ตอนที่ ๑
ทหารเลว
“เราต่างถูกสั่งสอนให้ยึดมั่นในหลักศีลธรรมอันสูงส่ง เป็มนุษย์ที่ยืนอยู่เหนือสัตว์เดรัจฉานทั้งปวงทว่าท้ายที่สุดแล้วเราก็หาได้ต่างอันใดกับพวกมันไม่”
ถ้อยคำอันลึกซึ้งถูกกล่าวออกมาท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสุราฉุนกึกในห้องแห่งนั้นปรากฏร่างของคุณชายเ้าสำราญผู้หนึ่งนั่งโอนเอนอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่างแสงจันทร์ส่องกระทบดวงหน้าคมคายขับให้ดูมีเสน่ห์มากขึ้นอีกเป็เท่าตัวทว่าท่วงท่าการนั่งของเขากลับขัดกับใบหน้าที่หล่อเหลานั้นอย่างมากเขาชันเข่าข้างหนึ่งขึ้นต่างที่เท้าแขน ท่วงท่าคล้ายนักเลงสุราตามท้องถนนสภาพแบบนี้หากใครมาเห็นเข้าก็คงทำใจเชื่อได้ลำบากว่านี่คือคุณชายรองแห่งตระกูลหยางอันยิ่งใหญ่
ผู้เป็น้องชายร่วมสาบานมองดูแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายิชูรินชาร้อนลงในจอกกระเบื้องแทนสุรารสแรงเด็กชายคิดว่าหากปล่อยให้หยางต้าหลงดื่มต่อไปพรุ่งนี้เขาคงจะต้องเสียเวลาดูแลคนเมาค้างอีกเป็แน่
“บางคราข้าก็คิดว่าตัวเองนั้นเลวทรามเสียยิ่งกว่าเดียรัจฉานเ่าั้เสียอีกอา!ส่วนเ้าพวกมือถือสากปากถือศีลเ่าั้ สัมภเวสีในนรกยังไม่อาจเทียบเท่า!”
ยิ่งเมามายหยางต้าหลงก็ยิ่งพร่ำเพ้อไปเรื่อยเปื่อยตอนนี้เขากระทั่งด่าทอ “คนเ่าั้” ที่ิชูก็ไม่ทราบว่าเป็ผู้ใด ได้แต่คาดเดาจากถ้อยคำที่อีกฝ่ายพร่ำเพ้อออกมาเท่านั้นเด็กชายคิดว่าหยางต้าหลงคงจะหมายถึงพวกขุนนางและใครต่อใครที่พากันสนับสนุนให้แคว้นหลงส่งกองกำลังออกไปบุกเบิกพื้นที่รกร้างทางตะวันออกเฉียงใต้อันเป็เขตแดนของพวกชนเผ่าเร่ร่อนและ หยางต้าหลงก็เดือดร้อนด้วยเื่นี้เองชายหนุ่มได้รับคำสั่งให้นำกำลังพลไปบุกเบิกพื้นที่รกร้างนั้น และแน่นอนว่าพวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงการปะทะได้
หลังจากเคี่ยวกรำร่างกายและจิตใจอย่างหนักในสนามรบมานานร่วมปีหยางต้าหลงผู้นำชัยกลับมายังแผ่นดินเกิดก็รีบหนีมาหลบภัยอยู่ในโรงเตี๊ยมไผ่เขียว
ั้แ่วันแรกที่มาจนถึงวันนี้ก็ล่วงเข้าวันที่เจ็ดแล้วชายหนุ่มดื่มสุราต่างน้ำ เมามายพูดจาพร่ำเพ้อไม่ปะติดปะต่อกันสักเท่าไหร่หากมิใช่คนที่คอยดูแลอยู่ทุกวันคงยากที่จะจับใจความได้
“พี่หลงท่านเพียงทำตามหน้าที่ เหตุใดต้องทุกข์ใจถึงเพียงนี้ด้วยเล่า?”
ิชูถามด้วยหวังจะช่วยผ่อนเบาความทุกข์ใจของอีกฝ่ายลงบ้างทว่ามันก็หาได้เป็อย่างที่คิดไม่
“หน้าที่?หน้าที่อันใด? สังหารผู้คน ระรานผู้อื่นเช่นนั้นเรียกว่าหน้าที่ได้หรือ?หน้าที่เส็งเคร็งสิไม่ว่า!”
