ผู้โดนพิษสลายลมปราณ แต่สามารถโคจรลมปราณขับพิษ ให้ตนเองและคนอีกสองคนโดยมิต้องหยุดพักผ่อน ทอดตาทั่วยุทธจักรในเวลานี้ แทบนึกไม่ออกจริง ๆยังมีผู้ใดสามารถกระทำได้
อาจบางทีมีเพียง ‘สามมหาสมณะ’ และ ‘สองเซียนเทิดฟ้า’เท่านั้นกระทำเช่นนี้ได้
ท่านโยชิอิเองไม่สามารถกระทำเช่นนี้ เนื่องเพราะแนววิชาท่านโยชิอิเป็ของแดนอาทิตย์อุทัยขนานแท้ จึงไม่ทราบหลักการโคจรพลังขจัดพิษให้ตนเองและผู้อื่น
เท่าที่พวกมันทราบ วิชากำลังภายในอันโดดเด่นที่สุดในจงหยวนนับจากอดีตเป็ของสองสำนักใหญ่ เส้าหลินและอู่ตัง ทว่า่หลายสิบปีหลังนี้ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าพลังลมปราณยอดเยี่ยมที่สุด กลับเป็ประมุขรุ่นต่าง ๆของหมู่ตึกตระกูลฟาง
ยามนี้พวกมันต่างครุ่นคิด ถึงเื่หนึ่งขึ้นมาพร้อมกัน...
หรือคำร่ำลือนั้น จะเป็ความจริง...
แปดปีก่อน...ก่อนงานชุมนุม ณ หมู่ตึกพันอักษรครั้งที่แล้ว เริ่มราวครึ่งปีสี่กงจื่ออัจฉริยะบุกขึ้นเขาอู่ตัง
ฟางเสวี่ยเฟยท้าประลอง กับค่ายกระบี่เจ็ดดาว ซึ่งควบคุมขบวนโดย‘สองเซียนเทิดฟ้า’ ภายหลังประสบชัยชนะอย่างงดงามนับเป็เื่ซึ่งชาวยุทธ์รับรู้กันทั่ว สำนักอู่ตังเองยังยอมรับเื่นี้
ทว่ามีอีกเื่อันเป็ข่าวลือหนาหู แต่ทั้งฝ่ายสี่กงจื่อและสำนักอู่ตังต่างมิเคยเอ่ยถึงเลย...
เหล่าชาวยุทธ์ต่างทราบว่า หลังประลองพ่ายแพ้ สองเซียนเทิดฟ้ากักตัวเองในห้องศิลาหลังเขาอู่ตังถึงเจ็ดปีเต็ม มีข่าวลือหนาหูว่าเหตุที่สองเซียนเทิดฟ้าต้องทำเช่นนั้น เนื่องเพราะครั้งนั้นฟางเสวี่ยเฟยไม่เพียงเอาชนะค่ายกระบี่เจ็ดดาวได้ ทว่ายังถึงกับสามารถหักกระบี่ในมือของหนึ่งในสองเซียนเทิดฟ้า ‘นักพรตอันจิ้ง’ ว่าที่เ้าสำนักอู่ตังคนต่อไปได้สำเร็จ ดังนั้นสองเซียนเทิดฟ้า ไม่อาจรับความอัปยศนี้ได้
หากนั่นเป็เื่จริงวิชา ‘ลมปราณซ่อนกระบี่’จะล้ำลึกกร้าวแกร่งเพียงใด...
อย่าว่าแต่ในเวลานี้ย่อมแสดงชัด ลมปราณของฟางเสวี่ยเฟยกล้าแข็งจนน่าตระหนกจริง ๆ
ทว่าทั้งหมดก็ทราบ หากท่านโยชิอิไม่สกัดเหล่าชายชุดดำไว้เปิดโอกาสให้ฟางเสวี่ยเฟยมีเวลาขับพิษ
น่ากลัวคนทั้งสาม คงมีสภาพไม่ต่างกับนาคามูระ โยชิอิตอนนี้แล้ว
แล้วอาการของโยชิอิเป็เช่นไร...
