บทที่ 10 เกี๊ยวกุ้ง
"รอก่อน" ท่านหมอเห็นนางใจร้อน คิดแล้วคิดอีกว่าควรกำชับนางไว้ดีกว่า
"อย่างนี้แล้วกัน หากพวกเ้าเร่งเดินทางตลอดคืน เกรงว่าจะไปเสียเปล่า ไม่สู้ข้าจะไปถามท่านหมอเซวียให้" ท่านหมอก็อดสงสารไม่ได้ เห็นหลี่เก๋อเฟยที่เป็เช่นนี้ เขาพลันคิดว่าบุรุษที่ได้ภรรยาเช่นนางถือว่าสามภพมีวาสนาแล้ว
"เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านหมอแล้ว" หลี่เก๋อเฟยคุกเข่าคารวะท่านหมอ ท่านหมอเองก็รีบประคองนางขึ้นมา
"ไม่เป็ไร พวกเราก็ถือว่าเป็คนรู้จักกันมานาน เขาน่าจะช่วยข้า อีกอย่าง หลายปีก่อน เขายังติดค้างบุญคุณข้าอยู่"
ท่านหมอพูดต่อ "เพราะคนที่มาหาให้เขารักษามีมากเกินไป ข้าเกรงว่าพวกเ้าไปแล้ว ก็ต้องรออีกสิบวันแปดวัน โรคของท่านพ่อเ้าคงรอไม่ไหวขนาดนั้นแล้ว"
ซูจิ่งหยางกอดหลี่เก๋อเฟยแน่น ตอนนี้หลี่เก๋อเฟยก็ไม่มีอารมณ์มาทะเลาะกับเขา สมองเต็มไปด้วยเื่รักษาโรคช่วยชีวิตคน
ยามเย็น เด็กรับใช้ของนายหญิงหลิ่วมาส่งห่อผ้าที่หนักอึ้งหนึ่งห่อให้นาง หลี่เก๋อเฟยเปิดดูก็เห็นเป็เงินหลายสิบตำลึง จึงรีบขอบคุณทันที
"ไม่ต้องใช้มากเช่นนี้หรอก ชาดทาปากที่ข้าให้นายหญิงหลิ่วก็ไม่ได้มีค่าถึงขนาดนี้" หลี่เก๋อเฟยรู้สึกเกรงใจ ไม่คิดว่านายหญิงหลิ่วจะเป็คนรักมิตรภาพขนาดนี้
"นายหญิงบอกว่าให้ท่านเก็บไว้ก่อน โรคของนายท่านซูตอนนี้ต้องใช้เงินด่วน ก็ถือเป็น้ำใจของนายหญิงหลิ่ว" เด็กรับใช้บอก "ฮูหยินซู ท่านรับไว้ก่อนเถอะ ไม่อย่างนั้น ข้ากลับไปก็ไม่รู้จะรายงานนายหญิงอย่างไรแล้ว"
"ได้ เช่นนั้นก็ฝากขอบคุณนายหญิงหลิ่วแล้ว" หลี่เก๋อเฟยก็ไม่อยากทำให้เด็กรับใช้ลำบากใจ จึงรับไว้ก่อน คิดว่าพอได้คะแนนภารกิจมาแล้ว ก็จะเอาลิปสติกไปคืนนาง
หลี่เก๋อเฟยนึกอะไรขึ้นมาได้ ใช่ ระบบ ระบบจะช่วยนางหาวิธีรักษาลับ ๆ ได้หรือไม่นะ
‘ออกมา’ หลี่เก๋อเฟยคิดในใจ เรียกระบบออกมา
[นายหญิง มีอะไรให้ช่วยหรือเ้าคะ]
เสียงระบบดังขึ้นอีกครั้ง
‘เอาคะแนนไปแลกของอย่างอื่นได้หรือไม่ เช่นตำรับยา’
[นายหญิง โดยหลักการแล้ว ทำได้เ้าค่ะ แต่ตอนนี้เลเวลของท่านยังไม่พอ อีกอย่าง ท่านไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการกำหนดเื่ราวได้ ทุกอย่างควรดำเนินไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เ้าค่ะ]
‘นั่นก็หมายความว่า หากระบบทำให้ท่านพ่อสามีต้องตาย ข้าก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้’
คิดถึงเื่นี้แล้ว หลี่เก๋อเฟยก็อดรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้ นางนึกถึงซูจิ่งหยางที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดีในยามกลางวัน ความเศร้าโศกก็พลันแผ่ซ่านไปทั่วกาย
"ภรรยา เ้ากำลังคิดอะไรอยู่หรือ" ซูจิ่งหยางเห็นหลี่เก๋อเฟยเหม่อลอยอยู่ข้าง ๆ จึงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ไม่มีอะไรหรอก เมื่อครู่นี้นายหญิงหลิ่วเพิ่งส่งเงินมาให้พอดี" หลี่เก๋อเฟยได้สติ แล้วหันไปมองซูจิ่งหยาง
