จ้าวจือชิงไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับองค์หญิงเฉาหยางมากนักแต่ก็เคยได้รับรู้เรื่องพฤติกรรมของนางมาเช่นกัน มีครั้งหนึ่งที่นางต้องตาเหวินหย่วนโหวจนอยากแต่งงานด้วยจึงใช้อุบายทำให้ฮูหยินของเหวินหย่วนโหวถึงแก่ชีวิตเพราะความอัดอั้น ก่อนจะแต่งเข้าไปอยู่ที่จวนโหวไปอย่างราบรื่นนางมักจะอาศัยความโปรดปรานจากฮ่องเต้ จึงทำให้มีนิสัยจองหองอวดดี เอาแต่ใจเช่นนี้ ทำให้เหล่าขุนนางมิต้องการจะปะทะกับนาง
“รู้หรือไม่ว่าชีเหนียงคิดจะทำสิ่งใดต่อ?”
ผู้อารักขาลับเอ่ยรายงานเมื่อเขารับรู้แผนการของชีเหนียงก็พึมพำออกมาเบาๆ “ถือว่าเป็นแผนที่ดี”
“สาส์นฉบับนี้ต้องส่งไปให้ถึงอำเภอเฉาภายในสามวัน บอกให้อันอีร่วมมือเต็มที่” จ้าวจือชิงยื่นสาส์นให้ผู้อารักขาลับ “ซ่อนตัวให้ดีอย่าให้ผู้อื่นรู้ตัว”
ตอนที่จ้าวจือชิงกลับมาเวินจ้านเองก็เดินทางออกจากอำเภอเฉาเช่นกัน
ระหว่างจุดเชื่อมต่อระหว่างอำเภอเฉากับเมืองชิงหยางเขาก็พบร่องรอยของมือสังหาร น่าเสียดายที่ถึงช้าไป มือสังหารพวกนั้นจึงถูกฆ่าตายหมดแล้วยังดีที่ตนยังพบหลักฐานบางอย่าง ทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่ถือว่าสูญเปล่า
การกลับมาของเวยหวู่โหวนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่รู้แม้จะมีคนแอบจับตาดูจวนเวยหวู่โหว แต่ในฐานะแม่ทัพ เวินจ้านมีหรือจะไม่เตรียมการป้องกันไว้สิ่งที่คนนอกได้รับรู้ ล้วนเป็นข่าวที่พวกเขาปล่อยออกไปเอง อย่างไรก็ตามที่คิดไม่ถึงคือเมื่อกลับมาแล้วจะได้รับข่าวร้ายทันที
“ไปสืบหาเรื่องคำให้การและพยานกลับมา ข้าจะไต่สวนด้วยตัวเอง” เมื่อรู้ว่ามีคนส่งคำสารภาพไปที่กรมยุติธรรม เวินจ้านมีลางว่ามิใช่เรื่องดีนัก
เหมือนกับมีมือล่องหนคู่หนึ่งกำลังชักใยความเป็นไปในเมืองหลวงอย่างไรอย่างนั้น
“ท่านโหว ทางถนนทิศใต้มีความเคลื่อนไหวผิดปกติขอรับ”
หลายวันมานี้นายกองหงคอยจับตาดูถนนทิศใต้มาตลอด ย่อมรู้ว่าเฉียนจี้หวั่งกับลั่วจิ่งเฉินกำลังวางแผนลับเพื่อทำอะไรบางอย่างกัน
“หลายวันก่อน เฉียนจี้หวั่งไปพบลั่วจิ่งเฉินตอนกลางดึกวันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่ทันสาง ลั่วจิ่งเฉินก็ปลอมตัวออกจากบ้านไปอาศัยในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งอีกทั้งช่วงนี้ ไม่ว่าไปที่ไหนก็จะคอยทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ขอรับ” นายกองหงนำสัญลักษณ์ที่คัดลอกออกมาให้เวินจ้านดู “สัญลักษณ์เหล่านี้ หากผู้น้อยจำไม่ผิดล่ะก็ เป็นสัญลักษณ์ที่ค่ายโจรเลี่ยหยางใช้กันขอรับ”
“ฮึ่ม! ข้าว่าแล้วเชียว แม่ลูกสกุลลั่วต้องเกี่ยวข้องกับค่ายโจรเลี่ยหยาง!”