กระทั่งจนฟางเสวี่ยเฟย ขับพิษในกายหมดเป็คนสุดท้าย อาการของโยชิอิกลับไม่มีวี่แววจะกระเตื้องขึ้น ร่างซึ่งเคยทระนงองอาจสร้างความครั่นคร้ามให้ผู้พบเห็น นอนแซ่วอยู่บนเตียง ปราศจากกำลังวังชา
ใบหน้าอันโรยรา เกินกว่าอายุแท้จริงอยู่มาก บัดนี้ยิ่งหมองคล้ำไร้สง่าราศีราวเป็คนสูงอายุ ร่างกายอ่อนแอผู้หนึ่ง กำลังนอนหลับใหล
ริวจิหน้าซีดเผือด ขอบตาแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้า ยืนตัวสั่นอยู่ข้างกายนาคามูระโยชิอิ ความวิตกกังวลพลุ่งพล่านขึ้นจนยากระงับ
“ท่านโยชิอิถูกพิษอะไรกันแน่!”
มู่หยงไฉ่จิ่งกล่าวว่า
“เป็พิษสลายลมปราณ เช่นเดียวกับพวกเรา”
หัวหน้าแซ่ลั่วกับแซ่หยวน ผลัดเปลี่ยนกันโคจรพลัง ขับพิษให้นาคามูระ โยชิอิอย่างสุดความสามารถ กระนั้นกลับไร้ผล อาการบุรุษเหล็กแห่งหมู่ตึกบูรพาไม่มีวี่แววจะกระเตื้องขึ้นแม้แต่น้อย แขนขายังปราศจากเรี่ยวแรง ใบหน้ายิ่งซีดเซียวลงทุกขณะ
กระทั่งซินแสยังส่ายหน้า อับจนปัญญา ได้แต่กล่าวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
“ท่านโยชิอิใช้พลังมากเกินไป เป็เหตุให้พิษแทรกซึมเข้าสู่กระแสเืชีพจรสำคัญถูกกระทบกระเทือน เกรงว่าตอนนี้...หนทางช่วยเหลือ...”
ริวจิตะคอกใส่คนรอบข้าง อย่างเดือดดาล
“พวกเราก็โดนพิษเช่นกัน แค่โคจรพลังก็สลายพิษไปจนสิ้น แต่ทำไมท่านโยชิอิกลับอาการหนักเช่นนี้!”
“เป็เพราะท่านโยชิอิ ใช้พลังในกายมากไปพิษเช่นนี้ยิ่งออกแรงฤทธิ์ยิ่งรุนแรง”
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวว่า
“ข้าพเ้าจะลองขับพิษให้ท่านโยชิอิ”
ประมุขตระกูลฟางนั่งพับแพนงเชิง หันหน้าไปยังนาคามูระ โยชิอิทาบฝ่ามือเร่งโคจรลมปราณ ขุมพลังกล้าแข็งแผ่สู่ร่างโยชิอิราวทำนบกั้นเขื่อนพังทลาย
ลมปราณล้ำลึกสุดหยั่ง ถ่ายเทเข้าสู่ร่างนาคามูระ โยชิอิโดยไม่หยุดยั้ง
เพียงชั่วครู่ สีหน้าอันซีดเซียว เริ่มปรากฏสีเืจาง ๆ แผ่ซ่านขึ้น
แขนซึ่งไร้เรี่ยวแรง สามารถขยับนิ้วได้เล็กน้อย ดวงตาค่อย ๆลืมขึ้นทีละน้อย
สีหน้าริวจิปีติอย่างยิ่ง
“ท่านโยชิอิได้สติแล้ว...”
ทว่านาคามูระ โยชิอิ สามารถลืมตาขึ้นมาได้เพียงครู่ กลับหมดสติไปอีก
ริวจิมองฟางเสวี่ยเฟย แววตาวิตกกังวลไต่ถาม
ประมุขตระกูลฟาง สีหน้าเคร่งเครียด ถอนฝ่ามือจากหลังโยชิอิ
นิ่งเงียบอยู่นาน ค่อยกล่าวน้ำเสียงวิตกกังวลยิ่ง
“ข้าพเ้าเพียงสามารถระงับพิษไว้ได้ อีกระยะเวลาหนึ่งยืดเวลาได้ถึงค่ำวันนี้เท่านั้น...”
