เมื่อเขาได้แบกกระสอบสินค้าขึ้นมา หลู่เส่าโหย่วก็รู้สึกว่าข้างในกระสอบนั้นน่าจะเป็เกลือเขาหันหลังกลับไปมองเสี่ยวไป๋ที่กำลังแบกกระสอบสินค้าจนหลังงอแล้วจึงเอ่ยถาม “ทำไมหนักมากหรือ?”
“นายน้อย..ไม่..คุณชาย ทำไมอยู่ๆ ท่านถึงได้มีแรงมากขนาดนี้กันเกลือหนึ่งกระสอบนี่หนักถึงหกสิบโลเลยนะ เมื่อก่อนท่านถึงกับแบกไม่ไหว”เมื่อเห็นหลู่เส่าโหย่วแบกกระสอบสินค้าได้อย่างสบายๆ หลู่เสี่ยวไป๋ก็ถามเขาอย่างประหลาดใจ
“งั้นหรือ ทำไมข้าไม่เห็นรู้สึกหนักเลย” เมื่อแบกกระสอบขึ้นไหล่ หลู่เส่าโหย่วก็มั่นใจว่าเกลือหนึ่งกระสอบนี้คงจะหนักประมาณสามสิบถึงสี่สิบกิโลเขาไม่ต้องเสียแรงมากมายขนาดนั้น
“แรงของท่านนี่ เพิ่มขึ้นเร็วจริงๆ ” หลู่เสี่ยวไป๋กล่าวกับหลู่เส่าโหย่วพร้อมกับแบกกระสอบเกลือเดินตามกลุ่มคนรับใช้ไปที่โรงเก็บของ
โรงเก็บของนั้นอยู่ห่างจากประตูหลังไม่น้อย ตลอดทางที่เดินไป เขาก็ลอบสังเกตคฤหาสน์ตระกูลหลู่อย่างละเอียดเพราะเมื่อคืนหลู่เส่าโหย่วยังไม่ทันได้สนใจสิ่งใด ตระกูลหลู่นี่ไม่เล็กจริงๆลานทั้งหมดอยู่ติดกัน และเหมือนว่าตรงพื้นจะถูกเคลือบด้วยสิ่งที่คล้ายกับแก้วที่ระยิบระยับและแวววาวตรงบริเวณที่ตัวเขาอาศัยนั้นเป็เพียงเขตลานด้านหลัง ส่วนพวกสายหลักของตระกูลจะพักอาศัยอยู่ที่เขตลานด้านหน้าทั้งหมดที่แห่งนั้นเมื่อมองจากไกลๆ แล้วช่างดูหรูหราและกว้างใหญ่ยิ่งนัก
ที่ลานประตูหลัง คนรับใช้ชราที่ดูเชื่องช้าอย่างลุงหนานนั้นกำลังนั่งอยู่ตรงข้างประตูหลังอย่างเงียบๆตลอดเวลาสายตาของเขาเอาแต่มองมาที่หลู่เส่าโหย่วที่กำลังแบกเกลือหลายกระสอบไปมาอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจภายใต้แววตาไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นั้น หากลองมองดูดีๆ จะพบได้อย่างไม่ยากเลยว่าในแววตาของเขามีแสงสว่างวาบมาเป็ครั้งคราว
ลุงหนานอยู่ในตระกูลนี้มานับสิบปีแล้ว นับว่าเป็คนรับใช้เก่าแก่ของตระกูลสถานะในตระกูลก็ไม่ถือว่าต่ำเลย เรียกได้ว่าเป็คนรับใช้ระดับสูงที่สูงกว่าคนรับใช้ระดับสูงทั่วไปเสียอีกชื่อจริงของเขานั้นไม่มีใครทราบ ทุกคนต่างเรียกเขาว่าลุงหนาน แม้แต่พ่อบ้านจ้าวก็ยังต้องไว้หน้าเขาอยู่หลายส่วนปกติลุงหนานจะเฝ้าอยู่ที่ประตูหลัง และคอยตัดแต่งต้นไม้ใบหญ้า ในวันนี้เขาก็จัดการงานนั้นเสร็จพร้อมกับตอนที่เหล่าคนรับใช้แบกกระสอบเกลือครบพอดีแม้จะมีคนรับใช้อยู่หลายสิบคน ทว่าแต่ละคนนั้นต้องขนกระสอบเกลือกันยี่สิบกว่าครั้งถึงจะขนไปไว้ในโรงเก็บของจนครบใช้เวลาใน่เช้าไปจนหมด หลังจากที่ขนเกลือกระสอบสุดท้ายเสร็จนั้น คนรับใช้แต่ละคนต่างก็หมดแรงกันไปตามๆกัน มีเพียงหลู่เส่าโหย่วที่ยังดูกระปรี้กระเปร่า เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังออกกำลังกายที่ยิ่งออกกำลังมากเท่าไรพลังงานในร่างก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
