ลานฝึกยุทธส่วนตัวทางด้านหลังเรือนพักของเว่ยเฉินตกอยู่ภายในความเงียบสงัดยามรุ่งอรุณ ไอหมอกบางเบายังคงลอยล่องกรุ่นอยู่เหนือผืนหญ้าที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำค้าง เว่ยเฉินนั่งขัดสมาธิราบอยู่ใจกลางลาน สองตาปิดสนิทเพื่อตั้งจิตดิ่งลึกสำรวจกระแสพลังงานมืดที่กำลังไหลเวียนหมุนวนอยู่ภายในร่ายกาย ตามคำชี้แนะที่ท่านหลี่มอบให้เมื่อวันวาน
"การฝึกปรือกระแสปราณมิใช่การฝืนบังคับควบคุม ทว่าคือการเรียนรู้ที่จะไหลรินไปพร้อมกับมัน" ถ้อยคำตักเตือนของท่านหลี่ยังคงดังก้องอยู่ในห้วงความคิด
เว่ยเฉินค่อยๆ ผ่อนคลายกระแสจิตใจ ปล่อยวางความรู้สึกภายในให้เป็ผู้นำทาง เขาizer ััรู้แจ้งถึงรากปราณมืดที่ยังคงชอนไชกระจายตัวอยู่ทั่วสรรพางค์กาย ทว่าครานี้แทนที่จะฝืนต่อต้านต้านทานความเ็ปทรมานดั่งเช่นยามที่ต้องเข้าหักหาญกับหมาป่าอสูรหรือหมีดำูเา เขาเลือกที่จะสยบยอมปล่อยให้มวลพลังงานไหลหลั่งไปตามทิศทางธรรมชาติของมันอย่างเชื่องช้า
กระแสความรู้สึกเยือกเย็นล้ำลึกค่อยๆ แผ่ซ่านกระจายไปทั่วร่าง ทว่ากลับมิใช่ความเ็ปเจียนคลั่งดั่งกาลก่อน หากแต่เป็ความสงบนิ่งลึกล้ำราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านหุบเขาอันเร้นลับ เว่ยเฉินลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกได้ถึงความแปรเปลี่ยนที่เกิดขึ้น สองฝ่ามือของเขาปรากฏไอหมอกปราณสีดำจางๆ ลอยกรุ่นออกมาอย่างเป็ระเบียบสายธาร มิใช่การะเิปะทุอย่างไร้การควบคุมดั่งยามศึกอีกต่อไป
นี่คือ... บรรลุเข้าสู่ขั้นที่สองแล้วสินะ
เขาทดลองยกฝ่ามือขึ้น รวบรวมควบแน่นพลังงานมืดให้ทวีความหนาแน่นขึ้นตรงฝ่ามือทีละน้อย ก่อนจะทดลองสัดหมัดพุ่งออกไปกระแทกเข้าใส่เสาไม้ที่ตั้งตระหง่านสำหรับฝึกซ้อมกลางลานยุทธ
ผัวะ!
เสาไม้เนื้อแข็งสั่นะเืเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง ผิวเนื้อไม้แตกออกเป็รอยร้าวลึกตรงจุดที่หมัดปะทะ เว่ยเฉินยกยิ้มมุมปากด้วยความพึงใจ นี่นับเป็คราแรกที่เขาสามารถบงการควบคุมพลังงานมืดให้ขับเคลื่อนได้ตามใจปรารถนา โดยมิสมควรต้องรอคอยให้ร่างกายตกอยู่ในสภาวะอันตรายถึงแก่ชีวิตเสียก่อน
เขาตั้งมั่นกวดขันฝึกซ้อมเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทุกเพลารุ่งเช้าก่อนออกเดินทางไปเข้าชั้นเรียน และทุกเพลาค่ำคืนหลังจากสิ้นสุดการฝึกปรือร่วมกับศิษย์คนอื่นๆ ความทรมานจากรากปราณมืดเริ่มผ่อนคลายทุเลาลงทีละน้อยตามระดัับความคุ้นชินที่เพิ่มพูน แม้จะยังคงมีบางราตรีกาลที่ความเ็ปสุมรุมกำเริบขึ้นมาอย่างมิทันตั้งตัว จนเว่ยเฉินต้องข่มตาขูดเขี้ยวฟันฝ่าความทรมานจนหลับใหลไปด้วยความเหนื่อยล้าก็ตาม
