั้นผู้อำนวยการโกรธมากจนแทบจะทุบตีเขาให้ตาย และยังด่าเขาด้วยความจงเกลียดจงชังว่า ‘ชีวิตนี้แกไม่มีทางหลุดพ้นไปจากคำว่าเศษสวะได้หรอก!’
เซียวเจิ้งไม่ถือโทษโกรธเคืองผู้อำนวยการเลย กลับกัน ถ้าเขาเป็ผู้อำนวยการ เขาก็คงจะทุบตีตัวเองให้ตายคามือด้วยความโกรธไปแล้ว
ต่อมาเซียวเจิ้งก็เข้าร่วมในกองทัพ กลายมาเป็ทหารผู้มีเกียรติ ตอนที่อยู่ในกองทัพ เซียวเจิ้งมีความสามารถอันโดดเด่นและครอบคลุมทุกด้านทำให้ได้รับการยกย่องจากผู้นำ เขายังได้รับคำชมว่าเป็ต้นกล้าชั้นดีที่ใน 10 ปีจะมีให้เห็นสักคนหนึ่งในวงการทหาร ต้องปลูกฝังให้ดี
แต่สิ่งดี ๆ กลับไม่จีรังยั่งยืน ในงานแข่งขันศิลปะการต่อสู้ภายในเขตทหาร เดิมทีเซียวเจิ้งเป็แชมป์ที่ได้รับความนิยมเป็อย่างมาก แต่เพราะว่าใช้อารมณ์เป็ที่ตั้ง เซียวเจิ้งไปทำร้ายลูกหลานของคนใหญ่คนโตที่มีประวัติฉาวโฉ่เข้า หากไม่ใช่เพราะว่าผู้นำพยายามออกโรงปกป้องเขาอย่างเต็มที่ เขาก็คงจะติดคุกหลายปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น เส้นทางในวงการทหารของเขาก็ต้องมาถึงจุดสิ้นสุด ในตอนนั้นเซียวเจิ้งเพิ่งจะอายุ 19 ปีเท่านั้น
หลังจากนั้น เซียวเจิ้งก็ทิ้งชีวิตในเมืองิจูไปนานหลายปี เขาข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังต่างประเทศ ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองเพื่อจุดประสงค์เดียว นั่นก็คือหาเงิน!
ผู้อำนวยการแก่ชราลง สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ทรุดโทรมลงเช่นกัน ถ้าหากไม่มีเงินทุนจำนวนมากมาอัดฉีด ถึงแม้ว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้จะไม่ได้ใหญ่โต แต่สถานที่ที่ผู้อำนวยการใช้เืเนื้อของตัวเองอุทิศมาทั้งชีวิตก็จะต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุบังเอิญ เขาและลิงจากตงเป่ย สี่ตาจากเยียนจิง ปืนใหญ่จากเยอรมนี อาชารูปงามจากอังกฤษ และติน่าจากสหรัฐอเมริกาผู้มีความฝันเดียวกันได้ก่อตั้งทีมนักล่าขึ้นมา พวกเขาแยกตัวออกไปหาเงินอย่างยากลำบากจนเืตาแทบกระเด็น
5 ปีที่ผ่านมา พวกเขาตระเวนไปยังป่าฝนเขตร้อนและทะเลทรายโกบีที่สามารถย่างคนให้สุกได้ แม้ว่าจะต้องฝ่าดงะุและเขม่าควันจากปืนใหญ่ พวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อ เฝ้าตระหนักถึงคุณค่าและความฝันของตนเองเสมอมา ถึงแม้ว่าจะสร้างความขุ่นเคืองให้กับคนบางส่วน แต่ก็สามารถช่วยเหลือคนยากไร้ที่อยู่เบื้องล่างของสังคมได้
ใน่ 5 ปีนี้ เซียวเจิ้งคอยส่งเงินไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยไม่เปิดเผยตัวตนอย่างสม่ำเสมอ เขาเปลี่ยนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่สามารถรับรองคนได้เพียงไม่กี่สิบคน ให้กลายเป็สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าการกุศลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองิจู เพราะเหตุนี้ผู้อำนวยการจึงได้รับการยกย่องจากคนในทุกสาขาอาชีพ และยังได้ชื่อว่าเป็คนที่มีเมตตามากที่สุดในเมืองิจู ชายชราจึงสามารถเข้านอนไปพร้อมกับรอยยิ้มและตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุข
เมื่อสองเดือนก่อน หลังจากที่เซียวเจิ้งทำภารกิจสุดท้ายเสร็จสิ้น เขาก็ตัดสินใจลามือจากวงการ จากนั้นจึงแบ่งเงินออมที่เก็บสะสมมานานหลายปีออกเป็ 30 ส่วน และอัดฉีดเงินทุนเข้าไปในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็ประจำทุกปี
ถึงแม้ว่าผู้อำนวยการจะมีชีวิตอยู่จนถึง 100 ปี ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินมาอุปการะเด็กกำพร้า และมาปรนเปรอในชื่อเสียงจอมปลอมของตัวเอง แน่นอนว่าถ้าผู้อำนวยการเฒ่าคนนั้นไม่หน้าด้านมีชีวิตอยู่จนถึง 110 ปีล่ะก็นะ.......
