บทที่ 2
เปลือยเปล่าใต้แสงจันทร์"ที่นี่ที่ไหน?" สตรีผมแดงพยายามลืมตาแต่แสงอาทิตย์สาดส่องแยงดวงตาของเธอ
"ตื่นแล้วเหรอจุติมา"เสียงใสๆของเด็กน้อยขานรับ แต่ไร้วี่แววของเ้าของเสียง
จุติมาพยายามยันตัวเองขึ้นมานั่งแต่กลับต้องพบกับความเ็ปไปทั่วร่างเธอมองตรวจสอบร่างกายตนเอง แขนและขาฉีกขาดไม่มีชิ้นดี เืไหลทะลักออกมาจากาแที่ยังไม่สมานตัวพร้อมกันนั้นเส้นเืกับกล้ามเนื้อก็กำลังพยายามเยียวยาตนเอง
"อย่าฝืนเลย เธอยังต้องพักผ่อนต่ออีกซักหน่อย"แอมบี้พูดปลอบประโลม แต่เหมือนผู้รับฟังจะไม่สนใจสิ่งใดเธอกำลังพยายามฝืนตัวเองลุกขึ้นยืนด้วยสภาพร่างกายอันบอบช้ำครั้นยิ่งฝืนทุกอย่างก็ยิ่งแย่มากขึ้นเธอทำได้เพียงมือข้างหนึ่งดันพื้นเอาไว้
"ฉันต้องฆ่ามัน!!" จุติมากัดฟันพูดพร้อมโผตัวไปข้างหน้าด้วยท่อนขาที่ดูไม่สมประกอบจนล้มลงใบหน้าฟาดลงกับพื้น
เสียงเล็กๆของแอมบี้เขยิบเข้ามาใกล้
"จะฆ่าใครอย่างนั้นหรือ...แอมบี้ว่าตัวเธอเองไม่มีโอกาสนั้นแล้วล่ะ"แววตาเด็กน้อยลดต่ำลง สตรีตรงหน้ายังดันทุรังลุกแล้วลุกอีก แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็แบบเดิมเธอไม่สนใจเสียงนั้นเสียด้วยซ้ำ ในแววตามีแต่ความมุ่งอาฆาต
"พลังสุดท้ายของแอมบี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อมานั่งดูเธอเป็แบบนี้" เสียงเด็กน้อยตัดพ้อ
"แอมบี้ว่าเธอควรตั้งสติและรับฟังอะไรบ้าง..."เด็กน้อยมีน้ำเสียงเบาลง สตรีผมแดงใช้ฝ่ามือตะปบต้นเสียงนั้นด้วยความรำคาญแต่กลับไม่พบสิ่งใดนอกเสียจากดอกไม้ดอกหนึ่งที่มีแสงสีทองอ่อนๆอยู่รอบๆ เธอใช้ลำตัวในการเคลื่อนที่ลากตัวเองไปกับพื้นแล้วใช้มือที่มีอยู่ข้างเดียวขยี้ดอกไม้ดอกนั้นจนแหลก เสียงเล็กๆของเด็กหญิงจึงหยุดลง
เพียงแค่ครู่หนึ่งเท่านั้น...