“ทำไม! ท่านขับพิษให้ข้าพเ้า แม่นางไฉ่จิ่ง และตัวท่านเองพร้อมกันได้ทำไมถึงขับพิษให้ท่านโยชิอิไม่ได้!”
ฟางเสวี่ยเฟยได้แต่ทอดถอนใจ กล่าวว่า
“พิษสลายลมปราณซึ่งพวกมันใช้ มิใช่ชนิดออกฤทธิ์รุนแรง และเฉียบพลันที่สุดขอเพียงไม่ใช้แรงมากจนเกินไป การขจัดพิษออกจากร่าง มิใช่เื่ยากลำบากกระไรแต่...อย่างที่ท่านซินแสกล่าว...ท่านโยชิอิฝืนใช้พลังมากเกินไป เร่งให้พิษแทรกซึมเข้าสู่กระแสเืทั่วร่าง ไม่สามารถใช้วิธีโคจรพลัง เพื่อขับพิษได้อีกแล้ว...”
ริวจิยังไม่สามารถระงับโทสะได้
“พวกพรรคัวารีดำ! มันไม่เพียงปล้นชิง ทั้งยังลอบทำร้ายพวกเราข้าพเ้าต้องให้พวกมันชดใช้!”
“นี่เป็การกระทำ ของพรรคัวารีดำหรือไม่ กลับยังไม่อาจสรุปได้ข้าพเ้าใคร่ครวญ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พบเื่น่าสงสัยหลายประการเกรงว่าสิ่งที่พวกมัน้า ไม่ใช่ปล้นชิงเรือสินค้า...”
สีหน้าริวจิแตกตื่นอย่างยิ่ง
“ท่านว่าอะไร!”
“ข้าพเ้าคิดว่า ความ้าแท้จริงของพวกมัน คือจัดการกับท่านโยชิอิ...”
“ท่านว่ากระไร!” ริวจิตกตะลึงพรึงเพริด มันไม่เคยคิดถึงข้อนี้มาก่อนเลย
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวอธิบายว่า
“พวกมันตระเตรียม เหล่ามือดีจำนวนมาก วางแผนหลอกล่ออย่างแยบยล ไหนเลยมุ่งหวังเพียงเรือสินค้าลำเดียวตามที่ข้าพเ้าคาด พวกมันวางแผนไว้ั้แ่แรก แกล้งปล้นชิงเรือสินค้าหมายให้พวกท่านออกติดตาม จากนั้นทำเป็ว่าจอดเรือขึ้นฝั่งทำให้เข้าใจว่ากำลังลำเลียงสินค้า เพื่อเปลี่ยนไปใช้ทางบกแทน
“พวกมันคำนวณไว้แล้วว่า เราต้องนำเรือเล็กเข้าจู่โจม ไม่ให้พวกมันรู้ตัวแต่กลายเป็พวกมัน กลับแล่นเรือใหญ่ย้อนมา ดักลอบโจมตีตรงหลังโค้งน้ำล่อให้เราขึ้นเรือแล้วใช้พิษสลายลมปราณ ซุ่มเหล่านักฆ่าจู่โจมให้พวกเราใช้พลังต่อเนื่อง พิษจะได้ยิ่งกำเริบสาหัสกว่าเดิม”
“ถ้าเป็อย่างพี่เสวี่ยเฟยคาดการณ์ แผนพวกมันรัดกุมมาตลอดจริง ๆไฉนไม่ใช้พิษรุนแรงกว่านี้ เช่นนั้นไยมิใช่จัดการพวกเราทุกคนได้แล้ว”มู่หยงไฉ่จิ่งตั้งข้อสงสัย
ประมุขตระกูลฟาง ส่ายหน้าไปมา
“แผนพวกมันรัดกุมอย่างยิ่งโดยตลอด ไม่มีช่องว่างจริง ๆ”
“หรือการที่มันเลือกใช้พิษชนิดนี้ ยังมีสิ่งใดแอบแฝงอีก”
“หากเ้ารู้ตัวว่า ถูกพิษสลายลมปราณโดยเฉียบพลัน เ้าจะทำอะไรเป็สิ่งแรก”
“หนี!”