กล่าวแล้วหยางต้าหลงก็กระแทกเหล้าเข้าปากอนิจจาที่ภายในนั้นคือชาร้อนมิใช่สุราอย่างที่เขาเข้าใจ และผลของการกรอกชาร้อนๆเข้าปากในคราวเดียวนั้นก็ทำให้ร่างสูงสำลักกระอักกระไอจนหน้าเปลี่ยนสีทำท่าเหมือนจะตายเสียให้ได้
ิชูมองภาพตรงหน้าแล้วก็ถอนหายใจอีกคราเด็กชายไม่คิดจะเข้าไปช่วย เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ด พลังปราณก็อยู่ใน่สีฟ้าสำลักน้ำชาเพียงเท่านี้ย่อมไม่เป็อะไรอยู่แล้ว
“ข้ารู้ว่าการฆ่าคนไม่ใช่สิ่งที่ดีและในบางศาสนาการฆ่าสัตว์ก็ถือเป็บาปด้วยเช่นกันทว่าสิ่งที่ทำไปแล้วจะกลับไปแก้ไขได้อย่างไร? ในเมื่อตอนนั้นท่านน้อมรับราชโองการและกระทำการลุล่วงไปแล้ว จะกลับมานั่งคร่ำครวญทำไมกัน หากมิชอบคราวหน้าพี่หลงก็อย่าได้ทำอีก หากรู้สึกผิดก็จัดเครื่องเซ่นไหว้ดวงิญญาหรือทำบุญทำทานตามแต่ความเชื่อของท่านเถิดมานั่งเป็ผีสุราเมามายเช่นนี้หาได้มีประโยชน์อันใดไม่”
“เ้ามิใช่ข้าย่อมไม่เข้าใจหรอก”
คนเมาตัดพ้อแล้วซบหน้าลงกับเข่าของตนแล้วบ่นพึมพำอะไรต่อไปอีกยืดยาว
“แน่นอนว่าข้าย่อมไม่เข้าใจทว่าเป็ท่านทำตัวเหลวไหลเช่นนี้ข้าย่อมต้องตักเตือน”
เด็กชายโต้แย้งคำตัดพ้อของพี่ชายร่วมสาบานโดยไม่สนใจต่อเสียงพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ของเขา ิชูรินน้ำชาลงในถ้วยอีกครั้ง กล่าวต่อไปว่า
“เื่ราวที่ผ่านไปแล้วย่อมไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ทำได้เพียงแก้ไขผลของมันในปัจจุบันเท่านั้นและการที่ท่านนั่งจมจ่อมอยู่ในความรู้สึกผิดบาปเมามายหัวราน้ำเช่นนี้ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีอันใดทั้งต่อตัวท่านเองและผู้อื่นแทนที่จะมัวมาดื่มเหล้าอยู่อย่างนี้มิสู้ท่านคิดหาหนทางชดใช้ความผิดจะไม่ดีกว่าหรือ?”
“แล้วถ้าหากเป็เ้าเล่าจะทำเช่นไร?”
คนเมาเอ่ยถามสายตาเลื่อนลอยที่แฝงไปด้วยความขุ่นเคืองตวัดมองไปทางน้องชายร่วมสาบานิชูเป็เพียงบ่าวน้อยผู้หนึ่งเขาจะเข้าใจเื่ละเอียดอ่อนอย่างความขัดแย้งระหว่างหน้าที่กับศีลธรรมประจำใจได้หรือ?หยางต้าหลงคิดว่ามันไม่มีทางเป็ไปได้
“ข้าย่อมเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับาั้แ่แรกทว่าหากเลี่ยงไม่ได้ข้าก็คงต้องทำใจยอมรับ และมองเป็เื่ของความอยู่รอดแทน”
ิชูกล่าวพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายเขาไม่ล่วงรู้อนาคตทว่าก็มีความเป็ไปได้ที่สักวันหนึ่งทางการจะเกณฑ์เขาไปเป็ทหารในกองทัพเด็กชายยังกล่าวต่อไปอีกว่า
“ข้านับถือผีสางตามบิดามารดาเื่ราวลึกซึ้งอย่างบาปบุญที่ท่านชอบกล่าวถึงนั้นข้าย่อมไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ทว่าการเอาชีวิตโดยไร้เหตุผลนั้น สำหรับข้าแล้วมิใช่สิ่งที่พึงกระทำไม่ว่าชีวิตนั้นจะเป็คน สัตว์ หรือพืชก็ตามดังนั้นหากข้าต้องไปสังหารผู้คนในสนามรบข้าคงต้องบอกตัวเองว่ามันเป็ความจำเป็เพราะหากข้าไม่ทำข้าก็คงจะเป็ฝ่ายที่ต้องตกตายและอันที่จริงแล้วความรับผิดชอบทั้งหมดแห่งาสมควรที่จะตกอยู่กับผู้ที่ปรารถนาให้เกิดาเ่าั้ต่างหากคนธรรมดาที่ไหนจะอยากให้เกิดาขึ้นกัน?”
“ก็พวกโลภมากปรารถนาลาภยศ และอำนาจอย่างไรเล่า! หมูตะกละพวกนั้นวันๆ เฝ้าแต่เรียกร้องหาาน้ำลายไหลยืดน่าขยะแขยงยิ่ง”
หยางต้าหลงด่าออกมาอีกชุดหนึ่งิชูนึกภาพตามแล้วก็อดที่จะนึกสงสัยไม่ได้ คนเ่าั้ย่อมเป็ขุนนางชั้นสูงจะนั่งน้ำลายไหลยืดอย่างน่าเกลียดเช่นนั้นได้หรือ?
