ิเฉวียนเจ๋อขัดใจนางหลายอย่างก็จริง แต่พอมาคิดทบทวนดูดี ๆ นอกจากบิดาและมารดาของนางก็เป็เขานี่แหละที่ตามใจนางมากที่สุด ไม่เพียงแค่ตามใจนาง แต่หลาย ๆเื่ที่นางทำผิด เขาก็มักจะออกหน้ารับผิดแทนนางอยู่เสมอ
รวมไปถึงหนีเที่ยวครั้งนั้นครั้งที่นางได้พบกับเซินจิ้งหยวนเป็ครั้งแรก
ครั้งนั้นนางถูกท่านพ่อทำโทษให้นั่งคุกเข่าอยู่หน้าห้องตำรานานหนึ่งเค่อ[1]ก็เป็พี่ิที่ออกหน้ารับผิดแทนนางทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่เป็ความผิดของนางชัด ๆแต่เขากลับบอกว่าเป็ความผิดของเขา ที่เขาปล่อยปละละเลย ไม่ตั้งใจสอนนางคัดตำรานางถึงหนีออกนอกจวนไปเที่ยวเล่น นอกจากโทษว่าเป็ความผิดของตนทั้งหมดแล้วเขายังคุกเข่าต่อหน้าบิดาของนาง ขอรับโทษแทนนางทั้งหมดโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ
เห็นเขาออกหน้าแทนนางเช่นนี้แทนที่นางจะสำนึก นางกลับรู้สึกอุ่นใจที่มีคนเช่นเขาอยู่ข้างกาย อุ่นใจว่า...ยามใดที่นางทำผิด ก็แค่โยนให้เขารับเพียงเท่านี้นางก็จะไม่โดนท่านพ่อตำหนิลงโทษแล้ว
หลังแต่งงานออกเรือนไปอยู่กับเซินจิ้งหยวนหลาย ๆ ครั้งที่นางทำผิด นางก็มักถูกสามีตำหนิลงโทษอยู่บ่อย ๆและทุกครั้งที่ถูกสามีตำหนิลงโทษ นางก็มักนึกถึงพี่ิของนางหากว่าเขาอยู่ตรงนั้นกับนางด้วย เขาคงจะออกหน้ารับโทษแทนนางอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ต่อให้นางจะนึกถึงเขาบ้างในบางครั้งแต่นั่นก็เป็แค่เวลาสั้น ๆ แค่แวบหนึ่งเท่านั้นเอง
“ฮึกฮือ...เพราะข้าเป็สตรีที่หย่าแล้ว ทั้งยังมีลูกแล้วด้วยเพราะท่านเห็นว่าข้าไม่มีหนทางให้ไป ทั้งเห็นว่าต่อจากนี้คงจะไม่มีบุรุษคนไหนกล้าแต่งกับข้าท่านเลยรับข้าไว้อย่างนั้นหรือ”
มู่หรงซินซุกหน้าเข้ากับหน้าอกของชายหนุ่มพลางร่ำไห้ออกมาอย่างพรั่งพรูพร้อมกับพร่ำบ่นเสียงเครือจนดูน่าสงสาร
“เ้าอย่าพูดจาเหลวไหลหย่าแล้วก็หย่าไป มีลูกแล้วก็ไม่เห็นเป็ไร ใครหน้าไหนไม่้าเ้าก็ช่างหัวมันปะไรรู้แต่เพียงว่าข้า้าเ้ากับลูกก็เพียงพอแล้ว”ทุกถ้อยคำที่เฉวียนเจ๋อเอ่ยกับนางล้วนกลั่นกรองออกมาจากใจหาใช่พูดออกไปเพื่อเอาใจนาง
“แต่ข้าเป็สตรีที่มีมลทินแล้วท่านไม่รังเกียจหรือ” มู่หรงซินเอ่ยด้วยเสียงสะอื้น แววตาของนางอ่อนลง ไม่ได้ดูดื้อรั้นเหมือนกับตอนแรกแล้ว
“มีมลทินแล้วอย่างไรเคยผ่านการแต่งงานแล้วอย่างไร มีลูกแล้วอย่างไร ผู้ใดถือก็ช่าง แต่ข้าไม่ถือเ้าอย่าร้องไห้ ไม่ต้องกลัว เ้ายังเป็ฮูหยินน้อยของทั่นฮวาได้ทุกอย่างในชีวิตเ้าย่อมเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ซินเอ๋อร์”
ิเฉวียนเจ๋อโอบกอดร่างเล็กที่สะอื้นไห้จนเนื้อตัวสั่นเทิ้มด้วยความสงสารไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนาง เขาก็พร้อมจะรัก และพร้อมจะปกป้องนางเสมอเขายังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่มีภรรยา ยังไม่มีสตรีที่หมายปองเช่นนั้นฐานะฮูหยินน้อยของทั่นฮวาเขาก็ยินดีจะมอบให้นางได้เสมอ
“แต่ข้าไม่ได้รักท่านข้ามองท่านเป็พี่ชายของข้ามาโดยตลอด”มู่หรงซินเอ่ยทั้งที่นางยังคงร้องไห้อยู่ภายใต้อ้อมกอดของอีกฝ่ายแม้ว่าท้ายที่สุดนางจะหนีไม่พ้นจากเมืองหลวง และต้องกลับเข้ามาในเมืองหลวงอีกแต่นางกลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไรอีกแล้ว เพราะอย่างไริเฉวียนเจ๋อผู้นี้จะต้องปกป้องนางอย่างสุดความสามารถเป็แน่
