5
ผืนผ้าดิบ
ตอนแรกคิดว่าจะไปขลุกกันที่ห้องสมุดแต่ดันนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็เวรผมที่ต้องเข้าไปช่วยพี่วินเฝ้าคลินิก ขืนไม่ไป ผมไม่อยากจะพูด! มันเป็เื่สยองขวัญ ผมโดนหักเงินเดือนอีกแน่
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเบี้ยวไม่ไปเข้าเวรวันเดียวพี่วินหักเงินผมทั้งเดือน แล้วตอนนั้นเพิ่งจะต้นเดือนอ้ะ! อยากจะเครซี่! แถมยังจัดการกับคนรอบข้างซะอยู่หมัด ผมหันหน้าไปหาใครไม่ได้เลยทั้งแม่ น้าเจิน น้ายา เจ่เจ้ แม้กระทั่งเ้าคิริน ก็โดนสั่งห้ามให้การช่วยเหลือผมผลคือผมต้องกินมาม่าจนหน้าบานเท่ากระด้งเพราะโซเดียม แต่โชคยังดีที่พี่ปัถย์แอบโอนเงินให้ติดตัวไว้นิดหน่อย เื่นี้เรารู้กันแค่สองคน หุหุ
ผมถามคีย์แล้ว เค้าบอกว่าจะแคนเซิลวิชาบ่ายทั้งหมดร่วมถึงยกเลิกนัดเจอกับพวกน้อง ๆ ด้วย พอคีย์วางสายจากมิว ผมก็จามไปสามทีติดคิดว่าเ้าพวกนั้นคงกำลังจะอวยพรผมอยู่ล่ะ
เมื่อคีย์ไม่ต้องไปไหนแล้ว นั่นทำให้ผมสบายใจ เค้าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วผมจึงชวนเค้ามาติวหนังสือที่คลินิกแทน
ผมกับคีย์หอบหิ้วขนมถุงใหญ่คนละสองถุงที่แทบกวาดมาจากร้านสะดวกซื้อเข้ามาที่คลินิกวันนี้มีลูกค้ารอคิวจนแน่นร้าน พวกเค้ามองเราสองคนอย่างแตกตื่นนิด ๆ
ที่หน้าจอทีวีของร้าน มีคลิปที่คีย์ทำรีวิวเปิดรันเอาไว้ด้วย
“หล่อเนาะ” เค้าบอกขณะมองตัวเองในจออย่างชื่นชม
ผมผงกหัวเออออ“ผมก็มีคลิปอยู่ในนั้นนะ รอดูเถอะ” ผมว่า เหมือนปิศาจขิงจะเริ่มแฝงร่างผมแล้ว
“เคยเห็นแล้ว” คีย์ตอบ“ไปเรื่อยกับไวน์วันนี้ เราจะเข้ามาทำความรู้จักกับที่นี่ให้มากขึ้น”เข้าทำท่าบีบเสียงล้อเลียนไดอะล็อกผม
ผมเงยหน้ามองแล้วขมุบขมิบปากตาม “แฟนคลับว่ะ”
คีย์ฉีกยิ้มอย่างภูมิใจ
“รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวพี่ไวน์แจกขนมเสร็จแล้ว จะไปถ่ายรูปกับเอฟซีด้วยนะครับ”ผมว่าพลางยื่นถุงขนมไปให้พี่ ๆ พนักงานที่นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์“ทานให้อร่อยนะคร้าบ” ผมร้องบอก สาว ๆ ดีใจกันใหญ่ “มีมะม่วงเบาจิ้มกะปิแห้งที่พี่ลินชอบด้วยนะ”พี่ลินหัวเราะชอบใจ ยกมือไหว้ขอบคุณแล้วรับไป “ฝากแจกจ่ายให้ทุกคนทุกชั้นนะครับแล้วอย่าลืมรายงานความน่ารักของผมให้พี่วินรู้ด้วยนะ” ผมแอบกระซิบ
“แล้วพี่ลูกหยีไปไหน”คีย์เอ่ยถามแทนผม
“นั่นสิ” ผมหันหน้าไปทางพี่ลินและคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ตรงนั้นอีกสองคน
“ติดเข้าเคสกับคุณหมอน่ะค่ะวันนี้มีโออาร์” หนึ่งในนั้นที่ไม่ใช่พี่ลินตอบ
“เสริมจมูกเหรอพี่วันนี้คุณหมอต่อเข้าเวรเหรอ ปกติไม่เข้าเวรผ่าตัดวันนี้นี่นา” ผมพึมพำนึกแปลกใจนิดหน่อย
“คุณหมอวุฒิค่ะ”
ผมพยายามนึกชื่อคุณหมอแต่ก็ไม่ยักจะคุ้นแฮะ แต่ช่างเถอะ พี่วินคงคัดหมอเก่ง ๆ มาเข้าเวรอยู่แล้วแถมวันนี้เคสเยอะซะด้วยสิ เห็นแล้วใจฟูจริง ๆผมคว้าโทรศัพท์มาถ่ายรูปส่งเข้าไปในไลน์กลุ่มครอบครัวด้วย
-ดีต่อใจสุดๆ-
คนที่ตอบกลับทันทีคือแม่เป็สติกเกอร์ดอกไม้สีม่วงที่มีข้อความกำกับว่า ‘วันที่สดใส’
วันนี้ผมอารมณ์ดีแปลก ๆ แต่ก็รู้สึกโหวง ๆ ในใจชอบกล อ้อไม่ใช่เพราะดอกไม้สีม่วงของแม่หรอกนะ
ผมพาคีย์เข้ามาที่ห้องทำงานของพี่วินรสนิยมอินทีเรียรวมถึงการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ของพี่ชายผมนี่จึ้งใจจริง ๆมันเป็ห้องทำงานเรียบ ๆ แต่ใช้วัสดุก่อสร้างราคาแพงและคุมโทนของสีให้เป็ขาวกับดำตัดกันมีดาวไลท์สีม่วงซ่อนอยู่เพื่อเพิ่มมิติให้ห้องไม่แข็งจนเกินไป
“ผม... เข้ามาในนี้ได้จริง ๆใช่มั้ย?” คีย์เอ่ยถาม ขณะมองไปรอบห้อง จู่ ๆ เค้าก็ประหม่า “หมายถึงผมเป็คนนอกน่ะ ในนี้ไม่ควรเป็ความลับเหรอ” เค้าถามต่อ
“นั่งเถอะ ๆ”ผมบอกให้เค้านั่งอย่างผ่อนคลายบนโซฟารับแขก ผมเองก็ไม่รู้จะตอบอะไรแต่ต่อให้เป็พี่วินก็คงให้เค้าเข้ามาอยู่ดี เซ้นส์ผมมันบอกอย่างนั้น
ผมวางสัมภาระแล้วหยิบถุงมาเทขนมที่ซื้อมาลงบนโต๊ะจนเต็มไปหมดช่างเป็ภาพที่เหมือนกับศิลปะ ดูสีสันของพวกมันสิ นี่มันไม่ต่างอะไรกับงานของแวนโก๊ะ
“ไม่น่าจะได้ติวแล้วมั้ง”คีย์เริ่มบ่น
“ดีแล้วที่เราเลือกมาที่นี่เพราะถ้าอยู่ห้องสมุด ป่านนี้ไม่มีทางได้กินของอร่อยหรอก” ผมอธิบายพร้อมฉีกถุงมันฝรั่งหยิบใส่ปากพร้อมกันสามแผ่น“นั่งเฉยติวเฉย ๆ มันน่าเบื่อจะตาย” ผมโอดครวญ
“ก็เรามาติว” อาจารย์จำเป็เลิกคิ้วบอก เหมือนจะเตือนสติผม
โอ้ว โน! คุณไม่มีทางควบคุมผมได้หรอก “คุณคงไม่ทันสังเกตเห็นบรรณารักษ์ทำหน้าเป็ตูดใช่มั้ย?”ผมใช้น้ำเสียงต่ำลง เร้าให้เค้าสนใจ “ยัยคนนั้นจับจ้องทุกคน ย้ำ! ว่าจ้องทุกคนในห้องสมุด ด้วยสายตาคู่เดียวอะ เค้าทำได้ยังไง”ผมว่ามันเป็เื่อัศจรรย์ “ผมว่าวันนั้นถ้าคุณไม่เก็บเศษกระดาษที่ปามาใส่หัวผมร่างคุณคงจะแยกเป็สองส่วนจากเลเซอร์ที่มาจากดวงตาคู่นั้น” ผมทำท่าขนลุกแล้วยัดมันฝรั่งเข้าปากอีกห้าแผ่น
“ใจเย็น ๆ เดี๋ยวก็ติดคอหรอก”คีย์ลุกมานั่งข้าง ๆ ผมพร้อมเปิดขวดน้ำอัดลมส่งให้ “ดื่มนี่ด้วย...แต่ทำไมมีแต่น้ำอัดลมล่ะเนี่ย” เค้าทำท่าจะบ่นอีกแล้ว
ผมรีบรับมากระดกเพื่อเคลียร์คอ“คุณรู้อะไรมั้ย” แล้วพูดต่อ “ขนมไม่ได้ทำให้ผิวเสียเท่ากับความสกปรกและความเครียดหรอกฉะนั้นถ้าไม่ได้กลัวอ้วน การกินนี่แหละ ฮีลใจสุด ๆ ถ้ามีความสุขอะไรมันก็ดี” ผมว่าพร้อมส่งห่อขนมไปให้เค้า
คีย์รับมันไปทั้งห่อแล้วพับปิดปากถุงแทน อ้าว นี่มันอาชญากรรมชัด ๆ แต่ไม่เป็ไร มีอีกเป็สิบเค้าปิดผมก็แค่เปิดใหม่
เค้ามองผมเหนื่อย ๆ คงกำลังรู้สึกว่ามาทำอะไรอยู่ที่นี่กันแน่ผมจึงแบ่งเวเฟอร์เคลือบช็อคโกแลตแล้วยื่นใส่ปากเค้า คีย์งับเข้าปากผมจึงหัวเราะด้วยความชอบใจ
“มา ๆ พร้อมติวแล้ว” ผมร้องแล้วคว้าไอแพดไปนั่งที่โต๊ะทำงาน พลางกวักมือให้เค้าเปลี่ยนที่นั่งตามมาด้วย
คีย์เลื่อนเก้าอี้อีกตัวมานั่งข้างผมตอนนี้กลิ่นน้ำหอมของเค้าเตะจมูกผมอีกแล้วผมพอจะรู้จักแบรนด์น้ำหอมที่คีย์ใช้โดยไม่ต้องถามแต่พออยู่บนตัวเค้าแล้วมันดันปรับให้มีััรับรู้ที่เป็เอกลักษณ์เหมือนเป็กลิ่นของเค้าคนเดียว
“คลิปไหน?” เค้าถามพลางไถหน้าจอไอแพดไปด้วย
“จริงสิ” ผมนึกอะไรได้อีกแล้ว“ทำไมคุณดูสนิทกับปิศาจขิงจัง โอ๊ะ ผมหมายถึงมายด์”
คีย์คิดเล็กน้อย แล้ววางไอแพดลง “ก็ยังไม่ได้เริ่มติวอีก”
“น่า ๆ ถามนิดเดียว” ผมคะยั้นคะยอ แล้วเด้งตัวดึ๋ง ๆ
“ก็ไม่ได้สนิทนะ” เค้าตอบ เพราะน่าจะทนรำคาญผมไม่ไหว
“แต่พ่อเค้าชวนคุณไปจิบไวน์ขวดละสี่แสนเลยนะ”ผมย้อนด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้
เลเวลที่พ่อของอีกฝ่ายเอ่ยปากชวนนี่ยังไม่ได้สนิทกันอีกเหรอ