เวินจ้านที่มองดูสัญลักษณ์บนกระดาษจู่ๆ ในใจก็เกิดความรู้สึกผิดหวังขึ้นมาอย่างมาก เขาจะคอยจับตาดูว่าตกลงลั่วจิ่งเฉินคิดจะสิ่งใดกันแน่แล้วเด็กนั่นเป็นคนของค่ายโจรเลี่ยหยางจริงหรือไม่
“จับตาดูพวกเขาไว้ ข้าอยากรู้นักว่าพวกเขาคิดจะทำสิ่งใด”
เฉียนจี้หวั่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักของกรมยุติธรรมตามหลักแล้ว ไม่ควรสมคบคิดกับค่ายโจรเลี่ยหยาง นอกเสียจากเขาเป็นคนของค่ายโจรเลี่ยหยางเสียเอง
“เรื่องที่ข้ากลับมาแล้ว อย่าได้แพร่งพรายออกไป ทำตามปกติเหมือนตอนข้าไม่อยู่ที่จวน”
พูดจบเวินจ้านก็ตรงเข้าวังเพื่อนำหลักฐานเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ไฟในห้องบรรทมของฮ่องเต้เสวียนหวู่มีแสงไฟสว่างจนกระทั่งฟ้าสาง
……
ส่วนจ้าวจือชิงก็ได้รับรายงานเรื่องของลั่วจิ่งเฉินกับเฉียนจี้หวั่งเช่นเดียวกัน
เขายืนอยู่ใต้แสงไฟสลัวเดิมทีคิดว่าลั่วจิ่งเฉินเป็นแค่บัณฑิตอ่อนแอผู้หนึ่งคิดไม่ถึงว่าจะมีความกล้าหาญเช่นนี้ สมกับที่เป็น…
“เรียนนายน้อย เหมือนทางพวกเขาจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นขอรับ”
“ว่ามา!”
“แผนของคุณชายใหญ่กับใต้เท้าเฉียนได้ผลยิ่งนัก หลายวันมานี้ดึงดูดความสนใจได้มากทีเดียวแต่โรงเตี๊ยมที่คุณชายใหญ่พักอยู่ มีคนแปลกหน้าปรากฏตัวขึ้นขอรับเพียงแต่ไม่รู้ว่าคุณชายรองรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จึงอาศัยสัญลักษณ์ที่คุณชายใหญ่ทิ้งไว้แล้วคลำเบาะแสจนไปเจอวัดร้างด้านนอกเมืองตอนนี้ผู้ที่ติดตามข้างกายคุณชายรองคือสือซานขอรับ…”
นี่ก็ผ่านไปหนึ่งวันแล้วจนถึงตอนนี้ยังไม่กลับมา เกรงว่าคงเกิดเรื่องขึ้นสินะ
หลังแยกกับหลานไฉ่เตี๋ยลั่วจิ่งซีก็ไปเดินเล่นในเมือง มีเรื่องหนึ่งที่ลั่วจิ่งเฉินไม่รู้คือ ตอนที่อยู่เรือนพักผ่อนอันหยางลั่วจิ่งซีเคยตามตอแยให้สิงเหล่าซื่อเล่าเรื่องค่ายโจรเลี่ยหยางให้ฟังอยู่ไม่น้อยเป็นเวลาหลายเดือนดังนั้นเมื่อพูดถึงสัญลักษณ์เหล่านี้แล้วลั่วจิ่งซีเชี่ยวชาญกว่าพี่ชายที่เพิ่งเรียนรู้เยอะมาก
เมื่อพบเห็นสัญลักษณ์ที่จิ่งเฉินทิ้งไว้รวมกับของเฉียงจื่อทำให้เขาสามารถแกะรอยไปจนถึงวัดร้างนอกเมืองได้
ส่วนสือซานที่ได้รับมอบหมายให้เฝ้าระวังจึงติดตามอยู่ข้างกายจิ่งเฉินไม่ห่างทั้งยังคอยรายงานสถานการณ์เป็นพักๆ
“เหล่าคนที่ปรากฏตัวอยู่แถวตรอกคือคนของจวนองค์หญิงเฉาหยางขอรับ นอกนั้นก็มีคนของสกุลเฉียนแล้วก็คนของสกุลจี้ขอรับ”
“สกุลเฉียนนี่คือใต้เท้าเฉียนหรือ?”
สือซานพยักหน้า “ใช่ขอรับ”
“อ้อ เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ใต้เท้าเฉียนเป็นพวกเดียวกับเราคนของเขาคงมีเรื่องจำเป็นอะไรสักอย่างทว่าจวนองค์หญิงกับสกุลจี้อะไรนี่ที่เจ้าพูดคือใครกัน?”