"อืม วันนี้ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยแล้ว" ซูจิ่งหยางรู้สึกหดหู่ เขากำลังตำหนิตัวเองที่ไร้ความสามารถ ปล่อยให้บิดาของตนเองป่วยหนักแต่กลับไม่มีเงินรักษา ทำให้หลี่เก๋อเฟยต้องเป็ห่วงและทนทุกข์เพื่อเขา
"ในเมื่อเราเป็สามีภรรยากันแล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องพูดถึงเื่พวกนี้หรอก" ถึงแม้หลี่เก๋อเฟยจะมีความกตัญญูเต็มเปี่ยม แต่สำหรับเื่ที่แต่งงานกันอย่างกะทันหันนี้ นางก็ยังรู้สึกยากที่จะยอมรับอยู่ดี
"อืม ขอบคุณภรรยา" ซูจิ่งหยางมองนาง ยามนี้ดวงจันทร์ลอยเด่นกลางฟ้า แสงจันทร์สาดส่องไปทั่ว
หลี่เก๋อเฟยมองเขา แล้วก็เผลอเหม่อลอยไปชั่วขณะ
"หล่อจัง" หลี่เก๋อเฟยเผลอพูดออกมาโดยไม่ทันคิด แต่ซูจิ่งหยางกลับได้ยินเต็มสองหู
"หล่อ? หมายความว่าอย่างไร" ซูจิ่งหยางถามด้วยความสงสัย
"ก็...ก็แค่ชมท่านน่ะ เอ่อ อย่าถามอีกเลย" ใบหน้าอวบอิ่มของหลี่เก๋อเฟยก็ขึ้นสีแดงระเรื่อ โชคดีที่คำพูดสมัยใหม่ ถึงแม้เขาจะได้ยิน แต่ก็ไม่เข้าใจความหมาย ไม่อย่างนั้นในจังหวะนี้ นางที่ดันมาทำตัวเป็สตรีบ้ากาม นับว่าเป็ความผิดที่ยกโทษให้ไม่ได้จริง ๆ
"อ้อ อย่างนั้นเอง อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ไปกันเถอะ พวกเราเข้าไปในห้องกัน" ซูจิ่งหยางโอบหลี่เก๋อเฟยแล้วจะเดินเข้าไปในห้อง
หลี่เก๋อเฟยรู้สึกเขินอาย กลัวจะถูกท่านแม่สามีเห็นเข้า จึงหาข้ออ้างอะไรสักอย่าง
"ข้าจะไปเอาผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำให้ท่านพ่อสักผืน ท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ แล้วก็บอกให้ท่านแม่พักด้วย นางดูแลท่านพ่อจนเหนื่อยมากแล้ว ยิ่งกว่านั้น ยังต้องคอยดูแลลูก ๆ อีกสองคนอีก"
"ได้ เช่นนั้นเ้าก็อย่าหักโหมเกินไปล่ะ..." ซูจิ่งหยางชะงักไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตกลงตามที่หลี่เก๋อเฟยบอก
"อืม"
วันรุ่งขึ้น
หลี่เก๋อเฟยตื่นแต่เช้าตรู่ เห็นซูจิ่งหยางที่อยู่ข้าง ๆ ยังคงหลับสนิท จึงไม่ได้ปลุกเขา
นางล้างหน้าอย่างลวก ๆ จัดแจงผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่เข้าทาง แล้วก็มุ่งหน้าไปยังร้านยาของท่านหมอที่อยู่ในเมือง
คนที่เปิดประตูให้คือหนุ่มน้อย เขาถามด้วยสายตาง่วงงุน "ใครหรือ"
"ขอถามว่าท่านอาจารย์ของเ้าอยู่หรือไม่" หลี่เก๋อเฟยยังคงไม่วางใจ ท้ายที่สุดแล้ว โรคของท่านพ่อสามีเป็โรคเรื้อรังมานาน ตอนนี้ไม่อาจผัดวันต่อไปได้อีกแล้ว
"ไม่อยู่ ไม่อยู่ ค่อยมาใหม่นะ" น้ำเสียงของหนุ่มน้อยฟังดูรำคาญใจ ไล่หลี่เก๋อเฟยไป ในสายตาของคนทั่วไป เื่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็เื่ใหญ่หลวง แต่สำหรับพวกเขาแล้ว เห็นความเป็ความตายมามากมาย จึงมองเป็เื่ธรรมดาสามัญ