‘บางทีคงจะเป็พี่หลงที่พูดเกินจริง’
เด็กชายลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายหยางต้าหลงยังคงด่าทอ “สุกร” เ่าั้ต่อไปจวบจนกระทั่งรุ่งสางเดือดร้อนิชูที่ต้องคอยดูแลจนไม่เป็อันได้หลับได้นอนเด็กชายถึงกับคาดโทษพี่ชายร่วมสาบานของตนในใจว่าหากวันต่อไปหยางต้าหลงยังทำตัวเช่นนี้อีกเขาจะเรียกคู่หมั้นของชายหนุ่มมาลากตัวกลับไป
…
นั่นเป็เื่เมื่อครั้งยังเยาว์วัยทว่าภาพเหตุการณ์ก็ฉายชัดในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เทียนิชูลอบผ่อนลมหายใจออก ทอดสายตามองแผ่นฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงเข้มตะวันใกล้ตกดินแล้วแต่พวกเขายังเดินทางไปไม่ถึงจุดพักที่กำหนดไว้
สองเท้าก้าวเดินด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอสองมือกำสัมภาระของตนเอาไว้แน่น ต่างคนต่างเหน็ดเหนื่อย ทว่าไม่อาจพูดออกไปได้คงเดินต่อไปราวกับฝูงวัวที่ถูกต้อนกลับคอกในยามเย็นพวกเขาไม่รู้ว่าต้องเดินต่อไปอีกไกลแค่ไหน ทราบแต่ว่าเมื่อใดที่นายกองซึ่งรับหน้าที่ดูแลการเกณฑ์ไพร่พลใหม่บอกให้หยุดนั่นก็คือเวลาที่พวกเขาได้มาถึงที่หมายแล้ว
ิชูไม่เคยกังวลว่าตนจะเอาชีวิตรอดจากาได้หรือไม่สิ่งที่ทำให้เขาเป็กังวลคือการที่เขาอาจจะต้องสังหารผู้คน ในความคิดของเด็กหนุ่มแม้อีกฝ่ายจะถูกเรียกว่าศัตรูแต่คนเ่าั้ก็หาได้ต่างไปจากตัวเขาไม่ เพราะต่างก็เป็ไพร่พลที่ถูกเกณฑ์มาทำศึกคนเ่าั้อาจถูกปลุกปั่นให้ฮึกเหิม พร้อมที่จะสังหารพร้อมที่จะตายเพื่อแผ่นดินเกิดเหมือนกันกับที่พวกเขาได้ประสบพบเจอมาโดยตลอดนับั้แ่ก้าวเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของกองทัพ
สำหรับิชูแล้วศัตรูที่จะต้องเผชิญในสนามรบนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากคนแปลกหน้าที่มิได้มีเื่บาดหมางผิดใจอะไรกันเพียงแต่ทั้งสองฝ่ายต่างมีหน้าที่ที่จะต้องสังหารฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเด็กหนุ่มพยายามมองให้เป็เื่ของหน้าที่เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นเขาก็กลัวเหลือเกินว่าตนเองจะถูกลากลงสู่ห้วงสมุทรแห่งความเกลียดชังเหมือนกับคนอื่นๆ
พวกเขากล่าวว่าการศึกครั้งนี้ทำเพื่อบ้านเมืองิชูก็ไม่อาจเถียงได้เพราะในครั้งนี้เป็แคว้นไท่หยางที่เป็ฝ่ายรุกรานอย่างไรก็ตามเด็กหนุ่มก็ยังคงเชื่อในความคิดของตนเองว่าการทำเพื่อบ้านเมืองที่แท้จริงนั้นคือการรักษาความสงบสุขและส่งเสริมให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น มิใช่การขยายดินแดนแสวงหาความมั่งคั่งหรืออำนาจอื่นใด
“แผ่นดินคือประชาชนมิใช่ดินแดน”
นั่นคือคำที่อาจารย์ของเขาเคยกล่าวไว้
‘ตอนนี้ข้าคงทำอะไรไม่ได้มาก แต่หากเลือกได้ข้าก็อยากจะไปอยู่โรงหมอไม่ก็โรงครัวมากกว่า’
ิชูคิดอย่างมีความหวังตัวเขาเป็เด็กหนุ่มหน่วยก้านดีก็จริงแต่ก็คงจะรับมือข้าศึกไม่ไหวเนื่องจากเส้นลมปราณพิการหากกองทัพไม่ขาดแคลนทหารมากนัก บางทีเขาอาจจะไม่ต้องลงสนามรบจริงๆเพราะถึงอย่างไรไพร่พลที่ไร้ประโยชน์เช่นเขาหากส่งไปในสนามรบก็รังแต่จะเกะกะผู้อื่นเสียเปล่าๆ