"เธอทำลายแอมบี้ไม่ได้หรอก..."ดอกไม้อีกดอกผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แทนที่ดอกเดิมที่สูญสลาย แสงสีทองรวมเข้ามาที่ดอกไม้ดอกใหม่
"มันก็เหมือนจิติญญาของเธอกับ ‘เอริค’ที่แยกออกจากกันไม่ได้" แอมบี้พูดด้วยน้ำเสียงปนเบื่อหน่าย
"พาฉันออกไปเดี๋ยวนี้!!"จุติมาคำรามลั่น พร้อมบดขยี้ดอกไม้ดอกแล้วดอกเล่า แต่ในทุกๆครั้งมันก็กลับมามีสภาพดังเดิม
"แอมบี้ว่าเธอควรพักอีกซักนิด...ลดอารมณ์ลงอีกซักหน่อยก็คงจะดี"ละอองสีทองแผ่ออกมาจากดอกไม้ที่อยู่ในกำมือทำให้สตรีผมแดงรู้สึกผ่อนคลายมือที่กำแน่นค่อยๆคลายออกดวงตาเคลิ้มปิดลงอีกระลอกและาแค่อยๆฟื้นฟูอย่างช้าๆ
"อะไรมันคงจะง่ายกว่านี้...ถ้าเธอยอมรับฟังซักนิด..."ละอองสีทองก่อตัวเป็รูปร่างเด็กหญิงตัวเล็กผมลอน เธอเข้ามานั่งข้างๆร่างสตรีผมแดงพร้อมถอนหายใจและจ้องมองลึกลงไปบนผลึกกลางหลังของเธอ แววตาเธอดูเศร้าก่อนจะเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ไกลแสนไกล เธอโบกมือหนึ่งทีภาพท้องฟ้ากับแสงอาทิตย์นั้นก็หายไปกลายเป็ผนังใสใสโค้งเป็ทรงกลมดำมืด
"ทำไม ‘เอริค’ถึงเลือกคนแบบเธอกันนะเพราะอะไรกัน?..." แอมบี้ได้แต่ครุ่นคิด
บนถนนที่ผู้คนสัญจรดูเบาบางตาทอดยาวเข้าสู่หมู่บ้าน’ชูกะพอร์น’ซึ่งเป็หมู่บ้านที่อยู่สุดขอบแผนที่ของอาณาจักรเทอร์ควอยซ์ แม้ที่นี่จะเป็หมู่บ้านชนบทเล็กๆแต่ก็เป็สถานที่ที่สงบอบอุ่นรายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็แหล่งผลิตสุราชั้นเยี่ยมและถือเป็จุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่รักในการดื่มเลยทีเดียว
ภายใต้เงาแดดยามบ่ายไอร่าเดินทอดน่องผ่านถนนสายหลักเพื่อเข้าไปยังหมู่บ้าน ผู้คนต่างยิ้มแย้มให้ และทักทายด้วยความคุ้นเคยเธอยิ้มรับพร้อมโบกมือให้ตามมารยาททุกอย่างดูราบรื่นปกติเหมือนเคย เว้นเสียอย่างเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดใจเนื่องจากมีใครบางคนแอบย่องตามเธออยู่ไม่ห่างเมื่อหันไปดูก็เห็นเพียงเงาผลุบโผล่ที่หางตา เธอจึงตัดสินใจหยุดเดิน
"ออกมาได้แล้ว!!!" ไอร่าขมวดคิ้วพร้อมกับะโด้วยความหงุดหงิด
เด็กน้อยผมแดงค่อยๆก้าวออกมาด้วยท่าทีดูไร้ความมั่นใจยืนฝืนฉีกยิ้มให้เด็กสาวผมทอง
"ฮี่ๆ" จุติมาฉีกยิ้มจนสุด
"เราจะไปที่ไหนกันเหรอ?"
เธอยังคงไม่มีทีท่าจะหุบยิ้มลงไอร่าไม่พูดสิ่งใดหันหลังกลับแล้วเดินต่อไปแบบไม่ใส่ใจ
"นี่ นี่ จะไปที่ไหนเหรอ?"จุติมาวิ่งล้อมหน้าล้อมหลังแล้วซักถามไอร่าอย่างไม่ลดละแต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบ ผู้คนที่พบเห็นต่างยิ้มให้กับความไร้เดียงสาของเด็กน้อยผมแดง
"นี่ นี่ แล้วจะถึงรึยัง? ฉันเริ่มหิวแล้วนะ"คำถามมากมายพรั่งพรูออกมา จนทำให้ไอร่าเริ่มหงุดหงิดถึงขีดสุดคิ้วทั้งสองข้างขมวดแทบจะชนกัน
"นี่ นี่ เป็ไรเหรอ?"เด็กน้อยพยายามเรียกร้องความสนใจ และจ้องมองใบหน้าผู้ที่โตกว่าจากด้านข้างด้วยความฉงนในขณะอีกคนกำมือทั้งสองข้างไว้แน่นและยืนหยุดนิ่งอยู่กับที่
"เงียบไปเลยยัยเปี๊ยก!!" ไอร่าหมดความอดทนพร้อมกับะเิอารมณ์ออกมาผู้คนรอบข้างต่างหันมามองที่ต้นเสียง จุติมาได้แต่เอียงคอมองด้วยสีหน้ามึนงง เพียงชั่วพริบตาแขนของไอร่าก็พุ่งเข้าใส่หมายคว้าตัวเด็กน้อยเอาไว้แต่จุติมาก็เขยิบถอยจนหลบพ้น
“หลบฉันให้ได้แบบนี้ตลอดนะ!” ไอร่าชี้นิ้วพูดใส่ด้วยความโมโห
"ไอร่านมเล็ก หัวขี้" จุติมาล้อเลียนพร้อมกลับหลังหันวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว
"หนอยย แกนะแก!" ไอร่าออกตัววิ่งตามในทันที
"จับได้เมื่อไหร่แกเจอดีแน่!"