ล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแห่งการพำนักในสำนัก เว่ยเฉินถูกเรียกตัวให้เข้าร่วมการสาธิตพลังปราณต่อหน้าหมู่ชนผู้าุโหลายท่านเป็คราแรก เพื่อประเมินวัดระดับการบำเพ็ญและกำหนดแนวทางการศึกษาเรียนรู้ที่เหมาะสมสืบไป ห้องโถงประเมินผลกว้างขวางตระการตามีเหล่าผู้าุโนั่งเรียงรายอยู่บนแท่นศิลาสูง สายตาทุกคู่จับจ้องมองตรงมายังเว่ยเฉินที่หยัดกายยืนเด่นอยู่กลางลาน
"เริ่มการสาธิตได้" ผู้าุโท่านหนึ่งเอ่ยขานสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เว่ยเฉินสูดลมหายใจเข้าลึกล้ำ ก่อนจะรวมกระแสจิตดึงรั้งพลังงานมืดออกมาตามแนวทางที่ได้กวดขันฝึกปรือ ไอหมอกสีดำสนิทค่อยๆ ลอยกรุ่นพวยพุ่งรอบวรกาย ควบแน่นก่อตัวเป็รูปทรงที่บงการได้มั่นคงขึ้นกว่ากาลก่อน เขาซัดหมัดกระแทกเข้าใส่เป้าศิลาไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางลานอย่างเด็ดเดี่ยว
ครืน!
เป้าไม้หนาหนักแตกหักกระจัดกระจายออกเป็เศษเสี้ยว ปลิวว่อนกระจายไปทั่วบริเวณอาณาเขต
สุ้มเสียงพึมพำแสดงความตื่นใดังก้องขึ้นทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ ผู้าุโหลายท่านพยักหน้ารับด้วยความพึงใจในอานุภาพพลังที่เว่ยเฉินสำแดงออกมา ทว่ากลับมีผู้าุโท่านหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตรงมุมมืดไกลสุดที่สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยเคร่งครึมแปรเปลี่ยนเป็ซีดเผือดลงในทันทีที่ได้ประจักษ์ไอหมอกสีดำสนิทลอยกรุ่นรอบกายของเว่ยเฉิน ฝ่ามือที่วางอยู่บนตักกำกระชับแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวกึ่งซีด
"ท่านผู้าุโเฉิน บังเกิดสิ่งใดผิดแปลกขึ้นหรือ" ผู้าุโที่นั่งเคียงข้างสังเกตเห็นอาการผิดปกติจึงเอ่ยถาม
"มิมีสิ่งใด..." ผู้าุโเฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงแ่เบา สายตายังคงจับจ้องมองตรงไปที่เว่ยเฉินมิละวาง ราวกับว่าสายตาคู่นั้นกำลังประจักษ์ภาพความทรงจำบางประการที่ฝังรากลึกอยู่ในอดีตกาลอันไกลโพ้น "เพียงแต่... มวลปราณสายนี้ ช่างมีความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดนัก"
เว่ยเฉินมิได้ยินถ้อยคำเจรจานั้นอย่างแจ่มชัด เนื่องด้วยต้องใช้สมาธิจิตทั้งหมดในการควบคุมมวลพลังงานที่เพิ่งขับปลดปล่อยออกไปให้สงบระงับลง ทว่าเขากลับรับรู้ได้ถึงสายตาอันเยือกเย็นที่จับจ้องมาจากมุมโถงนั้นตลอดเวลา ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังถูกประเมินอยู่ลึกล้ำ เกินกว่าที่ถ้อยคำวาจาสามัญจะพรรณนาได้
การประเมินผลสิ้นสุดลงด้วยความพึงพอใจของเหล่าผู้าุโส่วนใหญ่ เว่ยเฉินได้รับการจัดสรรให้เข้าสู่ชั้นเรียนระดับกลางในทันที โดยมิสมควรต้องเริ่มจากชั้นรากฐานดั่งเช่นศิษย์ใหม่คนอื่นๆ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวได้สร้างกระแสความไม่พอใจให้แก่หลายฝ่ายในสำนักทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก
ในราตรีกาลวันนั้น เว่ยเฉินเดินผ่านศาลาฝึกยุทธกลางสำนักในระหว่างทางกลับคืนสู่เรือนพัก แสงทัศนาจากดวงศศิธรสาดส่องลงมาสว่างนวลตา ทาบทาไปทั่วลานศิลาขาว เขาพลันสังเกตเห็นร่างเพรียวบางร่างหนึ่งกำลังกวดขันฝึกซ้อมท่วงท่าวิชากระบี่อยู่กลางลานอันอ้างว้างเพียงลำพัง
เว่ยเฉินหยุดชะงักฝีเท้าลงในทันทีที่จำได้ว่าสตรีผู้นั้นคือนามใด นางคือหญิงสาวปริศนาที่เขาเคยสบตาด้วยในหอศึกษาเรียนรู้วิชาปราณเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า
นางสวมใส่ชุดฝึกยุทธสีขาวบริสุทธิ์เรียบง่าย เรือนผมยาวสลวยถูกรวบไว้หลวมๆ ทางด้านหลัง ศาสตราวุธกระบี่ในฝ่ามือเคลื่อนไหวไปมาอย่างแคล่วคล่องว่องไว แต่ละท่วงท่าล้วนเปี่ยมไปด้วยความแม่นยำเฉียบคมราวกับผ่านการฝึกปรือมานับพันนับหมื่นครั้ง แสงจันทร์สาดสะท้อนคมกระบี่จนบังเกิดประกายเงินวาบวับขึ้นในทุกคราที่นางตวัดสะบัดข้อมือ
เว่ยเฉินยืนทัศนาอยู่ห่างๆ ด้วยความเลื่อมใสในท่วงท่าอันงดงามวิจิตรตรงหน้า ทว่าในขณะเดียวกันเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางประการ ทุกคราที่นางพยายามเร่งความเร็วของกระบี่ให้ถึงขีดสุด ร่างกายของนางจะบังเกิดอาการสั่นเทาเล็กน้อย ราวกับมีมวลพลังบางสิ่งกำลังต้านทานขัดขวางอยู่ภายใน
วิชากระบี่ของนาง... ช่างงดงามตระการตาทว่ากลับดูคล้ายกำลังสร้างความทรมานให้แก่ผู้เป็เ้าของ
ฉับพลัน หญิงสาวหยุดชะงักลงกลางคัน ทันใดนั้นก็หันหน้ากลับมามองยังทิศทางที่เว่ยเฉินยืนหลบเร้นอยู่ แววตาอันเยือกเย็นจับจ้องตรงมาอย่างแม่นยำ ราวกับรับรู้ถึงการคงอยู่ของตัวเขามาั้แ่แรกเริ่ม
"เ้าลอบมองข้าฝึกปรือมาเนิ่นนานเท่าใดแล้ว" สุ้มเสียงของนางเรียบเฉยทว่ากลับแฝงเร้นด้วยความไม่พึงใจเด่นชัด
เว่ยเฉินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าออกจากเงามืด "ขออภัยด้วย ข้ามิได้มีเจตนาลอบมอง เพียงแต่เดินผ่านมาแล้วได้ประจักษ์ท่วงท่ากระบี่ของท่านอันงดงามยิ่ง จนข้ามิอาจห้ามใจให้หยุดทัศนาได้"
หญิงสาวเพ่งมองเว่ยเฉินอย่างถี่ถ้วน แววตาแปรเปลี่ยนจากความไม่พึงใจเป็ความฉงนสนเท่ห์เล็กน้อย "เ้าคือศิษย์พิเศษที่ท่านแม่รับเข้ามาใหม่ผู้นั้นใช่หรือไม่ คนที่กล่องประหลาดใบนั้น"
เว่ยเฉินพยักหน้ารับคำ ก่อนจะใจหายวาบเมื่อได้สดับคำว่า "ท่านแม่" หลุดออกมาจากปากของนาง ข้อเท็จจริงที่ปะติดปะต่อขึ้นมาในทันใดส่งผลให้ดวงหทัยของเขาเต้นรัวเร็วขึ้น
"ท่าน... คือธิดาของท่านเ้าสำนักงั้นหรือ" เว่ยเฉินเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นระคนใ
หญิงสาวยกขอบคางขึ้นเล็กน้อย สีหน้ามิแสดงความรู้สึกเด่นชัด "ถูกต้องแล้ว ข้ามีนามว่าซูหลิ่ง เป็ธิดาของท่านเ้าสำนัก และเป็ผู้สืบสายเืเพียงหนึ่งเดียวที่จะต้องรับ่สืบทอดวิชากระบี่ปะาเซียนต่อไปในอนาคต"
