“คุณหมอคะ หมอ! ..” น้ำส้มรีบวิ่งตามหมอออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามันคือสิ่งที่เธอจำเป็นต้องรู้ล่วงหน้า
“พยาบาลไปก่อนก็ได้ครับ...มีอะไรกับหมอเหรอครับ” เสียงของน้ำส้มทำให้พยาบาลและหมอหยุดเดินแล้วหันกลับมามอง หน้าที่ยังมีต่อหมอเลยบอกให้พยาบาลล่วงหน้าไปก่อน
“คือว่า...แล้วลูกสาวของดิฉันจะได้ออกจากโรงพยาบาลวันไหนคะ” เธอเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“เดี๋ยวหมอรอดูอาการอีกพรุ่งนี้ ถ้าไม่มีอะไรสาย ๆ ก็กลับบ้านได้ครับ” หมอชี้แจงด้วยความสุภาพ
“อ๋อค่ะ ขอบคุณนะคะหมอ...อ๊ะ!!!”
“ระวังครับ!”
น้ำส้มพยักหน้ารับทราบพลางระบายยิ้มอ่อน ก่อนจะถูกดึงแขนอย่างกะทันหัน จนเธอกระแทกเข้ากับอกแกร่งของหมอ เพราะมีเด็กที่เป็นญาติของคนไข้วิ่งเล่นไม่ดูทาง ทำให้หมออคินต้องดึงน้ำส้มหลบเพื่อให้เธอปลอดภัย
“คุณแม่ไม่เป็นไรนะครับ” คุณหมออคินถามไถ่อย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะ...ขอบคุณมากนะคะ” การชิดใกล้ทำให้น้ำส้มถึงกับใจเต้นแรง แม้เธอจะไม่ได้คิดไกล แต่ใบหน้าอันเกลี้ยงเนียนใสผิวหน้าละเอียด ก็ทำให้เธอเสียการทรงตัวได้เหมือนกัน
(น้ำส้ม!) เสียงเข้มอันทรงพลังดังแทรกเข้ามา ทำให้หมออคินและน้ำส้มผละห่างจากกัน เธอหันกลับไปมองตามเสียง เป็นนักรบที่ปั้นหน้าบึ้งเดินย่างสามขุมเข้ามา ยืนเทียบเคียงน้ำส้มเพ่งพิศไปยังหมอที่ยืนตรงข้ามอย่างไม่พอใจ ในอกร้อนรุ่มจนแทบอยากจะผลักหมอให้หลีกห่าง ที่เหิมเกริมสัมผัสต้องกายผู้หญิงที่เขารัก
“ฉันนึกว่าคุณกลับบ้านไปแล้วซะอีกเห็นไปนาน” เอ่ยถามด้วยความสงสัย เธอไม่สนสายตาที่นักรบมองไปยังหมออคินที่ยืนนิ่งสองมือล้วงกระเป๋าเสื้อกาวน์
“คุณคือ?” การถูกสายตาพิฆาตจ้องมอง แววตาที่เปล่งรัศมีไม่ถูกชะตา ทำให้หมออคินต้องเอ่ยถาม
“อ๋อ นี่คุณนักรบค่ะเป็นคนที่ฉันรู้...” น้ำส้มเอ่ยขึ้นหวังแนะนำให้รู้จัก แต่เธอยังพูดไม่ทันจบประโยค นักรบก็ตอบแทรก
“ผมเป็นพ่อของน้องมะนาวครับ” เป็นคำตอบที่ทำให้น้ำส้มต้องหันขวับไปมองอย่างตกใจ เธอขมวดคิ้วแทบชนกันด้วยความงุนงงกับสิ่งที่นักรบตอบออกมาเหมือนกับว่าไม่คิดตรองใด ๆ
“อ๋อครับ ถ้าอย่างนั้นหมอขอตัวไปตรวจคนไข้ก่อนนะครับ...หมอไปก่อนนะครับคุณแม่”
“ค่ะ”
“เชิญ!”