จุติมากางแขนวิ่งลัดเลาะซอกซอยอย่างผู้ชำนาญทางโดยมีเด็กสาวมัดผมหางม้าสีทองวิ่งตามมาติดๆ ดูไปแล้วทั้งคู่ก็มีอายุต่างกันไม่มากแต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องคอยดูแลจุติมาในระหว่างที่อาจารย์ของเธอไม่อยู่ ทำให้ไอร่าดูโตกว่าวัยอย่างที่ควรจะเป็ในความคิดของจุติมาไอร่าเปรียบเสมือนพี่สาวเลยทีเดียว ติดอย่างเดียวตรงที่เธอดูขี้โมโหไปสักหน่อย
"อย่าคิดว่าจะหนีพ้นนะ!" ด้วยร่างกายพลิ้วไหวและปราดเปรียวไอร่าะโหมุนตัวไปดักอยู่ข้างหน้าเธอชำเลืองมองซ้ายขวาในตรอกที่เงียบสงัด
"หวาาา!" จุติมาร้องใในจังหวะที่กำลังจะหันหลังหนี ปลายเท้าของไอร่าแปรเปลี่ยนเป็รูปทรงเรียวแหลมในเสี้ยววินาทีและตวัดอย่างรวดเร็วเสียบแทงทะลุกลางหลังของจุติมาจนเป็รู ก่อนที่จะตวัดดึงกลับออกมาเธอสะบัดปลายเท้าเล็กน้อยรูปทรงเรียวแหลมก็กลับสภาพเป็นิ้วเท้าปกติ ในขณะที่จุติมาเซไปข้างหน้าแล้วล้มลงเืไหลนองบนพื้นไอร่าไม่รอช้ากระชากร่างของเด็กน้อยขึ้นมา
"แกจะหยุดได้รึยัง!"ไอร่าเขย่าร่างจุติมาด้วยความโมโห แต่ร่างนั้นกลับแน่นิ่ง
"สงสัยต้องโดนเสียบอีกซักรู"ไอร่ากัดฟันพูดด้วยสีหน้าดูบ้าคลั่ง ทำให้ร่างเล็กๆที่อยู่ในมือสะดุ้งขึ้นมาทันที
"ฮือออ ฮือออ มันเจ็บนะไอร่าา..."จุติมาเงยหน้าขึ้นมาน้ำตาไหลพรากสะอึกสะอื้น เอามือปัดไปมาบริเวณแผลตรงหน้าอกเส้นเืถูกสานถักทอเชื่อมปิดร่องรอยาเ็อย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่รูาแที่ทะลุกลางหน้าอกก็กลับมาเป็ปกติเหมือนไม่เคยเกิดริ้วรอยใดใดขึ้นมาก่อนไอร่าปล่อยมือทิ้งให้เด็กน้อยร่วงลงกับพื้น
"ทีนี้ตามมาเงียบๆได้แล้ว" ไอร่าบิดแขนหนึ่งทีแล้วเดินนำไปโดยมีจุติมาบ่นอุบอิบเดินตามอยู่ข้างหลัง
สถานที่ที่ทั้งสองกำลังเดินทางไปนั่นคือร้านเหล้าประจำเมืองภายในร้านตกแต่งด้วยโทนไม้สีน้ำตาลอย่างเรียบง่าย โดยมีชายวัยกลางคนซึ่งเป็เถ้าแก่เ้าของร้านยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ตัวยาวด้านหลังมีสุราขึ้นชื่อประจำเมืองถูกวางเรียงบนชั้นอย่างเป็ระเบียบ บรรยากาศในร้านวันนี้ดูแปลกกว่าที่เคยมีชายท่าทางไม่น่าไว้วางใจหกคนนั่งอยู่ภายในร้านทุกคนล้วนมีอาวุธเหน็บไว้ข้างเอว ที่ชัดเจนที่สุดคงจะเป็บ่วงคอเหล็กที่ทุกคนสวมใส่มันทั้งดูน่าอึดอัดและน่ากลัวต่อผู้พบเห็นแม้การแต่งกายของพวกเขาจะดูไม่แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป แต่มันก็ยังดูประหลาดเมื่อมาอยู่ภายในเมืองชนบทที่แสนสงบแห่งนี้เถ้าแก่เ้าของร้านมีสีหน้าเคร่งเครียด เหงื่อไหลซึมออกมาจากข้างแก้ม แววตาดูหวาดระแวงได้แต่ก้มหน้าใช้ผ้าผืนเล็กถูแก้วในมือไปมา
"แกแน่ใจนะว่าไม่เคยเห็น!"ชายคนหนึ่งขึ้นเสียงใส่เ้าของร้าน พร้อมชี้นิ้วลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง ภาพในกระดาษถูกวาดอย่างประณีตปรากฏเป็รูปของสตรีที่มีผมหยักศกใบหน้าดูเย่อหยิ่ง
"มันฆ่าลูกน้องของฉันไปสามสิบคนด้วยมือเปล่าเพียงเพราะไปชนขวดเหล้าของมันแตก แล้วแกจะให้ฉันอยู่เฉยได้อย่างไร!"มีดปลายแหลมจ่อไปที่คอหอยของเถ้าแก่
"บังเอิญที่มันบ่นพึมพำว่า ไอ้ขวดลวดลายพิเศษที่มันถืออยู่หาซื้อได้ที่ร้านแกร้านเดียวเท่านั้น"ชายที่ร่างกายใหญ่โตชี้มีดไปยังขวดเหล้าข้างหลังเ้าของร้านก่อนจะแทงมันบนรูปวาดกระดาษจนใบมีดจมลึกลงไปบนไม้เนื้อแข็ง
"เพราะฉะนั้น แกต้องรู้จักมันอย่างแน่นอน"ชายคนดังกล่าวพูดพร้อมกระชากคอเสื้อของเถ้าแก่เข้ามาใกล้ เหตุการณ์ดูกำลังจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ
"โอ๊ะ! นั่นจูเลี่ยนนี่นา" จุติมาพูดสวนขึ้นแล้วะโขึ้นมานั่งบนเก้าอี้
"ไอร่ามาดูสิ มีรูปจูเลี่ยนอยู่ตรงนี้ด้วย"เถ้าแก่ร้านเหงื่อแตกยิ่งกว่าเดิม แต่ชายร่างใหญ่กลับบรรจงวางเถ้าแก่ลงอย่างนิ่มนวล
"แกว่ายังไงนะ!"รอยยิ้มเหี้ยมโหดถูกส่งไปยังเด็กน้อย จุติมาได้แต่กระพริบตามองชายร่างใหญ่ด้วยความสงสัยใบหน้าบนกระดาษแผ่นนั้นทำให้ความคิดถึงของเธอเอ่อล้นออกมาอย่างบอกไม่ถูก
"ขอโทษทีเธอไม่รู้จักหรอก"ไอร่าพูดตัดบทพร้อมก้มหน้าก้มตากระชากแขนจุติมาออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว ชายสวมบ่วงคอที่เหลือจ้องมองหน้ากันมือเคลื่อนลงไปกำอาวุธหมายจะเดินตามเด็กทั้งสองไป แต่ผู้ที่เป็หัวหน้ายกมือปรามไว้แล้วชักมีดสั้นบนรูปออกพร้อมรอยยิ้ม ในใจพลางคิดว่าการเดินทางมาที่ทุรกันดารครั้งนี้เห็นทีจะไม่เสียเปล่า
"นี่แกบ้าไปแล้วหรือไง!" ไอร่าโมโหสุดขีดลากจุติมาออกมานอกหมู่บ้านอย่างลุกลี้ลุกลนเหลียวซ้ายแลขวาเห็นว่าไม่มีใครตามมาจึงรีบก้าวเดินต่อไป
"แต่...นั่นรูปจูเลี่ยนจริงๆ"จุติมาเบ้ปากไม่รู้ไม่ชี้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
"กลับถึงบ้านแกเจอดีแน่!"ไอร่ารู้สึกหัวเสียมากกับความไร้เดียงสาของเด็กน้อยผมแดง
เด็กทั้งสองเดินฝ่าเข้าไปในผืนป่า ผ่านต้นไม้สูงรกทึบลึกเข้าไปยังพื้นที่ที่ไร้ผู้คนเดินผ่านตะวันยามเย็นคล้อยลงใกล้เลือนลับไปจากเส้นขอบฟ้าทั้งสองก็เดินมาถึงสถานที่คุ้นเคยที่เรียกว่าบ้าน ถึงแม้หน้าตาจะดูเหมือนหอคอยโทรมๆก็ตาม แต่มันก็ให้ความรู้สึกอุ่นใจมากกว่าที่ไหนไหน จุติมาทิ้งตัวลงนอนบนผืนหญ้ากลิ้งไปมาใบหน้าเปี่ยมด้วยความสุขทันใดนั้นเงาทะมึนของไอร่าก็ซ้อนทับร่างของเด็กน้อย
"ไอร่าฉันไม่ได้ตั้งใจ แง!...ฉันขอโทษ!"