“ถูกต้อง...มันใช้พิษไม่รุนแรงจนเกินไป เพราะ้าให้เราเลินเล่อมันไม่้าให้เราคิดหนีในทันที พวกมันย่อมรู้ดีว่านักฆ่าเ่าั้ไม่มีทางทำอันตรายพวกเราได้ พลังฝีมือท่านโยชิอิ สามารถจัดการชายชุดดำจนหมดสิ้นแล้วค่อยขับพิษออกจากร่าง นับว่ายังมีเวลาอีกถมไปแต่เพราะคิดเช่นนั้นจึงหลงกลพวกมัน...”
ฟางเสวี่ยเฟยหยุดครุ่นคิด ครู่หนึ่งจึงกล่าวต่อ
“ข้าพเ้าคาดเดาว่า พวกมันต้องมียอดฝีมือรอต่อสู้กับท่านโยชิอิเป็คนสุดท้าย พยายามต่อสู้ติดพันเพื่อให้ท่านโยชิอิสูญเสียพลังแท้ในร่างอักโข พิษจะยิ่งกำเริบรวดเร็วสาหัสกว่าเดิม บุคคลสุดท้ายผู้นี้ จึงเป็มือสังหารอันแท้จริง!”
“หรือพวกมันไม่ใช่พรรคัวารีดำ! หากไม่ใช่พวกมัน แล้วเป็ใครกันแน่!”
จากคำพูดฟางเสวี่ยเฟย มู่หยงไฉ่จิ่งถึงกับเหงื่อซึม ร่างกายเย็นเยียบคล้ายคิดถึงเื่ อันน่าสะพรึงกลัวขึ้น หน้าซีดเซียวก้มต่ำ ไม่ยอมสบตากับผู้ใดกล่าวอย่างแ่เบา
“พวกมันคือพรรคัวารีดำ ไม่ผิดหรอก...”
ริวจิเห็นท่าทีประหลาดของมู่หยงไฉ่จิ่ง ฉุกคิดขึ้นได้ว่านางต้องรู้เื่มากกว่าพวกตนแน่ จึงตะคอกถามอย่างเดือดดาล
“เ้ารู้จักพวกมันใช่ไหม! มีสิ่งใดที่เ้ารู้อีกบ้างบอกมาเดี๋ยวนี้...หรือเ้าอ้ำอึ้งเพราะเื่นี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับอี่ไป๋เฮ่อ!”
มู่หยงไฉ่จิ่งส่ายหน้าปฏิเสธ กล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ศิษย์พี่ไม่เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้หรอก แต่เมื่อหลายปีก่อนศิษย์พี่กลับมาพักที่โรงเตี๊ยม เป็เวลานับเดือน เพราะได้รับาเ็ไม่น้อยศิษย์พี่บอกว่าได้ต่อสู้กับ โจรสลัดพรรคัวารีดำ หัวหน้าของมันใช้ดาบใหญ่สวมหมวกปีกกว้างปิดหน้าตา มันมีฝีมือพอ ๆ กับพี่ไป๋เฮ่อเลยทีเดียวคาดว่าผู้ที่สู้กับท่านโยชิอิ อาจจะเป็มัน...”
“แม้แต่อี่ไป๋เฮ่อ ยังได้รับาเ็หรือนี่!” ริวจินิ่งอึ้งไป
ฟางเสวี่ยเฟยยิ่งสงสัยหนักขึ้นอีก หากหัวหน้าโจรสลัดผู้ต่อสู้กับพี่ไป๋เฮ่อและคนที่ต่อสู้กับท่านโยชิอิเป็คน ๆ เดียวกัน โจรสลัดผู้นั้นเป็ใครกันแน่ถึงกับมีฝีมือสูสีพี่ไป๋เฮ่อและท่านโยชิอิ มันคิดไม่ออกจริง ๆ ในยุทธจักรปัจจุบันใครมีพลังฝีมือขนาดนี้?