หมออคินพยักหน้ารับรู้ และตามด้วยกล่าวลาน้ำส้มอย่างสุภาพทิ้งรอยยิ้มที่ละลายคนมอง แต่คงไม่เป็นที่ต้องใจของนักรบนัก น้ำส้มก็ระบายยิ้มให้เช่นกัน จากนั้นหมออคินจึงปลีกตัวอย่างมีมารยาท
“อะไรของคุณเนี่ย บอกหมอแบบนั้นได้ไงคุณไม่ใช่พ่อของมะนาวจริง ๆ สักหน่อย...แล้วดูมองหมออย่างกับจะกระโดดกัด” เมื่อหมอเดินไปจนพ้น น้ำส้มจึงหันมาต่อว่านักรบที่ยืนวางมาดปั้นหน้านิ่งขรึม เธอไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่านักรบพูดออกไปแบบนั้นทำไม ทั้งที่เธอคิดว่าปฏิเสธเขาชัดเจน
“ตอนนี้ไม่ใช่ แต่อีกไม่นานก็ใช่” เขาตอบอย่างคนเอาแต่ใจ มองน้ำส้มด้วยแววตาเง้างอน
“ใครอนุญาตไม่ทราบ!”
“ผมอนุญาตตัวเองแล้วคุณจะทำไม ในเมื่อน้องมะนาวก็เต็มใจเรียกผมว่าพ่อ”
“คุณบังคับลูกฉัน”
“คนอย่างนักรบไม่เคยบังคับใครจำไว้ด้วย”
“ฉันขอบอกคุณไว้ตรงนี้นะคะว่าอย่าพูดแบบนั้นอีกเดี๋ยวใครจะเข้าใจผิด”
“ช่างแม่งสิ”
“เอ้า! อะไรของเขาวะ”
พูดจบด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดไม่พอใจ เขาก็เดินหนีจากมาเข้าห้องพักของน้องมะนาวทันที ทิ้งน้ำส้มไว้ข้างหลังพร้อมกับอาการงุนงงในพฤติกรรมที่เขาเป็น ยิ่งไปกว่านั้นคือเหมือนเขาไม่ได้สนใจในคำพูดของเธอแม้แต่น้อย
ตลอดเวลาที่อยู่ภายในห้องพักของน้องมะนาว ทั้งสองคนไม่มีทีท่าจะพูดคุยกัน แม้น้ำส้มจะพยายามชวนคุยแต่นักรบผู้เง้างอนก็สะบัดหน้าหนี เลี่ยงทำอย่างอื่นไม่สนใจ เหมือนกับว่าน้ำส้มเป็นธาตุอากาศที่เขามองไม่เห็น จวนจนเวลาดึกเขาถึงขอตัวกลับบ้าน มีเพียงคำพูดสั้น ๆ ว่า ‘ผมกลับก่อนนะ’ ทิ้งท้ายก่อนที่เขาจะจากไป
วันถัดมา ณ บ้านแม่นักรบเวลา 18.15 น.
“เป็นอะไรตารบทำไมมาบ้านแม่แล้วหน้าบูดบึ้งแบบนั้น” เพียงแค่นักรบเดินเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ ด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์ เขางอนทั้งที่ไม่มีสิทธิ์งอน เมื่อเห็นผู้หญิงที่รักพูดคุยอ้อล้อกับชายอื่นด้วยความระรื่น แต่เธอก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น จึงได้แต่มีอาการงอนตามที่เห็นแบบนี้เท่านั้น
“เปล่าครับ ผมก็ปกติดี” เขาปฏิเสธทั้งที่สีหน้ามันชัดเจนตามที่ผู้เป็นแม่เห็น
“ปกติมากค่ะพี่ชายขา ทำหน้าอย่างกับอึ่งท้องอืดงั้นแหละ” เอมอรผู้เป็นน้องสาวเดินถือจานกับข้าวเข้ามา ทันทีสายตาแรกเห็นใบหน้าพี่ชาย เธอก็ทักท้วงสำทับผู้เป็นแม่
“อึ่งบ้านแกสิหล่อขนาดนี้” เขาตอบโต้เมื่อถูกทักท้วงไม่ดีนัก ขัดแย้งกับความหล่อเหลาที่เขามั่นใจ
“ใครบอกพี่เนี่ย มั่นหน้ามั่นโหนกมาก” เอมอรถึงกับกลอกสายตามองบน ทรุดตัวนั่งลงเก้าอี้ด้วยรอยยิ้มเจื่อน