“ตอนนี้ยังไม่ได้รักแต่ไม่ได้หมายความว่าวันข้างหน้าเ้าจะไม่รัก แล้วอีกอย่าง...เ้าต้องอย่าลืมว่า... ข้ากับเ้าไม่ใช่คนสายเืเดียวกัน ย่อมไม่ใช่พี่น้องกันเช่นนั้นสถานะพี่ชายที่แสนดี ข้าไม่ขอแบกรับมันไว้บนบ่าอีกต่อไป”
คำพูดหวานหยดของิเฉวียนเจ๋อทำหรงซินอึ้งงันไปชั่วขณะที่เขาว่ามาทั้งหมด สรุปแล้วก็คือ... ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ปล่อยนางไปไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะแต่งกับนางให้ได้ใช่หรือไม่
‘เขาพูดเช่นนี้หมายความว่าเขาคิดกับข้าเกินเลยกว่าสถานะพี่น้องใช่หรือไม่?’
หนึ่งวันต่อมา...
สือโจวเมืองหลวงของแว่นแคว้น ณ จวนขุนนางทั่นฮวา
จวนตรงหน้าเป็จวนขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายว่าเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานนักสวยงามโอ่อ่า เกินตำแหน่งฐานะราชการของเขาไปมากภายในจวนมีตำแหน่งเรือนตามแบบที่ควรจะเป็อย่างถูกต้อง พร้อมกับบ่าวรับใช้ที่ดูจะมีอยู่หลายคนหากไม่บอกว่านี่เป็จวนขุนนางทั่นฮวานางคงนึกว่าเป็จวนของมหาเสนาาุโไม่คนใดก็คนหนึ่ง
“เรือนของเ้าอยู่ด้านซ้ายข้าให้คนล่วงหน้ามาทำความสะอาดไว้ก่อนแล้ว เสื้อผ้าก็จัดเตรียมไว้แล้วแต่หากไม่พอดี วันถัดไปข้าจะให้ช่างมาตัดเย็บชุดใหม่ให้เ้า เ้าเดินทางมาไกลวันนี้เ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด ไว้หลังอาหารมื้อเย็นข้าจะให้ท่านหมอมาตรวจอาการของเ้าอีกที”
เขาเอ่ยกับนางอย่างใส่ใจอย่างยิ่งหนำซ้ำยังอุ้มนางออกจากรถม้า พาไปส่งที่เรือนปีกซ้ายไม่ปล่อยให้เท้าของนางได้แตะพื้นเลยแม้แต่ก้าวเดียว
“แต่พี่ิ... ข้า...เอ่อ... ข้าอยากกินของเปรี้ยว”นางเอ่ยความ้าของตนทันทีที่เขาวางร่างของนางลงบนเบาะนุ่ม ๆ
“ได้เดี๋ยวข้าจะสั่งพวกนางเล็ก ๆ เอาเข้ามาให้เ้ากิน” เขารับปากนางอย่างว่าง่ายประหนึ่งว่านางคือนายหญิงของจวนหลังนี้
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
“ซินเอ๋อร์ มาอยู่ที่นี่แล้วเ้าอยากทำอันใด เ้าสามารถทำได้ทุกอย่าง ให้มองว่านี่คือบ้านของเ้าเข้าใจหรือไม่”คำพูดของเขาประโยคนี้ยิ่งย้ำชัดให้นางรู้สึกเหมือนตนคือนายหญิงของจวนหลังนี้มากขึ้นไปอีก
ว่าเสร็จแล้วเขาก็เดินจากไปปล่อยให้นางได้อยู่พักผ่อนตามลำพัง มู่หรงซินมองแผ่นหลังของเขาค่อย ๆเคลื่อนจากไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีกแม้แต่ครึ่งคำ
ยามนี้นางไม่ได้ดื้อรั้นกับเขาอีกแล้วเพราะตลอดทางที่นั่งรถม้ามาด้วยกัน เป็เขาที่พูดปลอบใจนาง ทั้งยังกอดปลอบไม่ห่างหนำซ้ำยามนางเวียนหัวอาเจียนอย่างหนัก ก็ได้เขาคอยดูแลอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีท่าทีรังเกียจผุดขึ้นให้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในบางครั้งบางครานางดื้อรั้นกับเขาไปบ้างก็ไม่ใช่เื่แปลก เพราะเขากับนางอายุห่างกันตั้งเจ็ดปีปีนี้เขาอายุ 25 ปีแล้วแต่นางเพิ่งอายุได้ 18 ปีเท่านั้น
เย็นวันเดียวกันนี้ ณเรือนปีกซ้ายที่หรงซินพักอยู่
“อาการแพ้ท้องนับว่าเป็เื่ปกตินักขอรับฮูหยินอีกอย่างท่านต้องพยายามทานอาหารให้มากกว่านี้ ข้าจะเขียนเทียบยาบำรุงให้ขอรับ”
ท่านหมอกล่าวกับมู่หรงซินก่อนจะลากลับไปด้านิเฉวียนเจ๋อที่นั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเผลอระบายยิ้มอ่อนเมื่อได้ยินหมอวัยกลางคนเอ่ยเรียกนางว่าฮูหยินแล้วเขาก็ไม่คิดเอ่ยแย้งความเข้าใจผิดนั้นแต่อย่างใด
“ขอบคุณมากเ้าค่ะท่านหมอแต่ข้า... เอ่อ...”