เมื่อได้ยินคำว่าจี้ อยู่ๆ จิ่งซีก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาทั้งยังรู้สึกไม่สบายใจอีกด้วย
“จวนองค์หญิงก็คือจวนขององค์หญิงเฉาหยาง คนเหล่านั้นจับจ้องสกุลลั่ว คาดว่าคงเพราะตู้ฮูหยินมาที่บ้านสกุลลั่วก่อนหน้านี้ส่วนสกุลจี้ คือ จวนของใต้เท้าจี้ฉงเหวิน เจ้ากรมสำนักศึกษาหลวงคนปัจจุบันขอรับ ที่เหลือก็เป็นคนของผู้มีอำนาจในเมืองหลวงที่ตามมาสืบการเคลื่อนไหวของสามจวนขอรับ”
หลังจากได้ยินคำว่าจี้ฉงเหวินก็ไม่มีคำพูดไหนเข้าหูของลั่วจิ่งซีอีกเลย
จี้ฉงเหวิน! จี้ฉงเหวินเช่นนั้นหรือ! จี้ฉงเหวินคือชายชั่วผู้นั้นใช่หรือไม่! คนที่ท่านแม่คอยระแวดระวังอยู่เสมอ!
“จี้ฉงเหวินรู้เรื่องพวกข้าแล้วหรือ?”
สือซานไม่รู้ว่าเหตุใดคุณชายน้อยถึงถามเรื่องนี้ “ข้าน้อยเองก็ไม่ทราบขอรับ ที่มาสืบคงเพราะเรื่องของคุณชายใหญ่”
“เรื่องของพี่ชายข้า!” เมื่อได้ยินว่าเกี่ยวข้องกับลั่วจิ่งเฉินเขาก็ร้อนใจขึ้นมา “รีบบอกมา เกี่ยวกับพี่ชายข้าได้อย่างไรหรือคนผู้นั้นคิดจะเล่นงานพี่ชายข้า?”
สือซานไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณชายน้อยถึงดูร้อนรนเพียงนี้จึงรีบรายงาน “หลายวันก่อนจวนสกุลจี้ส่งบ่าวไปสืบสถานการณ์ของผู้สอบที่ได้อันดับหนึ่งจากโรงเตี๊ยมทุกแห่ง เอ่ยว่านายท่านของพวกเขาสนใจเรื่องของผู้เข้าสอบที่มาจากบ้านเดียวกันพอคนอื่นๆ รู้ ก็คุยกันว่าผู้สอบได้อันดับหนึ่งของเมืองชิงหยางกำลังจะรุ่งเรืองแล้วเพราะนับตั้งแต่จี้ฉงเหวินเข้ามาอยู่ในสำนักศึกษาหลวงก็ไม่เคยยุ่งเรื่องการสอบเคอจวี่แต่อย่างใดไม่เคยแม้กระทั่งไว้หน้าผู้ใด ดังนั้นการที่สกุลจี้ส่งบ่าวมาสืบเรื่องคุณชายใหญ่เช่นนี้จึงทำให้เป็นที่จับตามองขอรับ”
“เจ้ารู้จุดประสงค์แท้จริงที่ชายผู้นั้นให้สืบเรื่องพี่ชายข้าหรือไม่?”
สือซานส่ายหน้า “คนภายนอกรู้เพียงว่าเขาต้องการสนับสนุนคนบ้านเกิดเดียวกันขอรับ!”
เมื่อสือซานรายงานจบลิ่วจิ่งซีก็ชกเข้าที่ใส่กำแพง “ผายลมชัดๆ!”
จี้ฉงเหวินคงรู้แล้วว่านที่อยู่อำเภอเฉามิใช่ท่านแม่ได้หาทางสืบ ไม่ได้ เขาต้องเอาเรื่องนี้ไปเตือนท่านแม่!
ตอนนี้ลั่วจิ่งซีไม่มีเวลามาสนใจสัญลักษณ์พวกนี้แล้วจริงๆ เขาเพียงแค่สงสัยจึงตามเบาะแสก็เท่านั้น พอเตรียมจะกลับทางเดิมกลับมีชายชุดดำปิดหน้ากลุ่มหนึ่งจากไหนไม่รู้มาขวางทางเอาไว้
“รีบร้อนอันใดกัน ในเมื่อมาแล้ว ก็อย่าได้คิดว่าจะกลับไปได้อย่างปลอดภัยเลย!”
พวกคนชุดดำดักรอผู้ที่ตามสัญลักษณ์นี้มาถูกได้เป็นเวลานานแล้วเมื่อเห็นว่าพวกตนอาจกลับไปมือเปล่าได้จึงรีบเผยตัวออกมา
-----