ยามค่ำคืนก็มาถึงความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณมีเพียงแสงไฟจากฟืนลุกโชติ่เด็กทั้งสองนั่งชิดกันหลังจากกินอาหารเย็นจนอิ่ม โดยปกติแล้วอาหารเย็นฝีมือของไอร่าแม้หน้าตาจะดูไม่ค่อยน่ากินแต่รสชาติกลับอร่อยกว่าสิ่งที่เห็นเวลานี้เป็เวลาแห่งความสุขเล็กๆของเด็กทั้งสอง ขาดอย่างเดียวคือผู้ที่เด็กน้อยต่างคิดถึงไม่ได้มาร่วมวงด้วยนี่ก็ผ่านไปร่วมเดือนแล้วที่อาจารย์ของทั้งสองยังไม่กลับมาเสียที
"นี่...เมื่อไหร่จูเลี่ยนจะกลับ"จุติมาแหงนมองถามผู้ที่เปรียบเสมือนพี่สาวด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย
"ไม่รู้สิ.." แม้จะพยายามเก็บความรู้สึกไว้แต่ไอร่าเองก็มีสีหน้าเศร้าไม่ต่างกัน
"ป่านนี้คงเมาอยู่ที่ไหนซักที่..."ไอร่าจ้องมองเข้าไปในเปลวไฟ เสมือนการรอคอยนี้แทบจะไร้จุดสิ้นสุดมันเป็เื่ปกติของเด็กทั้งสองกับการรอคอยเช่นนี้มีแต่การฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งเท่านั้นที่เป็เหมือนการปลอบประโลมความรู้สึกซึ่งกันและกัน
“แต่ไอร่าจะไม่ทิ้งฉันใช่ไหม...” จุติมาใบหน้าดูเศร้าดวงตาใกล้จะปิดลงหลังจากอาหารมื้อแรกของวันเติมเต็มจนอิ่ม
"อย่ามาฟุ้งซ่านแถวนี้ ฉันจะไปอาบน้ำ..แกก็ควรมาด้วย!"ไอร่ากระแอมเบาๆเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศที่ดูน่าหดหู่ แต่ไม่ทันไรคู่สนทนาของเธอก็คอพับหลับไปเสียแล้วเธอจึงตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกไปเงียบๆ เกรงว่าคู่กัดของเธอเพียงคนเดียวจะตื่น ถึงแม้เด็กน้อยผมแดงจะไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้วก็ตาม
ไอร่าเดินแหวกแมกไม้เข้าไปในผืนป่าเดินเพียงไม่นานจากบริเวณตัวหอคอยก็มาถึงแอ่งน้ำใหญ่ ที่ผืนน้ำส่องสว่างสะท้อนแสงจันทร์ในยามค่ำคืนเด็กสาวปลดเสื้อและกางเกงออก เผยให้เห็นแผ่นหลังขาวเนียนกับทรวดทรงที่ยังไม่โตเต็มที่ถึงแม้จะไม่ได้ดูอวบอิ่ม แต่ส่วนโค้งเว้าของเธอก็ดูน่าดึงดูดอยู่ไม่น้อยเท้าซ้ายค่อยๆก้าวลงบนผืนน้ำเสมือนเธอกำลังดำดิ่งสู่แสงจันทร์ ผืนน้ำกระเพื่อมเบาๆเป็ระลอกคลื่นตีวงกว้างออกไปสายรัดผมถูกปลดออก เส้นผมสีทองปลิวไสวส่งรับกับแสงนวลผ่องยามราตรี จริงๆแล้วหากมองให้ถี่ถ้วนเธอก็เป็เด็กผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง เพียงแต่ไม่ค่อยพบเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอบ่อยผสมกับแววตาดื้อรั้นจึงทำให้เธอดูเป็สาวห้าวไปโดยปริยาย
