เสิ่นม่านซูมาถึงแล้ว
เฝิงหวั่นเอ๋อร์รีบก้มหน้า เบี่ยงตัวแล้วถอยหลังไปสองก้าวอย่างอาลัยอาวรณ์
ตอนเสิ่นม่านซูเดินเข้ามา นางเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ นี้ของเฝิงหวั่นเอ๋อร์พอดี แต่นางกลับทำราวกับไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
นางยอบกายคำนับแล้วกล่าวว่า “ม่านซูคารวะยงอ๋อง คารวะองค์ชายเจ็ดเจ้าค่ะ”
ยงอ๋องรีบกล่าวทันทีว่า “คุณหนูสามไม่ต้องมากพิธี พวกเราได้ยินหมอเทวดาไป๋บอกว่าทางพวกเจ้าพบเรื่องยุ่งยากไม่น้อยตลอดทาง ทั้งยังตกใจกลัวอยู่บ้าง จึงตั้งใจมาดูเจ้า”
“รบกวนท่านอ๋องเป็นห่วงแล้ว แต่ม่านซูไม่เป็นไร ทุกอย่างปลอดภัยดีเจ้าค่ะ”
แม้เสิ่นม่านซูจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดยงอ๋องถึงมาด้วย แต่ท่าทีและคำตอบของนางก็ทำให้ผู้อื่นจับผิดไม่ได้แม้แต่น้อย และนางจงใจเมินองค์ชายเจ็ดอย่างชัดเจน
จวินมั่วหานสัมผัสได้ถึงความห่างเหินที่เสิ่นม่านซูจงใจแสดงออกมา ในใจพลันมีความอำมหิตสายหนึ่งวาบผ่าน
โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงว่าเสิ่นม่านซูอยู่กับไป๋ซิวจิ่นมานานถึงเพียงนั้น มิหนำซ้ำตอนนี้พี่หกยังหมายปองนางอีก!
จวินมั่วหานจึงเกิดความโกรธแค้นราวกับของของตนถูกผู้อื่นแย่งชิงไป
แต่เขามีสิทธิ์อะไรเล่า เดิมทีเสิ่นม่านซูควรจะชอบเขาสิ!
เหตุใดสตรีนางนี้ถึงเปลี่ยนใจง่ายเช่นนี้ หรือว่าความชอบที่นางมีต่อเขาก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวง?!
จวินมั่วหานขุ่นเคืองอย่างยิ่ง แต่บนใบหน้ากลับไม่เผยออกมาแม้แต่น้อย เพียงถามเสียงเบาว่า “คุณหนูสาม เจ้าไม่ได้บอกว่าจะไปเมืองอวี๋โจวหรือ เหตุใดถึงมาที่นี่ได้”
เกี่ยวอะไรกับท่านด้วย!
ดวงตาดุจแก้วหลิวหลีของเสิ่นม่านซูวูบไหวเล็กน้อย ก่อนจะซ่อนรอยยิ้มเย็นชาไว้อย่างแนบเนียน นางกล่าวด้วยแววตาเรียบเฉย “คนที่ม่านซูเป็นห่วงอยู่ที่นี่ จึงมาที่นี่เจ้าค่ะ”
จวินมั่วหานชะงัก
ในใจพลันเกิดความยินดีอย่างบ้าคลั่งขึ้นมาทันที!
หรือว่า...คนที่คุณหนูสามเป็นห่วงคือเขา?