ริวจิทรุดร่างลง ข้างนาคามูระ โยชิอิอย่างสิ้นเรี่ยวแรง
“พวกมัน้าอะไร จึงคิดกำจัดท่านโยชิอิ”
ฟางเสวี่ยเฟยเน้นน้ำเสียงหนักแน่น
“ย่อมเป็คัมภีร์พันอักษร”
ริวจิโพล่งออกมา
“ใช่! หากกำจัดท่านโยชิอิได้ คนผู้นั้นถึงมีโอกาส...มันต้องเป็คนที่สามารถ่ชิงได้ผู้สามารถแย่งชิงกับท่านโยชิอิได้ทั้งมีขุมกำลังกล้าแข็งขนาดนี้...จอมโจรเสเพลเสี่ยวเซียน! หรือเป็มัน!”
“มิใช่มันแน่นอน เสี่ยวเซียนมีขุมกำลังอยู่ทางเหนือ ทั้งไม่เคยได้ยินว่าทำตัวเป็โจรสลัด มิหนำซ้ำอาวุธที่มันใช้ มิใช่ดาบใหญ่”
“อาวุธอาจเปลี่ยนกันได้!”
“หากมันเปลี่ยนอาวุธ เท่ากับฆ่าตัวตายจุดเด่นของเสี่ยวเซียนอยู่ที่วิชาตัวเบา มันต้องไม่ด้อยกว่าบัณฑิตไร้ร่องรอยแต่ที่นี่เป็พื้นน้ำ มันไม่สามารถใช้ปมเด่นได้เต็มที่ จึงเสียเปรียบอย่างยิ่งหากเป็มันจริง ต้องต้านท่านโยชิอิไม่ได้แน่”
ริวจิกุมขมับอย่างอับจนปัญญา
“พวกมันจะเป็ใครก็ช่าง จะหาทางรักษาท่านโยชิอิอย่างไร”
“คงมีเพียงเซียนแพทย์ตระกูลหลินที่ช่วยได้” เมื่อเห็นริวจิเศร้าโศกเสียใจจนเกือบคุมสติไม่อยู่เช่นนี้ มู่หยงไฉ่จิ่งกลับรู้สึกสงสารอย่างจับใจหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ หากมิใช่ริวจิถลันกายรับกระบี่แทนนางคงเสียชีวิตบนเรือลำนั้นแล้ว
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวว่า
“ข้าพเ้าเพิ่งแยกจากนางมาเมื่อเช้า”
ริวจิโพล่งขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“อย่างนั้นเรารีบกลับเข้าเมืองกันเดี๋ยวนี้”
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวอย่างครุ่นคิด
“กว่าจะกลับไปถึง ต้องใช้เวลาอีกครึ่งค่อนวัน ทั้งไม่ทราบตอนนี้พวกนางออกเดินทางไปแล้วหรือไม่ เกรงว่าท่านโยชิอิ...”
บัดนั้น มู่หยงไฉ่จิ่งเริ่มสังเกต สภาพป่าเขาริมฝั่งแม่น้ำดวงตาพลันฉายแววยินดีเปี่ยมล้น
“มีอีกคนสามารถช่วยท่านโยชิอิได้!”
“เป็ใคร?” ริวจิร้องถามอย่างดีใจ
ฟางเสวี่ยเฟยเห็นแววตามู่หยงไฉ่จิ่ง รีบหันขวับมองสภาพ ภูมิประเทศริมฝั่งน้ำแววตาเป็ประกาย ขึ้นมาทันทีเช่นกัน
“เ้าหมายถึง!...”
มู่หยงไฉ่จิ่งหันไปมองฟางเสวี่ยเฟย พยักหน้าน้อย ๆ
“ใช่ท่านพี่ของข้าพเ้า!”
“เวลาเช่นนี้ เ้ายังพูดเล่นอยู่อีก!” ริวจิไหนเลยเชื่อว่าพี่ของนางสามารถช่วยได้
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าว น้ำเสียงกระตือรือร้นเปี่ยมความมั่นใจอย่างยิ่ง
“นางมิได้กล่าวเหลวไหล เมื่อไม่รู้จะหาตัวเซียนแพทย์ตระกูลหลินได้ที่ไหน ก็มีเพียง ‘ปู้เอี้ยนต้าซือ’ เท่านั้นที่ช่วยท่านโยชิอิได้!”