อาจจะเป็นเพราะต้นห้องคนสนิทของมาร์ควิสแสดงความห่วงใยออกมาทั้งทางสีหน้าและน้ำเสียงเฮอเมียจึงเอ่ยออกไปว่า
“เวลานี้สิ่งที่ฉันห่วงก็คือคนที่เคยลอบทำร้ายท่านอาจจะพยายามทำอีก..”
“ใช่เลยขอรับ มิส” ฮิคสันแสดงความเห็นด้วยเต็มที่ “แต่ใต้เท้าท่านไม่เคยห่วงตัวเองเลยแล้วพอกระผมเรียนท่านว่า กระผมเชื่อว่ามิสเตอร์เดอ วิลล์จะต้องคิดฆ่าท่านอีกใต้เท้าก็เอาแต่หัวเราะอย่างเดียวขอรับ”
“นี่..นี่คุณคิดว่าเขาจะทำอย่างนั้นจริงๆหรือฮิคสัน?”
“มันแน่อยู่แล้วนี่ขอรับมิส”ฮิคสันตอบหนักแน่น “ในเมื่อมิสเตอร์ร็อคฟอร์ดเคยใช้ความพยายามมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ยังไม่สำเร็จเขาจะต้องทำอีกแน่ เชื่อกระผมเถอะขอรับ”
“ตายจริงแล้วเราจะยับยั้งท่านไม่ให้ไปไหนมาไหนเพียงลำพังได้ยังไงกันล่ะ?” เฮอเมียถามอย่างร้อนใจเต็มที
“คุณคงจะต้องใช้ความพยายามเกลี้ยกล่อมใต้เท้าด้วยตัวเองเสียแล้วละขอรับมิสเพราะท่านไม่ยอมฟัง กระผมอยู่แล้ว แถมยังดุว่ากระผมขี้บ่นน่ารำคาญแต่คุณก็ต้องเข้าใจด้วยนะขอรับมิส ว่าถ้าเราจะบ่นให้คนตายฟังมันจะมีประโยชน์อะไรจริงไหมขอรับ เพราะฉะนั้นกระผมคิดว่าคุณคงจะต้องรีบทำอะไรบางอย่างก่อนที่เรื่องร้ายๆมันจะเกิดขึ้นเสียแล้วละขอรับ”
“มันก็จริงอยู่หรอกนะ” เฮอเมียพูดเสียงเบา “แต่ฉันจะไปทำอะไรได้ล่ะ?”
“กระผมก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ”ฮิคสันถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ปรกติกระผมจะเอาปืนที่บรรจุลูกเต็มไว้ข้างเตียงนอนของใต้เท้าทุกคืนแต่ท่านกลับบอกกระผมว่าสิ่งที่จะเข้าไปทำร้ายท่านถึงในห้องนอนได้ก็เห็นจะมีแต่แมงมุมหรือไม่ก็แมลงวันที่บินเข้าไปทางหน้าต่างเท่านั้น”
ฮิคสันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังซึ่งเท่ากับเน้นให้เฮอเมียได้เห็นว่าเขามีความรักในตัวเจ้านายผู้ชุบเลี้ยงเขามามากเพียงไรและขณะนี้เขาก็กำลังแสดงความห่วงใยในความปลอดภัยของมาร์ควิสไม่ต่างไปกว่าเธอทั้งนี้เพราะลึกๆ ในใจ เฮอเมียเชื่อว่า เมื่อการลอบทำร้ายครั้งที่แล้วล้มเหลวผู้ที่วางแผนย่อมจะต้องหวนกลับมาทำงานต่อให้สำเร็จในเวลาไม่ช้าไม่นานนี้อย่างแน่นอน
“เวลาที่ท่านลอร์ดออกไปขี่ม้าท่านเคยพกปืนติดตัวไปด้วยหรือเปล่า?” เฮอเมียเอ่ยถามขึ้น
“ที่จริงกระผมเคยแนะนำท่านเช่นนั้นอยู่หลายครั้งนะขอรับ แต่ท่านบอกว่าถ้าพกแบบนั้นมันจะทำให้รูปทรงเสื้อโค้ทที่ท่านสวมอยู่เสียไปแต่ปรกติจะมีปืนกระบอกหนึ่งอยู่ในรถม้าเสมอละขอรับ โดยเฉพาะเวลาที่ใต้เท้าต้องเดินทางไปไหนไกลๆ“ฮิคสันหยุดเว้นระยะก่อนจะกล่าวต่อว่า
“แต่คนที่ลอบทำร้ายใต้เท้ามันไม่ได้ต้องการทรัพย์สินนะขอรับ มันต้องการเอาชีวิตท่าน..!”
เฮอเมียตกใจกับคำพูดของฮิคสันไม่น้อยแต่ขณะนั้นหมดโอกาสที่จะพูดอะไรกันต่อ เพราะจากจุดที่ยืนอยู่ เธอสามารถมองเห็นแขกเหรื่อที่เริ่มทะยอยเดินทางมาถึงเพื่อร่วมงานปาร์ตี้แล้ว..
เมื่อเธอเดินเข้าไปในห้องรับแขกที่ขณะนี้เลดี้แลงดอนกำลังรออยู่ เฮอเมียก็บังเกิดความรู้สึกขึ้นในใจว่าเมื่อไม่มีมาร์ควิสอยู่ร่วมงานด้วยความตื่นเต้นมีชีวิตชีวาดูจะเลือนหายไปหมดสิ้น..
และแล้ว เธอก็ต้องแปลกใจยิ่งไปกว่านั้นเมื่อได้พบว่าแท้ที่จริงแล้วเธอเฝ้ารอคอยด้วยความหวังที่จะได้เห็นเขาปรากฏตัวขึ้นในงานมากขนาดไหน..
มันทำให้เธอได้ตระหนักขึ้นในนาทีนั้นว่าแม้มันจะดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และน่าอัศจรรย์ใจอย่างที่สุดแต่ก็ต้องยอมรับเสียแล้วว่า..เธอรักเขา..
ในค่ำคืนนั้น ภายหลังจากที่งานปาร์ตี้เลิกราเฮอเมียไม่อาจจดจำได้ว่าเธอได้พูดคุยกับใครในระหว่างการร่วมรับประทานอาหารหรือมีใครที่นั่งเคียงข้างเธออยู่..
เพราะสิ่งที่คุกรุ่นอยู่ในดวงความคิดของเธอยามนั้นมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นนั่นก็คือ บัดนี้เธอได้ตกหลุมรักเข้าแล้วความรักที่เธอเฝ้าปรารถนามาชั่วชีวิตเพียงแต่ว่าผู้ชายคนที่เธอหลงรักดูจะอยู่ไกลเกินเอื้อมเสียเหลือเกิน..
เธอยอมรับ ว่าเมื่อครั้งที่ถูกเขาขโมยจูบนั้นเธอรู้สึกเกลียดชังในตัวเขาอย่างที่สุด ถึงขนาดแต่งเรื่องให้เขาเป็นตัวผู้ร้ายไม่เพียงเท่านั้นเธอยังหวาดหวั่นกับวาจาดูหมินเสียดสีและสายตายามที่เขามองเธอเสียเหลือเกิน
แต่เมื่อมาถึงเวลานี้เธอก็ได้รู้แล้วว่าจะมีก็แต่เพียงความรักเท่านั้น ที่สามารถชักพาเธอให้เดินทางเข้าไปในป่าวิช วู้ดในท่ามกลางราตรีที่มีเพียงแสงจันทร์กับแสงดาวเป็นเครื่องนำทางเพื่อที่จะไปช่วยชีวิตเขาไว้..
ความรักเท่านั้นที่ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายทำให้เธอสามารถประคองร่างมาร์ควิสที่ใหญ่โตน้ำหนักตัวมากมายเดินผ่านป่าออกมาสู่แหล่งพำนักที่ปลอดภัยได้
เธอช่างโง่เขลาเสียนี่กระไรที่ไม่เคยได้ตระหนักเลยว่าทำไมเธอจึงตื่นเต้นนักที่ได้มีมาร์ควิสมาอยู่ร่วมในบ้านหลังน้อยนั้นแม้เขาจะอยู่ในสภาพได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ตาม..
ต่อมาเมื่อเขาได้ใช้วาทศิลป์เกลี้ยกล่อมท่านเอิร์ลผู้เป็นลุงของเธอให้ยอมสร้างโรงเลื่อยขึ้น ตามที่เธอได้แสดงความคิดเห็นให้เขาฟังเธอก็ควรจะรู้ได้แล้วว่าความรู้สึกที่มีต่อเขาในขณะนั้นมันไม่ใช่เพียงแค่สำนึกในบุญคุณเท่านั้น แต่มันคือความรัก..
ทำไมเธอจึงเขลาเสียจนมองไม่เห็นไม่ยอมเข้าใจว่าภายใต้หน้ากากแห่งความยโส โอหัง ที่เขาสวมอยู่ แท้ที่จริงแล้วเขาเป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี เอื้ออาทร ทั้งเห็นอกเห็นใจและเข้าใจในความทุกข์ยากของผู้อื่น..?
ดังนั้นมันจึงมิได้เป็นเพียงแค่ความมหัศจรรย์ที่ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งบรรยากาศภายในบ้านพักบาทหลวงหลังน้อยให้มีความสุข และน่าปลาบปลื้มยินดีมากยิ่งขึ้นแต่มันยังหมายรวมไปถึงความรักที่เธอมีต่อบุรุษผู้ที่เธอได้ช่วยชีวิตของเขาไว้ด้วย
“แน่แล้ว..ที่ฉันรักเขา..” เฮอเมียพูดอยู่กับตัวเอง
เมื่อมาถึงวันนี้เธอได้รู้แล้วว่าบรรดาชายหนุ่มทั้งหลายที่เฝ้ารุมล้อมและอภินันทนาการเธอด้วยวาจาอ่อนหวานเหล่านั้นถ้าจะเปรียบก็คงไม่ต่างไปกว่าตัวละครที่ก้าวออกมาจากหน้าหนังสือต่างๆ เท่านั้นไม่ได้มีเลือดเนื้อมีตัวตนแท้จริง
มีแต่มาร์ควิสเท่านั้นที่เป็นมนุษย์จริงๆที่ความเป็นจริงดังกล่าวนั้นบัดนี้ได้เข้าไปบรรจุอยู่ในสมอง ในความคิดคำนึงและในหัวใจของเธอ..ดูเหมือนนับแต่วันที่เธอได้พบเขาเสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามเฮอเมียพยายามใช้สามัญสำนึกเตือนตัวเองอยู่ว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่จะมีค่าหรือมีความหมายสำหรับเขาเลย เพราะในที่สุดมาร์ควิสก็จะต้องเลือกแต่งงานกับมาริลีนอยู่แล้ว..
ในตอนแรกเธอคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้แต่เมื่อเขาสามารถเกลี้ยกล่อมให้ท่านเอิร์ลเปิดโรงเลื่อยได้สำเร็จเธอก็ค่อนข้างแน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจกันอยู่เป็นนัยโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูดว่ามาร์ควิสสามารถแผ้วถางทางที่จะเข้าถึงตัวมาริลีนได้ง่ายขึ้นเพราะท่านเอิร์ลก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เขายกย่องในความสำคัญของว่าที่ลูกเขยอยู่
“ถึงยังไงฉันก็รักเขา..” เฮอเมียตอกย้ำกับตัวเอง แม้เมื่อมาถึงคฤหาสน์ที่จัดงานราตรีสโมสรขึ้น
แขกเหรื่อที่ได้รับเชิญมาร่วมงานในค่ำคืนนี้โดยเฉพาะฝ่ายหญิงนั้น ล้วนประดับเรือนร่างด้วยเพชรนิลจินดาดูวูบวาบแพรวพรายกันทั่วทั้งงาน
ทว่าคืนนี้แม้แต่แสงไฟจากโคมระย้าก็ราวขาดความมลังเมลืองการตกแต่งสถานที่ซึ่งแม้จะเลิศเลอแล้วกระนั้นยังดูจืดชืดในสายตาของเธอ..และแม้เธอจะไม่ขาดคู่เต้นรำ
แต่เฮอเมียก็แทบไม่ได้ให้ความสนใจในสิ่งที่ชายหนุ่มเหล่านั้นพร่ำพูดอยู่ข้างหูเธอแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเหล่านั้นพูดอะไรกับเธอบ้าง
ขณะเดียวกันเธอกลับครุ่นคิดอยู่ในใจว่าอีกนานเท่าไรจึงจะได้กลับบ้านเสียที และรู้ว่าถ้าเธอแจ้งความจำนงค์กับเลดี้ แลงดอน พี่สาวของมาร์ควิสจะต้องแปลกใจอย่างล้นเหลือที่ค่ำคืนนี้เธอไม่ปรารถนาจะอยู่เต้นรำจนงานเลิกเช่นทุกครั้งที่เคยเป็นมา..
ขณะที่เธอกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองนั้นก็พอดีกับที่สุภาพบุรุษสองคนปรากฏตัวขึ้น..
ขณะนั้น เฮอเมียกำลังเต้นรำอยู่กับลอร์ดวิลเชสเตอร์ชายหนุ่มผู้อภินันทนาการเธอด้วยคำหวานตลอดเวลา
“เมื่อไหร่คุณถึงจะอนุญาตให้ผมได้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับคุณเพียงลำพังเสียที่ล่ะครับ?”เขาถาม “ผมขออนุญาตไปเยี่ยมคุณพรุ่งนี้ได้ไหมครับ?"
“ดิฉันยังไม่แน่ใจเลยค่ะว่าพรุ่งนี้เราจะมีรายการอะไรกันบ้าง” เฮอเมียตอบไปตามความจริง
“รู้สึกว่านั่นจะเป็นคำตอบเดียวกับที่คุณให้ผมเมื่อคืนนี้และคืนก่อนๆนะครับ” เขากล่าว “บอกตามตรงว่าผมมีอะไรบางอย่างที่อยากจะบอกให้คุณได้รับทราบไว้เพียงแต่ว่าจะต้องพูดเมื่อเราอยู่ด้วยกันเพียงลำพังเท่านั้น”
ความคิดหนึ่งที่ผ่านแวบเข้ามาในสมองของเธอก็คือลอร์ดวิลเชสเตอร์มีฐานะมั่งคั่งอยู่ในขั้นมหาเศรษฐีทีเดียว
นอกจากนั้นเขายังเป็นบุคคลสำคัญอีกด้วยถ้าเธอได้ยินดีให้กับพ่อและแม่อย่างหาที่เปรียบมิได้ และแน่นอนแต่งงานกับเขามันจะเป็นการแต่งงานที่ยังความปลาบปลื้มย่อมหมายถึงความยินดีของเลดี้ แลงดอนด้วย..