"ฮ่าฮ่าฮ่า! นี่ข้าตาฝาดไป หรือว่าตระกูลซูตกต่ำจนถึงขีดสุดแล้วจริงๆ!"
หวังเถิงะเิเสียงหัวเราะลั่นลานบ้านจนตัวงอยามเมื่อสายตากวาดไปเห็น 'ศัสตราวุธ' ในมือของมู่ฝาน เขาตวัดดาบเหล็กกล้าชั้นดีที่เปล่งรังสีสีแดงฉานชี้ตรงไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายทันที
"เ้าคิดจะใช้เศษไม้แห้งผุพังนั่นมาสู้กับดาบ 'เพลิงอัคคี' ของข้าอย่างนั้นรึ! เ้าหนู เ้าฟังนิทานปรัมปราของพวกนักเล่านิทานมากเกินไปจนเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร!"
ฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบด้านต่างพากันส่ายหน้าด้วยความเวทนา แม้แต่ชาวเมืองที่เคยลอบเอาใจช่วยตระกูลซูก็ยังบังเกิดความรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาในใจ กิ่งไผ่แห้งเพียงก้านเดียว จะไปต้านทานอานุภาพของดาบเหล็กกล้าที่อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณขั้นรวมพลังระดับแปดได้อย่างไร เกรงว่าเพียงแค่ปะทะกันแค่เศษเสี้ยววินาที กิ่งไม้ไผ่นั้นคงถูกเผาผลาญจนกลายเป็เถ้าถ่านไม่เหลือซาก
ซูเหยียนหรานกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเื นางขยับกายเข้าไปใกล้แล้วกระซิบที่ข้างหูของมู่ฝานด้วยน้ำเสียงอันร้อนรนกระวนกระวาย
"มู่ฝาน อย่าได้อวดดีเกินไปนัก! หวังเถิงมีพลังยุทธ์ถึงขั้นรวมพลังระดับแปด อีกทั้งวิชาดาบตะวันเดือดของตระกูลหวังก็ดุดันรุนแรงเป็อย่างยิ่ง เ้ารีบหนีไปเสียเถอะ ข้าจะอยู่ถ่วงเวลาไว้ให้เอง"
มู่ฝานหันใบหน้ากลับมายิ้มให้นาง รอยยิ้มของเขาก็ยังคงราบเรียบสบายใจ ราวกับไม่ทุกข์ร้อนต่อภยันตรายเบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย
"ภรรยาข้า เ้าควรจะมีความมั่นใจในตัวสามีผู้นี้ให้มากกว่านี้นะ ถอยออกไปยืนดูอยู่ห่างๆ เถอะ ประเดี๋ยวโลหิตสุนัขโสโครกจะกระเด็นมาเปรอะเปื้อนอาภรณ์อันงดงามของเ้าเสียเปล่าๆ"
"เ้า!"
ซูเหยียนหรานถึงกับพูดไม่ออกด้วยความอัดอั้น สุดท้ายนางทำได้เพียงถอยฉากออกไปยืนเคียงข้างบิดาด้วยความจำใจ
"ปากดีนักนะ เ้าเศษสวะ!"
หวังเถิงแผดเสียงคำรามลั่น แววตาแปรเปลี่ยนเป็ความอำมหิตบ้าคลั่งอย่างถึงที่สุด
"ในเมื่อเ้าแสวงหาความตายถึงเพียงนี้ ข้าก็จะช่วยสงเคราะห์ให้! จำใส่หัวของเ้าไว้เสียว่า คนที่ลงมือปลิดชีพเ้าในวันนี้คือ หวังเถิง แห่งสำนักตะวันเดือด!"
"เพลงดาบตะวันเดือด กระบวนท่าที่หนึ่ง... อัคคีผลาญภูผา!"
ตูม!
คลื่นพลังลมปราณสีแดงเพลิงะเิทะลักออกจากร่างของหวังเถิงอย่างรุนแรง ไอความร้อนแผ่ซ่านกระจายไปทั่วบริเวณจนอากาศบิดเบี้ยว ดาบใหญ่ในอุ้งมือของเขาลุกโชนไปด้วยเปลวอัคคีที่ก่อตัวขึ้นจากปราณธาตุไฟอันบ้าคลั่ง เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมดฟาดฟันใบดาบลงมาเต็มเหนี่ยว หมายจะผ่าร่างของมู่ฝานให้แยกออกเป็สองท่อนภายในดาบเดียว
แรงกดดันอันมหาศาลม้วนตัวเป็ระลอกคลื่น ส่งผลให้ฝูงชนที่มุงดูอยู่พากันหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวและรีบถอยหนีออกไปโดยพลัน ทว่าในสายตาของมู่ฝาน ภาพวิถีดาบที่ทั้งรวดเร็วและรุนแรงสายนั้น กลับดูเชื่องช้าลงจนน่าประหลาดใจ
ด้วยอานุภาพแห่ง 'กายากระบี่ดารา' ประสาทััทั้งหมดของมู่ฝานได้เชื่อมโยงเข้ากับวิถีแห่งกระบี่และดาบโดยสัญชาตญาณ เขาสามารถมองเห็นเส้นทางการเคลื่อนที่ของใบดาบ จุดรวมพลังงาน และ 'จุดบอด' อันเป็ข้อผิดพลาดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"รุนแรงทว่าเทอะทะดุดันกระด้าง ทั้งยังเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย"
มู่ฝานพึมพำกับตนเองเบาๆ เขาไม่ได้ก้าวเท้าถอยหลังหลบหนี ทว่ากลับสาวเท้าพุ่งสวนเข้าหาคมดาบเพลิงอย่างน่าหวาดเสียว
"เขาบ้าไปแล้ว!"
ซูหลิงเอ๋อร์กรีดร้องลั่นลานบ้าน พร้อมกับยกมือขึ้นปิดตาแน่นไม่กล้ามองภาพนองเืตรงหน้า
ในเศษเสี้ยววินาทีที่ดาบเพลิงกำลังจะสับลงบนศีรษะของมู่ฝาน ข้อมือของเขาก็ขยับวูบไหวอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของเขาไม่ใช่การยกกิ่งไม้ขึ้นรับแรงปะทะตรงๆ ทว่าเป็การเบี่ยงเบนทิศทาง กิ่งไผ่ในฝ่ามือของมู่ฝานถูกห่อหุ้มไปด้วยกระแสปราณดาราสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่ง มันตวัดฟาดเข้าใส่ด้านข้างของใบดาบเหล็กกล้าอย่างแม่นยำ ในจังหวะที่แรงส่งของดาบกำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดพอดี
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานใสสะท้อนไปทั่วบริเวณ ซึ่งผิดวิสัยของท่อนไม้ที่เข้าปะทะกับเหล็กกล้าอย่างสิ้นเชิง แรงฟาดอันมหาศาลท่วมท้นของหวังเถิงถูกเบี่ยงเบนทิศทางไปโดยสิ้นเชิง ดาบใหญ่แฉลบพุ่งออกไปทางด้านข้าง เฉียดบาดไหล่ของมู่ฝานไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนจะฟาดโครมลงบนพื้นศิลาด้านล่างจนะเิเสียงดังสนั่น ศิลาแตกกระจายเป็หลุมลึก
หวังเถิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ร่ายกายของเขาถลาพุ่งไปข้างหน้าตามแรงเหวี่ยงอันมหาศาลของตนเอง ส่งผลให้เปิดช่องว่างขนาดใหญ่ที่บริเวณลำตัวทันที
"ช้าเกินไป"
น้ำเสียงราบเรียบเฉื่อยชาดังกังวานขึ้นที่ข้างใบหูของหวังเถิง พร้อมกับกิ่งไม้ไผ่แห้งที่พุ่งสวนกลับมาด้วยความเร็วเหนือแสง
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
มู่ฝานสะบัดข้อมืออย่างพลิ้วไหวสามครั้งซ้อน ท่วงท่ารวดเร็วดุจสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ปลายกิ่งไผ่แห้งจิ้มทะลวงเข้าที่จุดชีพจรสำคัญสามจุด ได้แก่ ใต้รักแร้ ข้อมือขวา และท้องน้อยของหวังเถิงอย่างแม่นยำจับวาง
"อ๊าก!"