นางคิดอยากเอ่ยแย้งว่านางไม่ใช่ฮูหยินของเขาแต่มาคิด ๆ ดูแล้ว หากนางเอ่ยแย้งออกไปเช่นนั้น ท่านหมอก็จะนึกสงสัยว่าหากนางไม่ใช่ฮูหยินของเขา แล้วนางท้องกับผู้ใดกันเล่าเช่นนั้นก็จะไม่ยิ่งทำให้นางต้องขายขี้หน้ามากกว่าเดิมหรอกหรือ
‘ที่แท้ขุนนางท่านนี้ก็มีภรรยาแล้วหรอกหรือ’
ท่านหมอฉุกคิดในใจตามลำพังแต่เดิมท่านหมอเข้าใจว่า ขุนนางทั่นฮวาแซ่ิผู้นี้ยังไม่มีภรรยาเพราะผู้คนในเมืองหลวงต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่า เขาเป็บุรุษอายุน้อยที่ไร้ซึ่งพันธะหนำซ้ำยังมีตำแหน่งราชการที่เป็ถึงทั่นฮวาแห่งสือโจว หน้าตาหล่อเหลาไร้ที่ติแม้จะมีนิสัยเงียบขรึมเ็าไปบ้างก็ไม่นับว่าเป็ปัญหาสาวน้อยสาวใหญ่ในเมืองหลวงต่างหมายปองที่จะแต่งเข้ามาเป็ฮูหยินของเขา
บัดนี้เขามีภรรยาแล้วหนำซ้ำนางยังตั้งท้องอ่อน ๆ อีกต่างหากนับว่าดับฝันของสาวน้อยสาวใหญ่ในเมืองหลวงไปจนสิ้น
“พี่ิ!ท่านยิ้มอะไร แล้วเหตุใดท่านถึงไม่แก้ไขความเข้าใจผิดของผู้อื่นท่านไม่กลัวผู้อื่นเอาเื่นี้ไปนินทาหรือ”
หลังท่านหมอจากไปแล้วมู่หรงซินที่หันไปเห็นิเฉวียนเจ๋อเอาแต่ฉีกยิ้มกรุ้มกริ่มนางก็นึกหมั่นไส้เขานัก
“หากข้าแก้ไขความเข้าใจผิดของท่านหมอผู้นั้นก็จะไม่เท่ากับว่าข้าทำให้เ้าต้องเสียหายหรอกหรือส่วนเื่ที่ข้าจะถูกเอาไปนินทา ว่าข้าซุกลูกซุกเมียโดยไม่จัดงานมงคลให้ถูกต้องตามธรรมเนียม ก็ปล่อยให้พวกเขานินทาไปเถิด เพราะอย่างไรอีกไม่นานข้าก็จะแต่งเ้าเข้าจวนอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้ข้าต้องเป็กังวล”
เขาตอบกลับนางด้วยสีหน้าที่น่าหมั่นไส้อย่างยิ่งแม้นางจะอยากทุ่มเถียงกับเขามากเพียงใด แต่หากคิดไตร่ตรองตามคำพูดของเขาแล้วก็นับว่าจริงแท้อย่างที่เขาว่า เช่นนั้นแล้วนางจึงไม่อาจสรรหาคำใดมาโต้เถียงกับเขาได้เป็เช่นนี้มู่หรงซินจึงทำได้เพียงทำปากบึนใส่เขาไปทีหนึ่ง แล้วเอ่ยสั้น ๆ ห้วน ๆแต่เพียงว่า
“เหอะ! ดูพูดเข้าสิ”
[1]1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที