สามวันให้หลัง
เช้าของวันที่อากาศหนาวเย็น ลมพัดผ่านใบไผ่ที่ล้อมรอบเรือนให้เกิดเสียงคล้ายเพลงเศร้าของธรรมชาติ หลีิเฟยยืนอยู่กลางลานกว้างของจวนในชุดเสื้อผ้าน้อยชิ้นที่พ่อบ้านเตรียมไว้ให้ นางสวมเครื่องประดับเต็มตัว ผมเก้าม้วยยกสูงเผยให้เห็นต้นคอ ที่ช่วยให้ภาพลักษณ์ของนางดูเย้ายวนตาและหน้าค้นหา
ในลานนั้น รองแม่ทัพลู่ยืนอยู่กับหลานชิงและหลานเย่ที่คอยติดตามเงียบๆ สายตาของรองแม่ทัพลู่จับจ้องไปที่นางราวกับกำลังประเมินบางอย่าง นางไม่กล้าสบตาเขา ได้แต่ก้มหน้าและกำมือแน่น
“เ้าฟังให้ดี” น้ำเสียงของรองแม่ทัพลู่เข้มและเด็ดขาด “ขุนนางจางเป็คนระมัดระวัง เ้าจะต้องไม่ทำให้เขาสงสัยในตัวเ้า ข้าจะให้เข้าไปในฐานะนักดนตรีผู้มีฝีมือที่ถูกเชิญตัวไปเพื่อเล่นดนตรีในงานเลี้ยงของเขา”
เขาเดินเข้าไปใกล้นางทีละก้าว ดวงตาคมเข้มของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลีิเฟย ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
“เ้าไม่ต้องพูดมาก แค่ฟังคำสั่งและทำตามให้ดีที่สุด ถ้าข้ารู้ว่าเ้าพยายามหักหลัง หรือปล่อยข้อมูลสำคัญรั่วไหล...” เขาหยุดพูดไปชั่วครู่ ปล่อยให้น้ำเสียงของตนชัดเจนขึ้น “เ้าจะไม่มีชีวิตรอดกลับมา”
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางเต็มไปด้วยความกลัวและหวาดหวั่น นางพยักหน้าเบาๆ โดยไม่กล้าพูดอะไร แม้ในใจของนางจะเต็มไปด้วยคำถามและความไม่แน่ใจ
“หลานเย่จะไปส่งเ้า เขาจะอยู่ใกล้ๆ เพื่อคอยช่วยเหลือ แต่เ้าอย่าคิดว่าเขาจะช่วยเ้าจากความผิดพลาด ถ้าเ้าทำพลาด ทุกอย่างจะตกอยู่ที่ตัวเ้าเอง”
เขากล่าวจบก็หมุนตัวเดินออกไป โดยมีหลานชิงติดตามไปอย่างเงียบๆ เหลือเพียงหลานเย่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล
ระหว่างทางไปเรือนของขุนนางจาง
รถม้าที่นั่งมีเพียงนางและหลานเย่ ภายในเงียบสงัดเหมือนกับจิตใจที่กำลังตื่นตระหนก หลานเย่ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่คอยจับตามองนางด้วยสายตาที่นิ่งสงบ แต่กลับทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกตรวจสอบตลอดเวลา
เมื่อรถม้าจอดที่หน้าประตูเรือนใหญ่ของขุนนางจาง หลานเย่กล่าวเสียงเรียบ “จำสิ่งที่นายท่านสั่งไว้ให้ดี เข้าไปแล้ว อย่าทำให้ใครสงสัย”
พยักหน้าให้เบาๆ นางสูดลมหายใจลึกก่อนก้าวลงจากรถม้า หัวใจเต้นแรงจนแทบจะะเิ
“ข้างในไม่มีอะไรหน้ากลัว อย่าคิดมาก” นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางก้าวเข้าไปในเขตเรือนของขุนนางจาง
ภายในเรือนของขุนนางจาง
เรือนใหญ่โอ่อ่าเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายชนชั้น ทั้งขุนนาง พ่อค้า และผู้ติดตาม บรรยากาศคึกคักจากเสียงพูดคุยและดนตรีที่เล่นเบาๆ นางถูกพาไปยังลานกว้างกลางเรือนซึ่งมีเวทีเล็กสำหรับนักดนตรี ก้มหน้าก้มตาตามคำสั่งของคนรับใช้ที่นำทาง
ขณะบรรเลงพิณ พยายามเก็บรายละเอียดทุกอย่างรอบตัว ทั้งใบหน้าของผู้คน การพูดคุย และอากัปกิริยาทุกอย่าง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปให้เขา แม้นางจะหวาดกลัวจนเหงื่อชื้นเต็มฝ่ามือ แต่ในใจลึกๆ นางรู้ว่าตนไม่มีทางเลือก