ไม่ว่ายังไงเซียวเจิ้งก็จะไม่ปรากฏตัวในวงสังคมเพื่อหาเงินตอนอายุมากเป็อันขาด มันไม่คุ้มกัน!
เซียวเจิ้งดื่มเบียร์จนหมดอย่างไม่รู้ตัว เขาพ่นควันบุหรี่ออกมาจากปาก แล้วกล่าวขึ้นมาว่า
“ถ้าผู้อำนวยการเฒ่ารู้ว่าฉันเป็คนให้เงินเขาตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาจะมากอดขาฉัน แล้วขอให้ฉันยกโทษให้กับความไม่รู้ของเขาไหมนะ?”
พอคิดแบบนี้ เซียวเจิ้งก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาด้วยความประหม่า
“เห็นนั่นไหม? ถ้าลูกไม่ยอมตั้งใจเรียน โตขึ้นลูกก็จะกลายเป็บ้า ต้องนอนข้างถนนเหมือนอย่างเขา”
มารดาผู้คิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน สั่งสอนลูกชายวัย 5 ขวบของเธอให้รู้สึกถึงวิกฤต เธอตักเตือนสั่งสอนด้วยความหวังดีว่า
“ลูกแม่ หลังจากนี้แม่จะชี้นำลูกให้ประสบความสำเร็จ นำเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูลของพวกเรา ถ้าลูกทำตัวเหมือนเขาก็อย่ามาโทษที่แม่ตัดความสัมพันธ์กับลูก!”
หลังจากนั้นเธอก็พาลูกชายเดินไปยังร้านเคเอฟซี
“นี่ฉันดูแย่ขนาดนั้นเชียวเหรอ?”
เซียวเจิ้งไม่เก็บเื่นี้มาใส่ใจ เขาจุดบุหรี่แล้วพูดพึมพำออกมา
“สมัยมัธยมปลาย ฉันคือนักเรียนหัวกะทิที่นักเรียนหญิงทั้งชั้นพากันชื่นชอบเชียวนะ แต่ดูลูกชายหุ่นอวบอ้วนของเธอสิ อาจจะโตมาไม่ดีเท่าฉันก็ได้”
หลังจากที่บ่นไปพอประมาณ เซียวเจิ้งก็ต้องเผชิญหน้ารับความเป็จริงอันโหดร้าย คืนนี้เขาจะนอนที่ไหน?
โรงแรมเหรอ?
กระเป๋าสตางค์ของเซียวเจิ้งสะอาดยิ่งกว่าใบหน้าของเขาเสียอีก เงินที่หามาจนเืตาแทบกระเด็นก็ใช้ไปกับการสร้างชื่อเสียงจอมปลอมให้ผู้อำนวยการเฒ่าหมดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงโรงแรมราคาหลายร้อยหยวนต่อหนึ่งคืน แม้แต่โรงแรมเล็ก ๆ ราคา 51 หยวนต่อหนึ่งคืน เขาก็ไม่เต็มใจที่จะจ่าย
ในขณะที่กำลังตกที่นั่งลำบาก สายตาของเซียวเจิ้งก็เหลือบไปเห็นนักสืบเอกชนที่สะกดรอยตามเขามาอีกครั้ง ไฟในใจพลันลุกโหมขึ้นมาทันที
“จะหยุดได้หรือยัง?”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะกำลังตกที่นั่งลำบากจนโมโหขึ้นมา หรือเป็เพราะว่าถูกสะกดรอยตามจนหมดความอดทน เซียวเจิ้งได้ขว้างขวดเบียร์ใส่นักสืบเอกชนทันที
“เห้ย!”
นักสืบเอกชนกรีดร้องแล้ววิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หายเข้าไปในกลุ่มฝูงชนอย่างรวดเร็ว
“ชอบจับตามองนักใช่ไหม?”