หวังเถิงแผดเสียงร้องโหยหวนออกมาด้วยความเ็ป แขนขวาของเขาชาดิกไร้ความรู้สึกจนดาบเล่มใหญ่หลุดลอยออกจากอุ้งมือร่วงลงสู่พื้น ลมปราณในร่างกายตีกลับปั่นป่วนวุ่นวายจนอวัยวะภายในบอบช้ำ ก่อนจะกระอักโลหิตคำโตออกมา ร่างหนากำยำทรุดฮวบลงคุกเข่าต่อเบื้องหน้าของมู่ฝาน ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความทรมานแสนสาหัส
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าครอบงำลานกว้างแห่งนั้นอีกครา ทว่าคราวนี้กลับเงียบสงัดยิ่งกว่าคราแรก เงียบจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจของแต่ละคนเต้นระรัว เพียงกระบวนท่าเดียวอย่างนั้นหรือ หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือ เป็เพียงแค่การขยับเคลื่อนไหวฝ่ามือง่ายๆ ไม่กี่ครั้งเท่านั้น!
มู่ฝานยืนตระหง่านอย่างผ่าเผย กิ่งไม้ไผ่นั้นในฝ่ามือยังคงมีสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน ไม่มีแม้กระทั่งรอยไหม้เกรียมจากเปลวอัคคีเลยแม้แต่น้อย เขาใช้ปลายกิ่งไผ่แห้งยื่นไปเชยคางของหวังเถิงให้เงยหน้าขึ้นสบตา
"ดาบนับว่าเป็ดาบดี ทว่าวิชาดาบกลับห่วยแตกไร้ชิ้นดี" มู่ฝานเอ่ยวิจารณ์ออกมาด้วยสีหน้าท่าทางเบื่อหน่ายเต็มประดา "จงกลับไปบอกกล่าวแก่อาจารย์ของเ้าที่สำนักตะวันเดือดเถอะว่า ให้สั่งสอนศิษย์ให้รู้จักคำว่า ตั้งหลัก ให้มั่นคงเสียก่อนที่จะเรียนรู้เื่การ ฟาดฟัน ทำลายล้าง"
"ก... เ้า..."
หวังเถิงใบหน้าซีดเผือดดุจแผ่นกระดาษ เหงื่อกาฬไหลพรากโซมกาย ความหยิ่งผยองพองขนเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้นซาก หลงเหลือไว้เพียงความหวาดกลัวอันลึกล้ำภายในจิตใจ
"เ้าเป็ใครกันแน่ ศิษย์รับใช้ทั่วไปไม่มีทางมีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้ได้!"
"ข้าก็เป็เพียงแค่นายทวารผู้กวาดลานคนหนึ่งเท่านั้น" มู่ฝานยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "หรือว่าอัจฉริยะยอดฝีมือแห่งตระกูลหวัง จะยินยอมปราชัยให้แก่คนกวาดลานซอมซ่อคนหนึ่งเสียแล้ว"
"ไป! พาข้าออกไปจากที่นี่!"