“พูดไปเมื่อกี้นี่ไง หูตึงเหรอยัยอร” นักรบตอบกลับพร้อมใช้ส้อมจิ้มคะน้าผัดน้ำมันหอยเข้าปาก
“โตป่านนี้แล้วยังทะเลาะกันเป็นเด็กอีก พอ ๆ เลิกเถียงกันได้แล้วลูก นักรบก็หยุดแกล้งน้อง” คนเป็นแม่พูดแทรกเมื่อลูกทั้งสองต่อปากกันอย่างกับเด็กน้อยวัยสามขวบ
“พี่รบนั่นแหละกวนอรก่อน” ผู้เป็นน้องสาวก็ยังต่อปากไม่หยุดหย่อน
“พอทั้งคู่นั่นแหละ” จนแม่ต้องปราม เมื่อเห็นลูกชายคนโตกำลังอ้าปากสาวความต่อ “แล้วก็เลิกทำหน้าแบบนั้นสักทีตารบ...อย่างกับงอนใครงั้นแหละ” อาการทางสีหน้าของนักรบที่ยังบึ้งตึง จนผู้เป็นแม่อดไม่ได้ต้องทักท้วงทีเล่นทีจริง
“งอนใครอะไร? ไม่มี๊!!!” คำพูดของแม่ทำให้นักรบคืนสติ เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สูงลิ่วทะลุดาดฟ้า จนทำให้คนในครอบครัวต้องขบขัน
“เสียงสูงยิ่งกว่าเสาไฟฟ้าแรงสูง” เอมอรแซวพี่ชาย
“เลิกวุ่นวายกับหน้าอันหล่อเหลาของพี่ได้แล้ว” นักรบต้องรีบบ่ายเบี่ยง
“เหอะ” เอมอรยกยิ้มพลางส่ายหัวระอา เมื่อความมั่นหน้าของพี่ชายเอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจ
“กินข้าวได้แล้ว เลิกกัดกันสักทีได้ไหมทั้งสองคน” ผู้เป็นพ่อที่นั่งฟังเงียบ ๆ การที่ลูกสองคนที่โตเป็นหนุ่มสาว แต่ยังชอบพูดหยอกล้อกัน ไม่ได้ทำให้พ่อปวดหัวแต่กับมีความสุขและเป็นสีสันของบ้านเสียมากกว่า แต่ต้องปรามเมื่อถึงยามทานอาหาร
เมื่อสงบศึกพี่น้องลงได้ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็คลี่คลาย กลายเป็นความเงียบที่ต่างคนต่างกินอาหาร จนเวลาเลยผ่านไปทำให้นักรบเอ่ยบางอย่างขึ้น
“เออยัยอรแกรู้ยังอะว่าลูกสาวเพื่อนแกป่วยเข้าโรงพยาบาล”
“เพื่อนคนไหน?”
“น้องมะนาวไง”
“มะนาว!? แล้วตอนนี้เป็นไงบ้าง พี่รู้ได้ไงว่ามะนาวไม่สบาย แล้ว แล้ว แล้วอยู่โรงพยาบาลไหน เป็นอะไรมากไหม”
บุคคลที่พี่ชายเอ่ยขึ้นทำให้เอมอรตกใจจนวางช้อนกระแทกกับจานเสียงดัง เธอดีดตัวลุกยืนด้วยสีหน้าตระหนก นึกห่วงเด็กน้อยตัวกลมอันเป็นที่รัก ต้องรัวคำถามใส่พี่ชายจนฟังแทบไม่ทัน นักรบได้แต่อ้าปากหวอมองน้องสาวที่ยืนสูงท่วมหัว
“เฮ้ย! พอ...จะให้พี่ตอบคำถามไหนแกก่อนดี ถามซะรัวเลยใครจะฟังทันวะ” เมื่อเห็นน้องสาวสาดคำถามไฟแลบ เขาจึงรีบทักท้วงทันที นั่นจึงทำให้น้องสาวหยุด เอมอรสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วจึงหย่อนก้นนั่งลง เมื่อพี่ชายออกแรงดึงแขน
“ก็อรห่วงมะนาว แล้วนี่เป็นไงบ้าง อาการหนักไหมพี่รบ”
“ไม่หนักหรอกกินเยอะอาหารไม่ย่อยแล้วปวดท้องน่ะ”
“จะตายเพราะกินจุแล้วมะนาวเอ๊ย”