“อะแฮ่ม...” เมื่อหลู่เส่าโหย่วแบกเกลือกระสอบสุดท้ายเข้าไปทางประตูหลังลุงหนานก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมา และทันใดนั้นชายชราก็แสร้งทำเป็ชนกับร่างของหลู่เส่าโหย่วพร้อมกับไอออกมาลุงหนานทำให้ดูราวกับว่าเป็หลู่เส่าโหย่วเองที่เป็คนเดินไปชน
“ลุงหนาน ท่านไม่เป็อะไรใช่หรือไม่”หลู่เส่าโหย่วรีบจับมือทั้งสองของลุงหนานเอาไว้ในทันที
“นายน้อยโหย่ว ข้าไม่เป็ไร” ลุงหนานกล่าวพร้อมกับจับมือของหลู่เส่าโหย่วและประคองตัวเองขึ้นมา
“เช่นนั้น ข้าไปก่อนหละ ลุงหนาน ท่านก็ระมัดระวังหน่อยนะ”หลู่เส่าโหย่วกล่าว ในตอนที่มือของพวกเขาัักัน หลู่เส่าโหย่วรู้สึกได้ว่ามือของลุงหนานนั้นมีความอุ่นร้อนราวกับมีความร้อนไหลผ่านร่างกายของเขาไป
แต่หลู่เส่าโหย่วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร จากนั้นเขาจึงเดินไปยังโรงเก็บของต่อ แล้วหลู่เสี่ยวไป๋ก็บอกกับเขาว่า“่เที่ยงก็ไม่มีเื่อะไรแล้ว”
“เอ๋ แปลกประหลาดนัก ทำไมถึงเป็เช่นนี้ อุบายนั้นถูกแก้ออก ทั้งยังเป็ร่างกายหยินหยาง”ลุงหนานพึมพำกับตัวเองพร้อมกับจ้องมองแผ่นหลังของหลู่เส่าโหย่ว
“ไม่ใช่ว่าท่านไม่สามารถเป็ผู้ฝึกยุทธ์ได้งั้นหรือท่าน้าวิชายุทธ์ไปทำไม?” หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จภายในห้องของหลู่เส่าโหย่วนั้น หลู่เสี่ยวไป๋มองเขาและเอ่ยถามขึ้น
“ข้าแค่อยากจะดูหน่อย เ้าได้วิธีมาบ้างไหม” หลู่เส่าโหย่วกล่าว
“ข้าเป็เพียงคนรับใช้ จะเอาวิชายุทธ์มาได้อย่างไร แต่ว่าข้ามีวิชายุทธ์นอกตระกูลอยู่คนที่อาศัยกับข้าเขาทิ้งเอาไว้ เมื่อหลายวันก่อนมันกลับบ้านเก่าไปเยี่ยมญาติแล้ว”
“เอามาให้ข้าดูหน่อย” หลู่เส่าโหย่วกล่าววิชายุทธ์นอกตระกูลก็เป็วิชายุทธ์เหมือนกัน ได้ลองดูก็ดี
“ทราบแล้ว ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าจะนำมาให้” หลู่เสี่ยวไป๋รับคำ
ตลอด่บ่าย หลู่เส่าโหย่วไม่มีเื่อะไรให้ต้องทำ และคนในตระกูลก็ทำราวกับว่าเขานั้นไม่มีตัวตนหลู่เส่าโหย่วได้แต่เดินไปมาในลานด้านหลัง แน่นอนว่าเขาเดินไปมาได้แค่ที่ลานด้านหลังเท่านั้นเพราะที่ลานด้านหน้าเป็เขตที่อยู่อาศัยของพวกสมาชิกสายหลักของตระกูล แม้จะมีสถานะเป็ถึงนายน้อยหลู่เส่าโหย่วก็ไม่สามารถเข้าไปได้
ตอนเย็น หลู่เสี่ยวไป๋ได้นำหนังสือมาเล่มหนึ่ง เป็วิชายุทธ์นอกตระกูลนั่นเองพร้อมกันนั้นท่านแม่ของเขาก็กลับมาพอดี เมื่อเห็นท่านแม่ที่ดูท่าทางเหน็ดเหนื่อยในใจของหลู่เส่าโหย่วก็รู้สึกเ็ปไม่น้อย ดูท่าวันนี้แม่ของเขาคงเหนื่อยมามาก เขาต้องรีบเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในตอนนี้ให้เร็วที่สุด