ส่วนยงอ๋องที่ถูกเมินอยู่ทางนี้ไม่พอใจอย่างยิ่ง เขากระแอมกระไอแล้วถามเสิ่นม่านซูด้วยความสงสัย “คนที่คุณหนูสามเป็นห่วงคือผู้ใดหรือ”
“ย่อมต้องเป็นท่านพ่อและพี่ชายเจ้าค่ะ” เสิ่นม่านซูตอบด้วยรอยยิ้ม
ยงอ๋องคิดดูแล้ว การที่คุณหนูสามเสิ่นจะเป็นห่วงบิดากับพี่ชายของตนเองก็ไม่ผิดอะไร แต่เหตุใดเมื่อครู่ดวงตาของน้องเจ็ดถึงได้สว่างวาบถึงเพียงนั้น ราวกับคิดว่าคุณหนูสามจะเป็นห่วงตนเองอย่างไรอย่างนั้น
จู่ๆ ยงอ๋องก็นึกเสียใจที่พาน้องเจ็ดมาด้วย ดังนั้นเมื่อเสิ่นม่านซูหาวทีหนึ่ง เขาจึงเป็นฝ่ายกล่าวว่า “พวกเรายังมีธุระ คุณหนูสามกลับไปพักผ่อนเถิด หากอยู่ที่นี่แล้วมีสิ่งใดไม่พอใช้ก็ส่งคนมาบอกได้”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ยงอ๋องย่อมไม่สะดวกจะรั้งอยู่ต่อ เขาหันไปกล่าวกับจวินมั่วหานว่า “น้องเจ็ด พวกเราไปกันเถิด”
จวินมั่วหานพยักหน้า แต่ก่อนจากไป เขาหันกลับมามองเสิ่นม่านซูที่ไม่ได้แต่งแต้มเครื่องประทินโฉมแวบหนึ่ง แม้นางจะสวมเพียงอาภรณ์ผ้าแพรสีเรียบง่าย เกล้าผมหลวมๆ แต่กลับงดงามจนทำให้ผู้คนยากจะละสายตา
ที่นี่แตกต่างจากเมืองหลวง ไม่มีกฎเกณฑ์มากมายถึงเพียงนั้น
ดังนั้น...หากอยากพูดคุยกับเสิ่นม่านซูตามลำพัง ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว จวินมั่วหานก็หันกายเดินตามยงอ๋องไปอย่างไม่ลังเล
แม้เขาจะซ่อนเร้นสายตาของตนเองอย่างยิ่ง แต่เสิ่นม่านซูกลับมองเห็นทั้งหมด
น่ารำคาญจริงๆ
รอจัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จ นางจะไปเมืองอวี๋โจวทันที จะได้ไม่ต้องพบเจอเรื่องน่ารำคาญเหล่านี้อีก!
เสิ่นม่านซูหันกลับมา เห็นเฝิงหวั่นเอ๋อร์ยังคงประคองกาน้ำชามองแผ่นหลังขององค์ชายเจ็ดที่จากไปอย่างเหม่อลอยหลงใหล
นางก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นม่านซูไม่ได้ให้เจ๋อหลันกับเจียงกูกูเฝ้ายามกลางคืน ด้วยกลางวันนางนอนมากไป ตอนนี้จึงยังไม่ง่วงแม้แต่น้อย
ลมแผ่วเบาสายหนึ่งพัดโชยเข้ามา ทำให้เปลวเทียนบนโต๊ะสั่นไหวอย่างอ่อนโยน
เสิ่นม่านซูเอนกายพลิกเปิดหนังสือนิทานอ่านอย่างสบายอารมณ์
ขณะนั้นเอง ก็มีเงาร่างสายหนึ่งวาบผ่านละอองฝนโปรยปรายบางเบาไปอย่างรวดเร็ว
บทที่ 116 เจ้าคิดจะสังหารสามีตัวเองหรือ
จวินมั่วหานลอบเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินลึกเข้าไปด้านใน แต่ทันทีที่เขามาถึงกลางลานเรือน บุรุษชุดดำคลุมหน้าคนหนึ่งก็พุ่งออกมาจากเงามืด
ทันใดนั้นหมัดหนักๆ ก็ซัดเข้าใส่เขาในชั่วพริบตา!
จวินมั่วหานชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะยกมือรับกระบวนท่าตามสัญชาตญาณ
ทั้งสองปะทะกันไม่กี่กระบวนท่า ก็ถอยห่างจากลานเรือนของเสิ่นม่านซูออกไปเรื่อยๆ
ไป๋ซิวจิ่นถือร่มกระดาษน้ำมันคันหนึ่งก้าวเข้ามาในลานเรือนท่ามกลางสายฝน แววตาของเขาเย็นชาอย่างยิ่ง
เงาร่างอีกสองสายด้านหลังเขารีบไล่ตามไปทางที่จวินมั่วหานเพิ่งถอยหนีไป
ประตูห้องข้างค่อยๆ ปิดลงอีกครั้ง เจียงกูกูหาวหวอดหนึ่ง ก่อนจะเอนตัวกลับไปนอนต่อ
ส่วนเสิ่นม่านซูที่อยู่ในห้องขมวดคิ้วเล็กน้อย นางวางหนังสือนิทานในมือลงช้าๆ
เสียงต่อสู้เมื่อครู่ถูกเสียงฝนกลบไปไม่น้อย แต่เสิ่นม่านซูยังคงได้ยิน
นางเม้มปาก หยิบเสื้อตัวนอกมาคลุมอย่างแผ่วเบา นางกำปิ่นหงส์ไว้แน่น แล้วถอยไปยืนตรงมุมมืดที่แสงเทียนส่องไปไม่ถึง
ประตูห้องของนางผลักเปิดออกช้าๆ เทียนบนโต๊ะพลันปะทุขึ้น ส่งเสียง ‘เปรี๊ยะปร๊ะ’ เบาๆ
ใครบางคนวางร่มกระดาษน้ำมันที่ยังหยดน้ำไว้ตรงหน้าประตู แล้วก้าวเข้ามาพร้อมลมราตรีเย็นชื้นและละอองฝนพรำ
เสิ่นม่านซูไม่รอให้เขาได้เอ่ยปาก กำปิ่นหงส์แทงออกไปทันที
ทว่าพอคนผู้นั้นเข้ามาใกล้ นางกลับได้กลิ่นหอมของหญ้าอ่อนที่คุ้นเคย สีหน้าเสิ่นม่านซูเปลี่ยนวูบหนึ่ง รีบจะชักมือกลับ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
อีกฝ่ายเคลื่อนไหวรวดเร็ว เขาเบี่ยงตัวหลบปลายปิ่นของนาง แล้วคว้าข้อมือนางไว้ในทันที
เคร้ง!