เซียวเจิ้งยกกระเป๋าเดินทางของตัวเองขึ้นมา รอยยิ้มอันชั่วร้ายแสยะอยู่บนมุมปาก
“งั้นฉันจะให้เธอจับตามองให้พอ!”
......
22.00 น.
ในที่สุดหลินฮั่วอินก็ทำงานของวันนี้เสร็จสิ้น เธอลุกขึ้นยืน เหยียดร่างกายที่เมื่อยล้า จากนั้นเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารค่ำให้กับตัวเอง
วิลล่า 3 ชั้นที่ตั้งอยู่ในย่านคนรวยในเมืองิจู ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 200 ตารางเมตร และสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ในยามค่ำคืนอันสวยงามของชายฝั่งแม่น้ำได้ อัตราความเขียวขจีของพืชพรรณสูงถึง 40% มีมูลค่าตลาดเกือบ 80 ล้าน ที่นี่คือบ้านพักส่วนตัวของหลินฮั่วอิน บอสใหญ่ของซินอ้าว
หลินฮั่วอินเป็คนรักความสะอาดและหวงพื้นที่ของตัวเองมาก เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่คนเดียวเสมอ แม้แต่แม่บ้าน แม่ครัว หรือคนที่คอยดูแลการใช้ชีวิตประจำวันก็ไม่เคยได้รับเชิญมาที่นี่เลยสักครั้ง วิลล่าหลังใหญ่ขนาดนี้ เธอเป็คนดูแลจัดการเองคนเดียวทั้งหมด ความแข็งแกร่งของเธอทำให้คนอื่นรู้สึกทึ่งจริง ๆ
เพราะทำงานจนดึกดื่น หลินฮั่วอินจึงทำสลัดผลไม้เพื่อให้ง่ายต่อการย่อยอาหาร ในขณะที่เธอกำลังดูข่าวการเงินและทานอาหารไปด้วย เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้นราวกับผีตอนเที่ยงคืน ใบหน้างดงามดั่งหยกของหลินฮั่วอินมีความประหลาดใจพาดผ่าน
ถึงวิลล่าแห่งนี้จะไม่ใช่สถานที่ลับอะไร แต่ก็มีผู้มาเยือนน้อยมาก โดยเฉพาะในตอนกลางคืนแบบนี้ หนึ่งคือเธอปฏิเสธที่จะต้อนรับแขก สองคือมีคนจำนวนไม่มากนักที่จะมีคุณสมบัติและมีความกล้าหาญพอที่จะเข้ามาหาเธอ สามคือเธอกำลังมุ่งมั่นอยู่กับการทำงาน โดยทั่วไปแล้วเธอไม่มีเพื่อนให้กินข้าวและพูดคุยกัน หรือแม้กระทั่งไปหาที่บ้าน แต่ทว่าคืนนี้กลับมีคนมาหาเธออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จะไม่ให้เธอประหลาดใจได้ยังไง?
“อย่าบอกนะว่าเสี่ยวจู้โดดเรียนอีกแล้ว?”
หลินฮั่วอินวางส้อมลงและเดินไปที่ประตู เธอกำลังจะต่อว่าน้องสาวต่างแม่จอมซน แต่พอเปิดประตูออกไป กลับพบว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ใช่หลินเสี่ยวจู้ แต่เป็ผู้ชายชั่วช้าที่เธอคิดว่าจุดจบของโลกกำลังจะมาถึงก็เพราะเขา!
ผู้ชายชั่วช้าคนนี้ถือกระเป๋าเดินทางผ้าแคนวาสสกปรกมอมแมมในมือขวา มือซ้ายถือเนื้อเสียบไม้ที่ซื้อมาจากร้านแผงลอยข้างทาง ในปากคาบบุหรี่ที่ไหม้ไปแล้วมากกว่าครึ่ง เขายิ้มกว้างแล้วพูดขึ้นมา
“ในฐานะสามีภรรยา ถ้าฉันจะอยู่ในบ้านของเธอก่อนสักพัก เธอจะยินดีต้อนรับฉันไหม?”
หลังจากที่พูดจบ เซียวเจิ้งก็ไม่รอให้หลินฮั่วอินที่นิ่งค้างไปแล้วได้ตั้งตัว เขาถือกระเป๋าเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น และทิ้งรอยเท้าที่ดำจนน่าใเอาไว้บนพื้นที่สะอาดเอี่ยมราวกับกระจกเป็ทางยาว