หลังจากพูดคุยกับท่านแม่สักพัก หลู่เส่าโหย่วก็กลับไปที่ห้องของตัวเองและเปิดหนังสือวิชายุทธ์ที่หลู่เสี่ยวไป๋เอามาให้เพื่อศึกษาดูทันที
หลังจากได้อ่านหนังสือวิชายุทธ์นั้นหลู่เส่าโหย่วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง วิชายุทธ์นอกตระกูลนี้เป็เพียงหนังสือฝ่ามือยูไลที่มีราคาสองหยวนในชาติก่อนก็ไม่ปานเป็ไปไม่ได้ที่จะนำมาฝึกฝนจนไร้เทียมทาน ในนั้นมีเพียงท่าทางการเคลื่อนไหวง่ายๆเท่านั้น ศึกษาไปก็ไร้ประโยชน์
“ต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ได้กัน” หลู่เส่าโหย่วพึมพำตัวเขาที่้าจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาเช่นนี้ อันดับแรกอย่างน้อยเขาต้องกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ให้ได้เสียก่อน
“ทำไม เ้าจะตายอยู่แล้ว ยัง้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์อีกอย่างนั้นหรือ?” ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งที่เหมือนกับยุงกำลังพูดอยู่ข้างหูของหลู่เส่าโหย่ว
“ใคร..นั่นใครกัน....” หลู่เส่าโหย่วมองไปรอบห้องอย่างตื่นตระหนกทว่าในห้องนี้มีแค่ตัวเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
“หากเ้ายังไม่อยากตาย เช่นนั้นก็มาที่ห้องเก็บฟืน และห้ามให้คนอื่นรู้”เสียงนี้ยังคงกล่าวจากข้างหูของเขา จากนั้นเสียงที่เขาได้ยินก็พลันหายไปในทันที
หลู่เส่าโหย่วรู้สึกว่าเขาคุ้นเคยกับเสียงนี้ หลังจากที่ลังเลไปครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจจะไปที่ห้องเก็บฟืนดูเพราะนี่มันเกี่ยวกับความตายของตัวเขาเอง ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ เขาก็ต้องลองไปดูสักคราคนผู้นี้ใช้วิธีพูดคุยกับเขาโดยการใช้เสียงกล่าวจากข้างหูของเขาอย่างลับๆ นั่นแสดงว่าจะต้องเป็คนที่มีความสามารถอย่างแน่นอน
หลู่เส่าโหย่วอาศัยความมืดมิดเดินไปยังห้องเก็บฟืนอย่างเงียบเชียบห้องเก็บฟืนนั้นไม่ได้ไกลจากห้องของเขาสักเท่าไร เวลานี้เป็เวลาเที่ยงคืนแล้ว ทำให้รอบบริเวณไม่มีผู้ใดอยู่เมื่อหลู่เส่าโหย่วมาถึงหน้าห้องเก็บฟืน เขาก็สังเกตรอบๆ ตัวเพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ข้างนอกนี้
“ไม่ต้องมองแล้ว ยังไม่รีบเข้ามาอีก” เสียงนั้นดังขึ้นจากข้างหูของเขาอีกครั้ง
“เป็ใครกันแน่...หรือว่าจะเป็ผี” หลู่เส่าโหย่วรวบรวมความกล้าแล้วเปิดประตูห้องเก็บฟืน แต่เขากลับได้เห็นเงาของคนที่คุ้นเคย“ลุงหนาน ทำไมถึงเป็ท่าน?”