แรงในมือสลายไปจนหมด ปิ่นหงส์พลันร่วงกระทบพื้น
ด้วยแรงที่ดึงข้อมือนั้นค่อนข้างแรง เสิ่นม่านซูจึงเสียหลักถลาเข้าไปในอ้อมกอดอบอุ่นนั้นทันที
“ซูเอ๋อร์ เจ้าคิดจะสังหารสามีตัวเองหรือ”
ไป๋ซิวจิ่นเอ่ยประโยคนี้ข้างหูนาง
น่าแปลกที่เขาเพิ่งเข้ามาจากด้านนอก ทั้งร่างยังมีกลิ่นอายเย็นชื้นของราตรีฝนพรำ ทว่าถ้อยคำที่เปล่งออกมากลับร้อนผ่าวเหลือเกิน
ใบหูของเสิ่นม่านซูร้อนวาบ ลามไปถึงใบหน้าในทันที
สามีที่ไหนกันเล่า!
“ขะ...ข้าไม่รู้ว่าเป็นท่าน” เสิ่นม่านซูพูดความจริง
อย่างไรเสีย ตอนเย็นนางก็สังเกตเห็นสายตาไม่เป็นมิตรขององค์ชายเจ็ด จึงระแวดระวังมาตลอด
แสงเทียนสลัวจนมองไม่ชัดว่าผู้มาเป็นใคร ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เสิ่นม่านซูไม่คิดเลยว่าต้นขาทองคำไป๋จะมาหานางถึงห้องกลางดึกเช่นนี้!
ริมฝีปากของไป๋ซิวจิ่นแตะลงบนเรือนผมยาวสลวยของนางอย่างแผ่วเบา “ดึกป่านนี้ คนที่มาได้ก็มีแต่ข้าเท่านั้น”
“แล้วเมื่อครู่เล่าเจ้าคะ”
“มีสุนัขตัวหนึ่งบุกเข้ามาในลานเรือนของเจ้า แต่ข้าให้คนตีไล่ไปแล้ว”
เสิ่นม่านซูเข้าใจทันที
ดูท่าองค์ชายเจ็ดสารเลวนั่นจะมาจริงๆ
เปรียบเขาเป็นสุนัข ช่างกล้าเสียจริง อย่างไรเขาก็เป็นองค์ชายเชียวนะ...แต่นางชอบ
ใครใช้ให้องค์ชายเจ็ดผู้นั้นลอบเข้าห้องหอนางกลางดึกกันเล่า ไม่ต้องเดาก็รู้ เจ้านั่นไม่มีทางคิดจะทำเรื่องดีแน่นอน!
บางทีอาจเพราะต้นขาทองคำไป๋มาถึงแล้ว รอบกายล้วนเป็นกลิ่นอายของเขา ต่อให้ทั้งสองยังยืนอยู่ในความมืด เสิ่นม่านซูก็ผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว
และนางเพิ่งรู้ตัวว่าพวกเขายังกอดกันอยู่...
ความรู้สึกกระอักกระอ่วนพลันแล่นขึ้นมาในทันที!
โชคดีที่อยู่ในความมืด เขาจึงมองไม่เห็นใบหน้าแดงก่ำของนางในยามนี้
นางหัวเราะแห้งก่อนจะกล่าวว่า “ท่านไป๋ ทะ...ท่านจะกอดถึงเมื่อไหร่เจ้าคะ”
“เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ”
“ซิว...จิ่น...”
“กอดตลอดกาลเลยดีหรือไม่”
เสิ่นม่านซู “...”
ความรู้สึกประหลาดเช่นนั้นมาอีกแล้ว!
ไป๋ซิวจิ่นยอมคลายอ้อมกอดอย่างว่าง่าย ทันใดนั้นไอเย็นรอบด้านก็แผ่เข้ามาแทนที่ทันที
เสิ่นม่านซูชะงักไปเล็กน้อย