“คุณจ้าว เชิญทางนี้ครับ”
หลินตงกำลังหันหลังกลับออกไป แต่เขาก็ต้องหยุดเดินเมื่อได้ยินเสียงเรียก
“โอ้ว นี่ไม่ใช่คุณชายดอกไม้ข้างทางหรอกหรอ?”
ชายในชุดแบรนด์เนมกล่าวทักทายด้วยท่าทีอันเหยียดหยาม ทั้งสองเดินตรงมาหายังหลินตง สายตาที่มองลงมาจากมุมสูงมันทำให้หลินตงอยากจะออกไปจากตรงนี้โดยเร็ว
เขาแกล้งทำเป็ไม่ได้ยินเสียงเย้ยหยันและกำลังจะเดินออกไป เดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็ต้องหยุดลงอีกครั้ง เป็เพราะชายในชุดแบรนด์เนมจับไหล่ของหลินตงเอาไว้
“ฉันยังไม่อนุญาตให้ไป!!”
“นายมีสิทธิ์อะไรมาห้ามคนอื่น?” หลินตงถามกลับโดยสายตาก็จ้องไปยังอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ
“ฮ่าๆ แกรู้ไหมว่าฉันเป็ใคร?”
“ความจำเสื่อมหรอ? ถึงจำตัวเองไม่ได้?”
หลินตงตอบกลับด้วยประโยคที่เจ็บแสบอีกครั้ง สวีปิงเห็นท่าไม่ค่อยจะดี จึงรีบเดินมาควงแขนชายหนุ่มเอาไว้ พร้อมกับส่งสายตาดูถูกไปยังหลินตง
“จ้าวเว่ย เราไปกันเถอะ ฉันหิวแล้ว”
ถึงสวีปิงจะกล่าวออกมาเช่นนั้น แต่จ้าวเว่ยก็ยังนิ่งเฉย ั้แ่เด็กเขาถูกตามใจมาตลอด ด้วยฐานะทางบ้านที่ดีหากอยากได้อะไรก็ต้องได้ ความผิดหวังเกิดขึ้นน้อยมากในชีวิตของจ้าวเว่ย ผิดกับหลินตงที่ต้องพบเจอ่เวลาที่ยากลำบากอยู่เสมอ
จ้าวเว่ยพูดดูถูกเหยียดหยามหลินตงแทบไม่หยุด ด้านผู้จัดการร้านเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่เขาเองก็ไม่กล้าสอดมือเข้าไปยุ่ง เป็เพราะพ่อของจ้าวเว่ยเป็ประธานบริษัทจ้าวกรุ๊ป ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับวัตถุดิบต่างๆในการประกอบอาหาร
ร้านอาหารในหนานจินมากกว่า70%ทำธุระกิจกับจ้าวกรุ๊ปเนื่องจากวัตถุดิบต่างๆจากจ้าวกรุ๊ปเป็วัตถุดิบชั้นเยี่ยม คุณภาพดีถึงดีที่สุด ผู้จัดการก็ทราบถึงตัวตนเื้ัของจ้าวเว่ยเป็อย่างดี หากเขาเข้าไปยุ่งอาจจะทำให้ร้านเกิดความเสียหายได้ เขาเองก็เพิ่งเจอกับหลินตงวันนี้ครั้งแรก ไม่มีเหตุผลที่ต้องเข้าไปยุ่ง
หลินตงทนฟังคำพูดของจ้าวเว่ยด้วยสีหน้าอันเรียบเฉย จ้าวเว่ยเห็นแบบนั้นก็โกรธยิ่งขึ้นไปอีก ตอนแรกเขาคิดจะเหยียดหยามดูถูกหลินตงเพื่อความสนุก แต่การตอบกลับและท่าทางของหลินตงทำให้จ้าวเว่ยโกรธขึ้นมาจริงๆ
หมัดขวาได้พุ่งตรงไปทางหน้าของหลินตง หมัดที่พุ่งมาโดยกระทันหันทำให้หลินตงไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้หลบไม่ทัน หมัดเข้าปะทะที่ใบหน้าด้านขวาเข้าอย่างจัง เืสีแดงสดค่อยๆไหลออกมาตรงมุมปาก
สวีปิงที่ยืนอยู่ด้านข้างกรี๊ดออกมาด้ายความใ ผู้จัดการเองก็อยู่ในสภาวะตกตะลึง การวิวาทเกิดขึ้นภายในร้าน ปกติเขาต้องเป็คนเข้าไปควบคุมเื่นี้ แต่ครั้งนี้เขาจะจัดการได้อย่างได้ ในเมื่ออีกฝ่ายคือทายาทของจ้าวกรุ๊ป
หลินตงเช็ดเืที่มุมปากออกไป พร้อมกับส่งสายตาจ้องเขม็งไปยังจ้าวเว่ย เขาจ้องมองไม่นาน
“อั๊กก”
กำปั้นพุ่งเข้าหน้าของจ้าวเว่ยอย่างเต็มแรง ร่างกายเสียสมดุล เซซ้ายเซขวาจนเกือบจะล้ม เป็ผู้จัดการและสวีปิงที่เข้ามาช่วยประคองร่างของจ้าวเว่ยเอาไว้
“แกกล้าต่อยฉันหรอ?”
ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายมากขึ้น “ฟางหรง” เ้าของร้านอาหารโกลด์สตาร์ก็ปรากฏตัว เธอเป็หญิงสาววัยทำงาน ผมสีทองยาวสลวยอันเป็เอกลักษณ์ หน้ารูปใข่ประกอบกับตวงตากลมโต คิ้วเรียวยาวได้รูป และริมฝีปากเล็กสีแดงแก้มชมพู ทำให้ผู้ที่พบเห็นจำเป็ต้องหยุดมอง
ฟางหรงเดินมายังกลุ่มคน เมื่อผู้จัดการร้านหันไปเห็นเธอ เขาก็ปล่อยร่างของจ้าวเว่ยส่งให้สวีปิงประคองไว้คนเดียว รีบเดินมารับฟางหรงโดยเร็ว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
เสียงอันไพเราะกล่าวถามออกไป ผู้จัดการได้ยินคำถามก็ไม่รู้จะตอบเช่นไรดี อันที่จริงแล้ว ฟางหรงเห็นเหตุการณ์ผ่านกล้องวงจรปิดทั้งหมดั้แ่ต้น
“ไอ้ยาจกบ้านนอกมันมาก่อความวุ่นวายในร้านนะสิ”
เป็เสียงของจ้าวเว่ยดังขึ้นมาเสียก่อน ทั้งผู้จัดการและสวีปิงก็หันหน้ามามองกันโดยทันที ฟางฟรงเห็นท่าทางเช่นกัน จึงกล่าวถามต่อไป
“เป็ความจริงหรือเปล่าผู้จัดการ”
“จริงครับ คุณหนู” ฟางหรงมองไปยังหลินตงครู่หนึ่งก็หันไปทางจ้าวเว่ยและสวีปิง
“ต้องขออภัยคุณจ้าวด้วยใจจริง ทางเรายินดีจะรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่าง”
เมื่อได้ยินฟางหรงพูดจบ ไม่ใช่แค่จ้าวเว่ยที่ใ ร่วมไปถึงตัวหลินตงเองก็ใเช่นกัน ทำไมฟางหรงจึงต้องกล่าวออกมาแบบนั้น
“ส่วนนาย ออกไปได้แล้ว”
ฟางหรงพูดขึ้นอีกครั้งกับหลินตง จ้าวเว่ยอยากจะเอาคืนหลินตงอีกแต่ก็ต้องหยุดไว้ ฟางหรงเองก็เป็คนที่มีหน้ามีตาในสังคมอยู่ไม่น้อย เขาเองก็ควรจะให้เกียรติกับเธอบ้าง หลินตงก็รู้ตัวว่าควรไปได้แล้ว เขารีบเดินออกจากร้านโดยทันที เมื่อเห็นว่าหลินตงออกไปแล้ว ฟางหรงก็สั่งให้ผู้จัดการอยู่รับรองกับจ้าวเว่ยต่อไป
“ฉันจะกลับก่อน ดูแลร้านให้ดีด้วยล่ะ”
ก่อนจะออกจากร้าน ฟางหรงก็เหลือบไปเห็นถุงถั่วงอกวางอยู่บนพื้น เธอเองก็จำได้ว่าเป็ของหลินตง จึงหยิบขึ้นมาดู
“กรี๊งงงง” เห็นชื่อคนที่โทรมาก็รีบกดรับสายโดยเร็ว
“ฮัลโหล”
“พี่…พี่ รีบไปโรงพยาบาลด่วนเลย!”
“ทำไม มีอะไรเกิดขึ้น?”