ในเวลานั้น เมื่อหลู่เส่าโหย่วมองไปยังลุงหนาน เขากลับดูไม่เหมือนชายชราผู้เชื่องช้าเมื่อตอนเช้าแววตาของลุงหนานดูมีจิติญญาและมีพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น
ลุงหนานมองหลู่เส่าโหย่วพร้อมกล่าว “แปลกนักหรือถ้าไม่ใช่เพราะข้าเห็นเ้ามาั้แ่เล็กจนโต และจิตใจของข้าก็ถือว่าเป็ผู้มีน้ำใจข้าก็คงี้เีที่จะช่วยเ้า”
“ลุงหนาน ช่วยข้าอะไรกัน ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าท่านแตกต่างไปจากเมื่อก่อน?” หลู่เส่าโหย่วเอ่ยถาม
“เ้ากำลังจะตายอยู่แล้ว ยังไม่รู้ตัวอีก”
หลู่เส่าโหย่วรู้สึกฉงน เขาลองสังเกตตัวเองก่อนจะกล่าวตอบ “ไม่หรอกมั้งข้าสบายดี ลุงหนาน ท่านอย่าล้อข้าเล่นเลย”
ลุงหนานหัวเราะอย่างแ่เบา “ข้าล้อเล่น? ห้า..สี่..สาม..สอง..หนึ่ง...”
หลังจากที่ลุงหนานนับหนึ่งจบ ทันใดนั้น หลู่เส่าโหย่วที่กำลังสงสัยก็รู้สึกได้ว่าภายในร่างกายของเขามีกระแสลมแห่งความเย็นและความร้อนอาละวาดขึ้นมาราวกับว่ามันกำลังจะทำลายอวัยวะภายในของเขาก็ไม่ปาน
“อ๊าก...” ตอนที่หลู่เส่าโหย่วกำลังจะกรีดร้องออกมา ยังไม่ทันได้เปล่งเสียงเขาก็เห็นภาพข้างหน้าเบลอไปแวบหนึ่ง ทว่าลุงหนานก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อจากนั้นชายชราก็ใช้มือแตะหน้าอกและหน้าท้องของเขาไม่กี่ที กระแสลมที่รุนแรงภายในร่างของเขาก็สงบหายไป
“ข้าไม่ได้โกหกเ้าใช่หรือไม่?” ลุงหนานกล่าว
“ลุงหนาน นี่มันเื่อะไรกัน ท่านต้องช่วยข้านะ” มาถึงตอนนี้ในใจของหลู่เส่าโหย่วเชื่อมั่นว่าลุงหนานคือผู้แข็งแกร่งในตำนาน ดูท่าชายชราคงตั้งใจมาแอบซ่อนตัวอยู่ในตระกูลหลู่และกระแสลมทั้งสองที่เกิดในร่างหลู่เส่าโหย่วนั้น คงเกิดจากแก่นอสูรสองลูกนั้นอย่างแน่นอน
“งั้นตามข้ามา” ลุงหนานเหลือบมองหลู่เส่าโหย่ว จากนั้นก็เดินเข้าหาหนึ่งในมุมกำแพงของห้องเก็บฟืนชายชราใช้มือกดลงไปที่ใดสักแห่งหนึ่ง พลันตรงใต้มุมกำแพงก็ปรากฏเส้นทางสู่ห้องลับขึ้นมา
ลุงหนานไม่สนใจท่าทางตื่นใของหลู่เส่าโหย่ว ชายชราเดินนำเข้าไปในห้องลับนั้นส่วนหลู่เส่าโหย่วก็เดินตามไปทั้งที่ยังคงตระหนกใอยู่
“ครืน..” ประตู้าห้องลับได้ปิดลง หลู่เส่าโหย่วมองสำรวจรอบห้องที่เขาเดินเข้ามาและพบว่านอกจากเตียงหินแล้ว ที่แห่งนี้ก็ไร้ซึ่งสิ่งอื่นใด