หวังเถิงตวาดสั่งผู้ติดตามของตนด้วยความอับอายขายหน้าอย่างถึงที่สุด เขาไม่อาจทนทัศนาสายตาของผู้คน ณ ที่แห่งนี้ได้อีกแม้แต่เศษเสี้ยววินาทีเดียว
พวกบ่าวไพร่ของตระกูลหวังต่างพากันรีบกุลีกุจอวิ่งเข้ามาหิ้วปีกนายน้อยของตนที่แขนขวาห้อยตกลงมารุ่งริ่ง ก่อนจะพากันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกไป ท่ามกลางเสียงโห่ฮาขับไล่ของชาวเมืองที่เริ่มได้สติกลับคืนมา
เมื่อสถานการณ์ความวุ่นวายเบื้องหน้าคลี่คลายลง มู่ฝานจึงโยนกิ่งไม้ไผ่แห้งในมือทิ้งลงสู่พื้นดินอย่างไร้ค่า ก่อนจะหมุนกายหันกลับมาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนของตระกูลซู
ซูเจิ้นไห่ ประมุขแห่งตระกูลซูถึงกับอ้าปากค้าง จ้องมองดูลูกเขยคนใหม่ด้วยสายตาราวกับกำลังมองเห็นภูตผีกลางวันแสกๆ
"เ้า... เ้าซุกซ่อนพลังยุทธ์เอาไว้อย่างนั้นรึ!"
ซูหลิงเอ๋อร์ะโโลดเต้นด้วยความดีใจระคนตื่นเต้น นางรีบวิ่งกวดเข้ามาเกาะแขนเสื้อของมู่ฝานทันที
"พี่เขย! ท่านช่างสุดยอดเกินไปแล้ว! ท่านทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน นั่นมันคือหวังเถิงเชียวนะ! หรือว่าท่านใช้มนตราอันใดเสกเป่าให้กิ่งไม้ไผ่แห้งกลายเป็กระบี่เทพไปได้!"
มู่ฝานทำได้เพียงลอบยิ้มแห้งๆ อยู่ภายในใจ ความจริงแล้วการโคจร 'จิตกระบี่' ที่ได้มาจากกายากระบี่ดาราเมื่อครู่ สูบกินพลังลมปราณในร่างของเขาไปจนแทบแห้งเหือด ยามนี้ท่อนขาของเขาภายใต้ร่มผ้ากำลังสั่นเทา ทว่าเขายังคงต้องฝืนตีหน้าขรึมวางท่าทางสงบนิ่งเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครจับพิรุธได้
"เป็เพียงความโชคดีเท่านั้น อีกฝ่ายประมาทเลินเล่อเกินไป" มู่ฝานเอ่ยตอบเลี่ยงๆ ไปตามน้ำ ก่อนจะหันสายตาไปสบประสานเข้ากับั์ตาของซูเหยียนหราน
หญิงงามยังคงยืนนิ่งเงียบงัน นางจ้องมองดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่แปรเปลี่ยนเป็ซับซ้อนยากแท้หยั่งถึง ความดูแคลนและความผิดหวังประชดประชันในโชคชะตาที่เคยมีก่อนหน้านี้ได้จางหายไปจนสิ้น มลายหายไปแทนที่ด้วยความเคลือบแคลงสงสัยและความรู้สึกแปลกใหม่บางประการที่แม้แต่นางเองก็ยังมิอาจหาคำใดมาอธิบายได้ เนื่องจากเมื่อครู่นีญางมองเห็นได้อย่างชัดแจ้ง จังหวะที่เขาพุ่งตัวเข้ามาบดบังร่างของนางเอาไว้ รวมถึงจังหวะที่เขาสวนกลับทำลายกระบวนท่าคู่ต่อสู้ สิ่งเ่าั้มิใช่เื่ของดวงหรือโชคช่วยแม้แต่น้อย ทว่ามันคือทักษะความเชี่ยวชาญอันสูงส่งในระดับปรมาจารย์วิถีกระบี่
"ขอบคุณ" ซูเหยียนหรานเอ่ยปากเสียงแ่เบา ใบหน้างดงามซับสีเืแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย "ที่ช่วยกู้เกียรติยศหน้าตาให้แก่ตระกูลซูในวันนี้"