“คุณปู่ คุณปู่เป็อะไรไม่รู้ อยู่ๆก็หมดสติไป”
“เดี่ยวพี่จะรีบไป”
เมื่อวางสายแล้วฟางหรงก็รีบวิ่งออกไปยังรถหรูของเธอทันที เสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังขึ้นสนั่น พาหนะสีขาวก็พุ่งออกไปด้วยความรวดเร็วราวกับจรวด
ภายในเมืองที่แสนจะชุลมุนวุ่นวาย เต็มไปด้วยรถรามากมายวิ่งสวนกันไปมาบนท้องถนน ผู้คนมากมายกำลังดำเนินชีวิตของตนดังเช่นเมื่อวาน ด้านข้างริมถนนแห่งหนึ่งหลินตงกำลังยืนโบกมือเรียกรถแท็กซี่อยู่
เขายืนโบกไม่นานก็มีรถแท็กซี่คันสีชมพูมาจอดรับ ใช้เวลาครู่ใหญ่ในการเดินทางกลับมายังที่พัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านอาหารทำให้เขารู้สึกไม่ดีเป็อย่างมาก เขาคิดและพูดกับตัวเองย้ำๆและถามตัวเองว่าทำไม ทำไม เขาเลือกที่จะปล่อยวางไม่ยุ่งกับสวีปิงแล้ว ทำไมทั้งสองยังต้องมายุ่งกับเขาอีก
คำถามมากมายอยู่ภายในหัว หลินตงนอนคิดเื่ต่างๆจนเผลอหลับไป ค่ำคืนค่อยๆผ่านไปอย่างช้าๆตามเวลา อีกด้านหนึ่งบนถนนที่เต็มไปด้วยรถมากมาย มีรถหรูคันหนึ่งขับมาด้วยความเร็วสูง แซงรถด้านหน้าไปอย่างรวดเร็ว
“ฮัลโหล ปู่เป็ยังไงบ้าง?”
“ปู่ยังอยู่ในห้อง ICU หมอยังไม่ออกมาเลย”
“อืม พี่ใกล้จะถึงโรงพยายาลแล้ว อีกประมาณ5นาที”
“โอเค พี่ขับรถระวังด้วย”
“เดี่ยวเจอกันที่โรงพยาบาล”
รถของฟางหรงวิ่งมาด้วยความเร็วสูงราวกับมิสไซล์ แต่ภายในรถฟางหรงกลับรู้สึกว่ามันช้าเสียเหลือเกิน ประมาณสิบนาที รถสีขาวก็มาถึงหน้าโรงพยาบาล เธอรีบลงจากวิ่งตรงไปยังห้อง ICU ทันที
ด้านหน้าห้องมีกลุ่มคนยืนอยู่เกือบยี่สิบคน ทุกคนยืนชะโงกหน้ามองไปยังทางประตูแทบทั้งหมด คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็คนในตระกูลฟาง อีกส่วนก็เป็บรรดาคนรู้จักของผู้นำตระกูล
ฟางหรงวิ่งมาตลอดทางพอมาถึงก็ยืนหอบพักหนึ่ง สายตาก็สอดส่ายมองหาฟางหลิน มองหาไม่นานนักก็เห็นฟางหลินยืนอยู่ด้านข้างกับชายหญิงคู่หนึ่ง เมื่อเห็นตำแหน่งที่อยู่แล้ว เธอก็รีบเดินไปหาโดยเร็ว
“พ่อ แม่ ปู่เป็ยังไงบ้าง?”
“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน หมอยังไม่ออกมาจากห้องเลย”
ทั้งสี่คนยืนมองตากันไปมา ต่างคนก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา ไม่นานนักความเงียบความเงียบก็ถูกทำลายโดยเสียงเปิดประตู คณะหมอพร้อมกับพยาบาลต่างค่อยๆเดินออกมาจากด้านใน ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหน้ารีบเข้าไปถามอาการกับหมอทันที
“หมอครับ พ่อเป็ยังไงบ้าง”
“ท่านฟางปลอดภัยแล้วครับ นอนพักไม่นานท่านก็น่าจะได้สติ”
เมื่อได้ยินคำตอบออกจากปากหมอ ทุกคนต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หลายคนกำลังทำท่าจะเดินเข้าไปด้านในห้องก็ถูกหมอคนเดิมกล่าวเตือนเสียก่อน
“ตอนนี้รบกวนอย่าพึ่งเข้าเยี่ยมนะครับ ให้ท่านนอนพักก่อน หากตื่นแล้วค่อยเข้าเยี่ยม หมอขอตัวก่อนนะครับ เดี่ยวหมอจะกลับมาดูอาการอีกครั้งหลังท่านตื่น”