“ครอบครัวเราสองคนรู้จักกันมานานแล้วเราโตมาด้วยกัน” เค้าเริ่มอธิบาย
“เหมือนผมกับเ้าคิรินเหรอ”
“ใกล้เคียง แต่ไม่ถึงขั้นนั้น” คีย์ทบทวนนิดหนึ่งก่อนพูดต่อ“แค่ผู้ใหญ่สนิทกัน ส่วนเด็กอย่างพวกเราก็ต้องรู้จักกันเป็ธรรมดา”
“จะมีซีนจับหมั้นแบบในซีรี่ส์ป้ะ”ผมนึกสนุก “แบบสองครอบครัวที่ผู้ใหญ่สนิทกัน เค้าก็ชอบหมั้นหมายกันเอาเองให้ลูกได้แต่งงานกัน โดยไม่เคยนึกถึงความรู้สึกลูกอะ”
คีย์ยกมือลูบคางทำหน้าครุ่นคิด“เป็ไปได้” เค้าตอบ
“จริงอ้ะ!” ผมร้อง เพราะไม่คิดว่ามันจะเป็อย่างที่พูด
“เคยได้ยินอยู่ตอนพ่อผมคุยกับพ่อมายด์ แต่เหมือนคุยกันเล่น ๆ มากกว่า”
“แล้วถ้าเกิดขึ้นจริงคุณจะทำยังไง?”
คนถูกถามหันมามองหน้าผมแทน“แล้วถ้าเป็อย่างนั้นจริง คุณจะทำไง?” พร้อมเลิกคิ้วขึ้น
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมเล่า!” ผมร้องอีก คราวนี้เสียงดังกว่าเดิม
อีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก“จะไม่รู้สึกหงุดหงิดหึงหวงอะไรหน่อยเหรอ?”
ตลก!
ผมรีบดันหน้าเค้าออก จะไปรู้สึกอย่างนั้นเพื่ออะไรมีแต่คนสติไม่ดีเท่านั้นแหละ ที่รู้สึกอะไรกับคนที่เจอกันไม่กี่ครั้งจะว่าไปพักนี้ผมก็เอ๋อ ๆ ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวแปลก ๆ ด้วยสิ เอ๊...สติเรายังดีอยู่ไหมนะ
คีย์หัวเราะคิก“ผมก็ต้องทำอะไรซักอย่าง ไม่ให้มันเกิดขึ้นอยู่แล้ว” เค้าบอก “ผมไม่ได้ชอบมายด์หมายถึง เค้าไม่ใช่คนที่ผมจะใช้ชีวิตด้วยได้ มายด์เป็น้องสาวน่ะ”น้ำเสียงเค้าดูเรียบและจริงจังขึ้น
ฟังแล้วโล่งใจประหลาดแฮะ...
“แล้วคุณล่ะคิดเื่ความรักไว้ยังไง?”
ผมชี้หน้าตัวเองเมื่อถูกถามกลับแล้วก็ได้แต่นึก... นึกคำตอบ พอถูกถามเื่นี้เข้า กลับพูดไม่ออกอะ
“หรือคุณมีคนที่ชอบอยู่แล้ว?”คีย์ถามต่อ
“มันก็ไม่ใช่...”ทำไมมันถึงได้ตอบยาก ผมมัวอ้ำอึ้งอะไร “ที่จริงผมไม่ได้คิดเื่นั้นไว้เลยั้แ่เลิกกับแฟนเก่าตอนม.ปลาย ก็ไม่ได้สนใจเื่นี้อีก” ใช่ ถูกต้องเื่มันนานมาแล้ว
“งั้นคุณก็โสดสินะ”เค้าสรุปคำตอบด้วยตัวเอง
“ก็ไม่ผิด” ผมตอบตรง ๆแอบเห็นว่าคนตรงหน้า ยิ้มอ่อน ๆ
“แล้วชอบคนแบบไหน?” คีย์ถามอีก
ผมครุ่นคิดนิดนึงแล้วตอบ“คนที่รักผมอะ”
“สเปกยังไงก็ได้เหรอ?”