หลังงานเลี้ยงจบลง นางกลับมาพบหลานเย่ในที่ที่นัดหมายไว้ รายงานทุกสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน แม้จะยังไม่แน่ใจว่าข้อมูลเ่าั้มีประโยชน์เพียงใด แต่หลานเย่พยักหน้ารับและรีบพานางกลับจวนทันที
เมื่อมาถึงจวน รองแม่ทัพลู่รออยู่ที่ห้องทำงาน เขามองนิ่งๆ ขณะนางเล่าทุกอย่างที่ได้พบเจอ ดวงตาของเขาไม่แสดงความรู้สึกใดๆ แต่กลับทำให้นางรู้สึกว่าทุกคำพูดของตนนั้นถูกชั่งน้ำหนักอย่างละเอียด
หลังจากฟังจบเพียงพยักหน้าเบาๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “อืม” แล้วบอกให้นางออกไปได้
เมื่อเข้ามาถึงห้องนางพยายามนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเรือนขุนนางจาง สายตา ความสนใจ คำพูด และการกระทำที่ดูไม่ปกติ ทุกอย่างทำให้นางต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่เรือนหลักของรองแม่ทัพลู่ในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยแผนที่และเอกสาร รองแม่ทัพลู่กำลังสนทนาเบาๆ กับหลานชิงและหลานเย่ ผู้ติดตามของเขา หลานชิงรายงานข้อมูลล่าสุดจากสายลับคนอื่นๆ ขณะหลานเย่เล่าถึงสิ่งที่ได้จากหญิงนางนั้น
“จากที่นางบอก มีการขนส่งบางอย่างที่น่าสงสัยในเรือนขุนนางจาง ดูเหมือนพวกมันจะเตรียมส่งของในอีกสามวัน” หลานเย่กล่าวพร้อมกับวางรายงานลงบนโต๊ะ
รองแม่ทัพลู่พยักหน้าเบาๆ ก่อนมองแผนที่ที่แผ่กว้างอยู่ตรงหน้า เขาเคาะโต๊ะเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว พลางคิดอย่างรอบคอบ
“ถ้าเช่นนั้น นางจะต้องกลับไปอีกครั้ง” เขาพูดเสียงเรียบ
หลานชิงกับหลานเย่มองหน้ากันอย่างลังเล แต่ไม่ได้พูดอะไร พวกเขารู้ดีว่าการเข้าไปในเรือนขุนนางจางอีกครั้งนั้นอาจมีความเสี่ยงมากกว่าเดิม ถึงขั้นคนพวกนั้นรู้ตัว
เช้าของวันถัดมา
พ่อบ้านนำหลีิเฟยไปยังเรือนหลักของรองแม่ทัพลู่ เมื่อมาถึง นางถูกนำตัวไปยังห้องทำงานที่เงียบสงบ รองแม่ทัพลู่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ สายตาเ็าจับจ้องมาที่นาง
“เ้าอาจคิดว่างานครั้งแรกสำเร็จ แต่ยังไม่พอ” เขากล่าวโดยไม่เสียเวลาเกริ่นนำ “ข้า้าให้เ้ากลับไปที่เรือนของขุนนางจางอีกครั้ง และค้นหาว่าพวกมันกำลังขนส่งสิ่งใดในอีกสามวัน เ้าอาจต้องเข้าไปใกล้พวกมันมากขึ้น และที่สำคัญ อย่าให้พวกมันรู้ตัว”
หลีิเฟยเบิกตากว้างเล็กน้อย นางไม่สามารถปกปิดความหวาดกลัวในใจได้ นางอ้าปากจะพูดบางอย่าง แต่คำพูดของนางกลับติดอยู่ในลำคอ
“จำไว้ หลีิเฟย” รองแม่ทัพลู่กล่าวต่อ น้ำเสียงของเขาเย็นะเื “เ้าทำเพื่อเ้าเอง ถ้างานนี้สำเร็จ ชีวิตเ้าอาจดีขึ้น แต่ถ้าเ้าแพ้ เ้าไม่มีทางหนีจากชะตาที่ข้ากำหนดไว้ได้”
นางกลืนน้ำลายลงคอ ยอมรับคำสั่งโดยไม่สามารถพูดอะไรได้อีก
ในเรือนของหลีิเฟย เมื่อกลับมาที่เรือนของตน หลีิเฟยเอนตัวลงบนเตียงไม้ หยดน้ำตาที่นางกลั้นไว้ั้แ่ในห้องของรองแม่ทัพหลุดออกมาช้าๆ คิดถึงวันที่ตนเองยังเป็เพียงอาหลีตัวเล็กๆ ความทรงจำอันแสนสุขและอบอุ่นดูเหมือนจะห่างไกลจนแทบจับต้องไม่ได้
“แล้วข้าเลือกอะไรได้เล่า?” นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะปาดน้ำตาออกจากแก้ม