พูดจบคณะหมอก็เดินจากไป เหล่าคนที่เหลือต่างก็ยังคงรออยู่ด้านหน้าห้อง ไม่มีใครกลับแม้แต่คนเดียว หลายคนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ต่างเฝ้ารอเวลาที่ผู้นำตระกูลตื่นขึ้น ว่ากันว่าเวลามักจะเดินช้าเวลาเราต้องเฝ้ารอ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย ผู้คนนับสิบที่กำลังรอต่างก็รู้สึกเช่นนี้ ผ่านไปเกือบห้าชั่วโมงเป็เวลาประมาณเกือบตีหนึ่ง
คณะหมอก็เดินมายังห้อง ประตูถูกเปิดออกอีกครั้ง ทุกคนที่รออยู่รีบลุกขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ต่างเตรียมตัวที่จะเข้าไปเยี่ยมท่านผู้นำ คณะหมอเดินนำเข้าไปก่อน ตามด้วยบรรดาคนในตระกูลฟาง
เนื่องจากเป็ห้องพิเศษ ที่มีความกว้างมาก จึงพอจุคนได้จำนวนมาก เหล่าคนที่อยู่ภายในจึงไม่ได้รู้สึกอึดอัดมากนัก ทุกคนมองไปยังปู่ฟางที่กำลังนอนเอนหลังอยู่ ปู่ฟางเองก็มองไปยังคนต่างๆที่มาเยี่ยม
ชายวัยกลางคนคนเดิมกำลังจะกล่าวถามไถ่อาการ หมอก็ถามขึ้นเสียก่อนเกี่ยวกับอาการของคุณปู่ หมอใช้เวลาตรวจสอบแล้วสอบถามอาการครู่หนึ่งจึงออกจากห้องไป เหลือไว้เพียงพยาบาลส่วนตัวไว้ดูแล เมื่อหมอออกไปแล้วชายวัยกลางคนก็รีบเดินเข้าไปยังข้างเตียงทันที ชายคนนี้มีรูปร่างอ้วนท้วม ผิวขาวหัวล้าน เป็ลูกชายคนโตของตระกูลฟาง ชื่อว่า ฟางอี้
ตระกูลฟางในปัจจุบันมีท่านปู่ฟางดำรงตำแหน่งห้วหน้าตระกูล ปู่ฟางมีทายาทถึงสามคน คนแรกคือฟางอี้ คนสองเป็บุตรสาวมีชื่อว่า ฟางซิงเยียน และคนสุดท้ายเป็บุตรชายคนเล็กพ่อของฟางหรงและฟางหลิน มีชื่อว่า ฟางซิงอี
ทั้งสามพี่น้องมีอายุห่างกันเพียงคนละปี และมีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฟางอี้บุตรชายคนโตเป็คนที่เห็นแก่ตัว ละโมบโลภมาก มีบุตรชายหนึ่งคนชื่อว่า ฟางกุน นิสัยใจคอฟางกุนก็คล้ายฟางอี้ราวกับว่าเป็คนคนเดียวกัน
ส่วนฟางซิงเยียนมีนิสัยที่ค่อนข้างแปลกประหลาด เป็คนที่ไม่ค่อยสนใจอะไรมาก และไม่ค่อยพูด เธอยังไม่มีสามี แม้พ่อของเธอจะหาคู่ให้มากมาย แต่เธอก็ไม่สนใจ เลือกใช้ชีวิตไปวันอย่างเรียบง่าย
และคนสุดท้าย ฟางซิงอี เป็คนที่เข้ากับคนง่าย มีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ นับว่าเป็คนดีคนหนึ่งได้เลย มีภรรยาชื่อ เหยาเจิน และลูกสาวอีกสองคนคือฟางหรงและฟางหลิน ทุกคนที่มาเยี่ยมผลัดกันเดินเข้าไปดูอาการพร้อมกับพูดคุยถามไถ่กับปู่ฟาง ผ่านไประยะเวลาหนึ่ง หมอคนเดิมก็เข้ามาอีกครั้ง
“ตอนนี้หมดเวลาเยี่ยมแล้ว ให้ท่านได้พักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมใหม่อีกครั้งนะครับ”
“พรุ่งนี้ค่อยมากันใหม่นะ เตรียมของอร่อยๆมาให้ปู่ด้วย”
“ยังทานของพวกนั้นไม่ได้นะครับ ทานอาหารอ่อนๆไปก่อน”
ปู่ฟางพูดจบหมอก็พูดดักขึ้นทันที ทำให้หน้าปู่ฟางขมวดเข้าหากันแสดงถึงความไม่พอใจออกมา
“ก็ได้ๆ”
ปู่ฟางพูดออกมาเชิงน้อยใจ หลังจากนั้นทุกคนก็ค่อยทยอยกลับกัน ฟางหรงออกจากห้องเป็คนสุดท้าย ก่อนกลับปู่ฟางก็สั่งบางอย่างให้หลานสาวไปทำ
ทุกคนแยกย้ายกลับบ้านจนหมด ในห้องเหลือเพียงปู่ฟางและพยาบาลส่วนตัวสองคน เห็นทุกคนกลับไปหมดแล้ว ปู่ก็จัดเตรียมตัวนอนพักผ่อน โดยมีพยาบาลนอนเฝ้าอยู่ข้างๆ