"ในเมื่อยามนี้พวกเราต่างก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ย่อมต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็ธรรมดา" มู่ฝานคลี่รอยยิ้ม "อีกประการหนึ่ง ยามนี้ข้าเริ่มบังเกิดความหิวโหยขึ้นมาบ้างแล้ว น้ำชาที่ข้าสั่งให้เสี่ยวชุ่ยจัดเตรียมไว้ เกรงว่าน่าจะยังคงอุ่นได้ที่อยู่กระมัง"
เมื่อกล่าวจบประโยค ชายหนุ่มก็สาวเท้าแสร้งทำเป็สงบนิ่งแล้วเดินผ่านหน้าทุกคนมุ่งหน้ากลับเข้าไปภายในคฤหาสน์ ทิ้งไว้เพียงเงื่อนงำปริศนาและความตื่นตะลึงพรึงเพริดให้แก่ผู้คนเื้ั
ภายในเรือนพักคนใช้เก่าคร่ำครึฝั่งทิศตะวันตก
ทันทีที่บานประตูห้องหับปิดลงอย่างมิดชิด ร่างของมู่ฝานก็ทรุดฮวบลงนั่งบนเตียงไม้ในทันที เขาหอบหายใจเข้าปอดอย่างหนักหน่วงด้วยความเหน็ดเหนื่อย
"มารดามันเถอะ แม้กายากระบี่ดาราจะทรงพลังและแข็งแกร่งเป็อย่างยิ่ง ทว่าสภาพร่างกายปัจจุบันของข้ากลับยังอ่อนแอเกินไปจนมิอาจรองรับการปลดปล่อยพลังระดับนั้นได้เป็เวลานาน"
เขาเบี่ยงกายยกฝ่ามือขึ้นปาดเหงื่อกาฬที่ผุดซึมขึ้นเต็มหน้าผาก
ติ๊ง!
พลันแผงม่านแสงอันลึกลับของหอหมื่นวิถีแห่ง์ปรากฏวูบขึ้นเบื้องหน้าของเขาอีกครา
[ประกาศ: ภารกิจลับเสร็จสิ้น - สยบศัตรูผู้รุกราน]
[ท่านได้รับรางวัล: โอสถไขกระดูกั 1 ขวด (ระดับปฐีขั้นกลาง)]
ั์ตาของมู่ฝานพลันส่องประกายวาวโรจน์ด้วยความตื่นเต้นยินดี จนแทบจะหลงลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น
"โอสถไขกระดูกัอย่างนั้นหรือ! ช่างเป็สิ่งล้ำค่าที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้างร่างกายและเส้นเอ็นที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!"
นี่คือสิ่งที่เขาปรารถนาและจำเป็ต้องใช้มากที่สุดในเวลานี้ เพื่อที่จะปรับสภาพร่างกายภายนอกให้สามารถรองรับกระแสพลังอันบ้าคลั่งของกายากระบี่ดาราได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"หากได้พึ่งพาอานุภาพของโอสถเม็ดนี้ ภายในค่ำคืนนี้ข้าจะต้องทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นรวมพลังระดับหกได้อย่างแน่นอน!"
ทว่าในขณะที่มู่ฝานกำลังจะยื่นมือออกไปกุมขวดยาโอสถออกมาจากระบบภายในห้วงจิต พลันเสียงฝีเท้าแ่เบาสายหนึ่งก็ดังแว่วมาจากทางด้านหน้าประตูเรือนพักคนใช้
ก๊อก... ก๊อก...
"มู่ฝาน ข้าเอง"
น้ำเสียงหวานใสทว่าแฝงไปด้วยความประหม่าระคนลังเลดังผ่านบานไม้ออกมา ซูเหยียนหรานอย่างนั้นหรือ นางเดินทางมาทำสิ่งใดที่เรือนพักคนใช้ซอมซ่อแห่งนี้กันแน่?