"เอ่อ รอก่อน ขอถามหน่อยว่าท่านอาจารย์ไปที่ใด จะกลับมาเมื่อไหร่" หลี่เก๋อเฟยขมวดคิ้ว แต่ก็ยังคงถามด้วยความอดทน
"ท่านอาจารย์ไปเมืองชิงโจวเมื่อคืนนี้ เร็วที่สุดก็คงกลับมาตอนเที่ยงกระมัง" หนุ่มน้อยบ่นอุบอิบในใจ เหตุใดถึงได้เจอคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลยแบบนี้นะ
"เช่นนั้นก็ขอบคุณมาก" หลี่เก๋อเฟยถอนหายใจยาว ดูเหมือนว่าท่านหมอคนนี้ก็ใส่ใจจริง ๆ ต่อไปถ้ารุ่งเรืองแล้ว ต้องจำบุญคุณของเขาไว้ให้ดี
หลี่เก๋อเฟยกลับถึงบ้าน ล้างจานชามเสร็จ ก็เตรียมอาหารเช้าให้ทุกคน วุ่นอยู่กับการจัดอาหารขึ้นโต๊ะ
จางซื่อเห็นดังนั้นจึงรีบแย่งมาทำเสีย พลางชมว่าเป็ลูกสะใภ้ที่ดี โชคดีที่มีหลี่เก๋อเฟยมาช่วยดูแลแบบนี้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ตอนนี้ฐานะทางบ้านตกต่ำ สามารถแต่งลูกสะใภ้ที่เก่งกาจเช่นนี้ได้ นับว่าเป็บุญวาสนาที่ตระกูลซูสั่งสมมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
น่าเสียดายที่พ่อของจิ่งหยางป่วยเป็โรคเรื้อรัง ตอนนี้นอนติดเตียง ไม่รู้ว่าจะอยู่จนได้เห็นหน้าหลานหรือไม่ ทุกครั้งที่คิดถึงเื่นี้ จางซื่อก็เศร้าใจ น้ำตาไหลพรากไม่หยุด
หลี่เก๋อเฟยก็ปลอบโยนนาง "ท่านแม่ ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง รอให้ท่านหมอเซวียมาถึงก่อน ค่อยตัดสินใจอีกทีก็ไม่สายนะ"
"อืม..." จางซื่อเช็ดน้ำตา ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
หลี่เก๋อเฟยตื่นแต่เช้าตรู่ ขณะที่กลับมาจากร้ายยา ก็เห็นกุ้งสดจึงซื้อกลับมาทำเกี๊ยวกุ้ง
ก่อนหน้านี้ ท่านพ่อสามีเป็ผู้ดูแลครอบครัว แต่ตอนนี้ท่านล้มป่วย ในบ้านมีทั้งคนแก่และเด็ก เหลือเพียงซูจิ่งหยางที่นอกจากอ่านหนังสือแล้วก็ไม่รู้จักทำอะไรเลย หลี่เก๋อเฟยจึงต้องแบกรับภาระและค้ำจุนครอบครัวนี้เพียงลำพัง ไม่เช่นนั้นจะทำอย่างไรได้อีกเล่า
"อร่อยยิ่ง นี่เป็กุ้งสดหรือ" ซูจิ่งหยางใกับฝีมือการทำอาหารของหลี่เก๋อเฟย เพราะว่าเป็เวลานานแล้วที่นางไม่ได้ทำอาหารให้เขา หลี่เก๋อเฟยก็รู้สึกอายเล็กน้อย
"อืม ตอนข้ายังเด็ก มีญาติจากกวางตุ้งมาที่บ้าน ข้าจึงได้แอบเรียนรู้มาบ้าง" หลี่เก๋อเฟยไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร จึงได้แต่พูดออกไปเช่นนั้น
"เช่นนั้นเ้าต้องสอนข้าบ้างในภายภาคหน้า" จางซื่อก็ยิ้มเล็กน้อย พลางชมว่าหลี่เก๋อเฟยขยันและมีความสามารถ
"ท่านแม่ ท่านไม่ต้องวุ่นวายให้เหนื่อยหรอก เื่นี้ต่อไปให้ข้าจัดการเอง" หลี่เก๋อเฟยพบว่า ตนเองก็ค่อย ๆ ยอมรับครอบครัวนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเด็ก ๆ น่ารักอีกสองคน
ซูจิ่งเหวินและซูเซี่ยวเซี่ยวกินจนเลอะเต็มหน้า จางซื่อหัวเราะตำหนิว่า "ดูพวกเ้าสิ" แล้วก็เช็ดหน้าให้พวกเขา
ภายนอก ครอบครัวดูกลมเกลียวกัน และบรรยากาศเศร้าโศกเพราะอาการป่วยของท่านพ่อสามีก็บรรเทาลงไปมาก