ซูหลิ่ง... เว่ยเฉินทวนนามนั้นซ้ำๆ ในใจ นี่คือธิดา์ที่ลุงเฉาเคยบอกเล่าให้ฟังในระหว่างการเดินทาง สตรีผู้มีพร์ล้ำเลิศสูงส่งเกินมนุษย์ธรรมดาสามัญจนมิมีผู้ใดในรุ่นราวคราวเดียวกันจะเทียบเคียงได้
ซูหลิ่งจ้องมองเว่ยเฉินอย่างประเมินอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดั่งเดิม "ข้าได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับมวลปราณอันแปลกประหลาดของเ้าจากปากเหล่าผู้าุโหลายท่าน พวกเขาบอกกล่าวว่าเป็พลังที่ไม่มีผู้ใดในสำนักเคยพบพานมาก่อน"
"ตัวข้าเองก็มิอาจล่วงรู้แจ้งชัดว่ามันคือสิ่งใด" เว่ยเฉินตอบตามความสัตย์จริง "รู้เพียงว่ามันฝังรากอยู่ในกายของข้าั้แ่ยามที่ตื่นขึ้นมา และกำลังค่อยๆ แปรเปลี่ยนสภาพร่างกายของข้าไปทีละน้อย"
ซูหลิ่งนิ่งสดับฟังโดยมิแสดงทัศนะใดๆ สายตาของนางกวาดมองสำรวจเว่ยเฉินอีกคราอย่างละเอียด ราวกับกำลังพยายามอ่านใจความบางประการจากตัวเขา
"จงระแวดระวังตัวให้ดี" นางเอ่ยเตือนขึ้นในที่สุด น้ำเสียงลดทอนความเ็าลงไปเล็กน้อย "สำนักแห่งนี้มิใช่สถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับคนแปลกหน้าผู้พลังนอกกรอบกฎเกณฑ์เช่นเ้า ยิ่งเ้ายิ่งโดดเด่นส่องประกายมากเท่าใด ก็ย่อมดึงดูดสายตาอันมิมุ่งดีเข้ามามากเท่านั้น"
คำเตือนดังกล่าวส่งผลให้เว่ยเฉินรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด แม้น้ำเสียงของซูหลิ่งจะยังคงเยือกเย็นไร้กระแสความรู้สึก ทว่าเขากลับััได้ว่าวาจานั้นแฝงเร้นไปด้วยความห่วงใยบางเบาที่ตัวนางเองก็อาจมิสู้รู้ตัว
"ขอบพระคุณสำหรับคำเตือน" เว่ยเฉินส่งยิ้มให้เหนือนางเล็กน้อย "ข้าจะระมัดระวังตัวให้จงหนัก"
ซูหลิ่งพยักหน้ารับคำบางเบาก่อนจะหันหลังกลับไปเริ่มกวดขันฝึกซ้อมต่อ ราวกับบทเจรจาเมื่อครู่มิเคยอุบัติขึ้น เว่ยเฉินยืนทัศนาเงาร่างของนางที่เคลื่อนไหวท่ามกลางแสงศศิธรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินจากไปด้วยความทรงจำอันสับสนระคนความรู้สึกอบอุ่นประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจ
ตัวเขาในยามนี้ย่อมไม่อาจล่วงรู้เลยว่า ราตรีกาลนี้คือจุดเริ่มต้นแห่งเส้นด้ายชะตากรรมที่จะถักทอผูกพันชีวิตของเขาทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างมิอาจแยกแยะได้ในอนาคตกาล และมิอาจล่วงรู้เลยว่า ผู้าุโเฉินที่นั่งอยู่ตรงมุมมืดของห้องโถงประเมินผลเมื่อ่บ่ายวันนั้น กำลังเริ่มปะติดปะต่อมโนภาพความทรงจำบางประการที่ฝังลึกอยู่ในอดีตอันไกลโพ้น ความทรงจำอันดำมืดที่อาจแปรเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง หากถูกเปิดเผยออกมาก่อนเพลายามอันสมควร