ผมพยักหน้า “ถ้าคนนั้นเค้ารักผมผมก็เป็คนที่โชคดีที่สุดแล้ว”
เพราะถ้าเค้าคนนั้นรักผมมาก ๆก็คงเป็เหตุผลที่ทำให้ผมรักเค้ามาก ๆ เช่นกัน
คีย์มองผมนิ่ง ๆ ราวสามวินาทีจนผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังเขิน จึงก้มลงเกยคางลงบนโต๊ะ
“เรามาติวกันเถอะ” ผมว่า
แต่ยังไม่ทันที่การติวจะเริ่มขึ้นเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นข้างนอก มันเป็เสียงร้องของความหวาดกลัวผมและคีย์ต่างหันมองหน้ากันด้วยความใ
ผมเปิดประตูออกไปก็พบกับความวุ่นวายมีคนในชุดกราวน์เดินสวนอย่างรีบร้อนและชนผมเข้า คีย์รีบประคองกลับมา “นั่นคุณหมอไม่ใช่เหรอ?”ผมมองตามหลังร่างสูงหนาของเค้าจนหายไปหลังร้าน “น่าจะเป็หมอวุฒิ”ผมหันไปพูดกับคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เค้าพยักหน้ารับรู้แต่ยังคงยืนประคองผมอยู่ด้วยสีหน้าของความเป็ห่วง
แต่ที่หน้าเคาน์เตอร์ก็ดูชุลมุนเกินกว่าที่ผมจะตามชายชุดกราวน์คนนั้นไปเพราะเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกใของคนไข้นับสิบที่นั่งรอรับบริการเร้าให้ผมเริ่มใจเต้นรัวสถานการณ์ด้านหน้าดูวุ่นวายมาก
“นั่นใครกัน?”
มีเ้าหน้าที่ผู้ชายที่ดูไม่ใช่คนของเรากำลังหามอะไรบางอย่างออกจากร้าน
ผมรีบวิ่งตามไป
แต่ว่า....
ขาทั้งสองข้างของผมมันกลับหยุดชะงัก
“นั่นศพเหรอ...” ผมร้องครางมีภาพของร่างที่ถูกห่อด้วยผ้าดิบสีขาวนอนอยู่บนเปลกำลังถูกลำเลียงออกจากร้านไปด้วยเ้าหน้าที่กู้ภัยรถกู้ภัยจอดอยู่ข้างหน้าคลินิกเราจริง ๆ ด้วย
ผมร้อนรนถามตอนเห็นพี่ลูกหยีเดินเข้ามา“กะ... เกิดอะไรขึ้นครับ?” เสียงของผมตะกุกตะกัก
“คนไข้เสียชีวิตขณะกำลังผ่าตัดค่ะคุณไวน์”คนถูกถามตอบเสียงเรียบ
ผมยืนเคว้ง...
ความรู้สึกโหวง ๆ ตอนที่เข้ามาแล้วมันมีความสุขไม่สุดมันเป็อย่างนี้เอง...
ราวกับมีลางบอกเหตุสะท้อนเตือนในใจ ภาพตรงหน้าคือผู้คนรอรับบริการที่กำลังมองมาทางผม มันเกิดขึ้นได้ยังไง ในหัวผมมีแต่คำถาม
ทำไมล่ะ? พลาดอะไรกัน? หมอไม่เก่งเหรอ?หรือผู้ตายมีโรคประจำตัว ฝืนข้อห้ามอะไรรึเปล่า ตรวจสอบดูแลกันยังไงทำไมถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้!
คนเ่าั้ค่อย ๆ ทยอยลุกหนีออกจากเหตุการณ์นี้ไปพร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บางคนยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายแม้พี่ลูกหยีและทีมของพี่ลินจะช่วยกันห้าม แต่ก็ไม่น่าจะทัน
ผมควรจะทำยังไงดี... ถ้าพี่วินรู้เข้าต้องใมากแน่ ๆ