แม้ภายนอกเธอจะดูเป็คนขี้โมโหหงุดหงิดไปเสียทุกอย่างแต่ลึกๆข้างในแล้วเธอต้องพยายามอย่างมากที่จะลืมความทรงจำในอดีตที่ผ่านมาของเธอให้หมดสิ้นมือเรียวเล็กกวักน้ำถูไปตามร่างกาย พลันเงยหน้ามองแสงจันทร์รำไรถึงแม้ราตรีนี้จะผ่านพ้นไปอีกไม่ช้า วันนี้ก็เป็อีกหนึ่งวันที่เธอดูพึงพอใจทีเดียว
ภายในความมืดท่ามกลางผืนป่าผู้มาเยือนพยายามแฝงตัวอำพรางกายเข้ากับความมืด
"เฮ้ย..อย่าบังสิ..."เสียงกระซิบแว่วผ่านแมกไม้เกิดคลื่นสะท้อนบางๆัักับแอ่งน้ำในบรรยากาศที่เงียบสงบ
"แกนั่นแหละ เงียบๆ" เป็เสียงของชายสองคนอยู่ไม่ไกลทั้งสองถืออาวุธดาบในมือแหวกพุ่มไม้เดินเข้ามาใกล้
"แกอย่ายืนนิ่ง..หลบไปสิเฮ้ย! มืดขนาดนี้จะไปมองเห็นอะไรได้วะ..แล้วนี่มันน้ำอะไร!"ไม่ทันสิ้นเสียงร่างไร้ิญญาของชายที่อยู่ด้านหน้าก็ล้มคะมำลงกับพื้นเสียงบ่วงเหล็กหลุดจากต้นคอกลิ้งหมุนวนเอนไปมาแล้วหยุดลง
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าช่างเป็ทัศนียภาพอันเลวร้ายยิ่งนักร่างเปลือยเปล่าของเด็กสาวผมทองถูกย้อมไปด้วยเื ภายในมือซ้ายถือศีรษะนิรนามเอาไว้แววตาดูไร้หัวใจทำให้ชายผู้นั้นกำอาวุธของตนไว้แน่นแต่ไม่ทันเสียแล้วไม่แม้แต่จะสั่นด้วยความกลัว วัตถุเรียวแหลมแทงทะลุร่างจนขาดสะบั้นอวัยวะภายในร่างกายที่ควรถูกปกปิดด้วยเนื้อหนังกลับลอยเคว้งกระจัดกระจายลงบนผืนน้ำเกิดเป็ละอองคลื่นสีแดงฉานฉายส่องกระทบผิวดวงจันทร์ สิ่งที่เกิดขึ้นดูสงบนิ่งเกินกว่าจะเป็ความตายที่ดูสยดสยอง
"ไอร่า~~ ช่วยด้วย!!!ฮือออ" เสียงของจุติมาแว่วมาตามสายลม
ไอร่าเงี่ยหูฟังเธอใช้เพียงประสาทการได้ยินก็รับรู้ได้ถึงฝีเท้าจำนวนมากที่กำลังย่างกายเข้ามา เพียงชั่วขณะเส้นเลือดจำนวนมากห่อหุ้มร่างสีแดงฉานของเธอกลายเป็นชุดเกราะรูปร่างคมพลิ้ว ดวงตาทั้งสองข้างถูกปกคลุมด้วยหน้ากากรูปร่างคล้ายปีกนกและเส้นเลือดที่พุ่งแทงออกมาจากแผ่นหลังสานตัวกันจนเป็นปีกขนาดใหญ่ มันคลุมร่างเด็กสาวผมสีทองที่ย้อมไปด้วยเลือดปีกแห่งความโกรธสยายออกจนสุดพุ่งทะยานสู่นภายามราตรีไปทางต้นเสียงที่เรียกหาเธอ