“แม้ข้าจะร่ายเวทพื้นฐานขั้นกลางได้แล้ว แต่พลังโจมตีก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนใจ ทั้งที่เขาพยายามฝึกฝนอย่างหนัก แต่เวทเ่าั้ก็ยังไม่อาจทำอันตรายสัตว์กึ่งเวทได้
“เ้ายังไม่เป็นักเวทฝึกหัดขั้นต้นสมบูรณ์ด้วยซ้ำ เ้าจะหวังอะไรเกินตัวนัก กว่าข้าจะขึ้นถึงระดับจอมเวทได้ก็เกือบร้อยปีเข้าไปแล้ว เ้าคาดหวังที่จะเก่งเพียงข้ามคืนเช่นนั้นหรือ”
จอมเวทชราเตือนสติ ด้วยเสียงแน่นหนัก
ความจริงแล้ว นักเวทฝึกหัดระดับต้นและกลางทั่วไป มักฝึกฝนได้เพียงเวทพื้นฐานขั้นต้นและกลางเท่านั้น ซึ่งมีไว้เพื่อควบคุมเวทและฝึกการใช้มานา ไม่ใช่เพื่อการต่อสู้โดยตรงกับสัตว์กึ่งเวท
เวทเหล่านี้จึงไม่อาจทำอันตรายสัตว์กึ่งเวทได้เลย
เวทพื้นฐานขั้นสูง—เฉพาะผู้ที่ขึ้นถึงระดับฝึกหัดขั้นสูงเท่านั้น—จึงจะมีพลังมากพอจะทำให้สัตว์กึ่งเวทาเ็ได้
แต่หากคิดจะสังหารพวกมัน...ก็ต้องแลกมาด้วยความพยายามอย่างมหาศาลอยู่ดี
“แล้วเวทพื้นฐานขั้นกลางไม่มีทางที่จะเพิ่มพลังโจมตีได้เลยหรือท่านตา แล้วพวกนักศึกษาที่พึ่งเข้าสถาบัน จะไปล่าอะไรได้ ไม่ใช่แค่เพียงฝึกกันไปวัน ๆ อย่างเดียวใช่ไหม”
คำถามของนิโคลัส ทำเอาจอมเวทชราเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เ้าอยากตายเร็วนักหรือ”
ชายชราเอ่ยพลางยิ้มหยัน
“ไม่ต้องห่วง...เ้าได้มีโอกาสตายอีกมาก ยามเมื่อเ้าขึ้นปีสอง”
“ข้าจะบอกไว้เื่หนึ่ง—ในบรรดาผู้ฝึกหัดร้อยคน มีไม่ถึงสามสิบที่ไปถึงเทียร์สาม หรือที่เรียกว่าระดับวิถี ส่วนที่เหลือ...ก็ตกตายระหว่างทาง หรือไม่ก็ต้องติดอยู่ในเทียร์สองไปทั้งชีวิต”
“และยิ่งเทียร์สี่ มหาวิถี อย่างข้า...ในหนึ่งร้อยคน มีไม่ถึงห้าคนเลยด้วยซ้ำ”
น้ำเสียงที่เคยราบเรียบ กลับแฝงแรงกดดันขึ้นทุกถ้อยคำ จนบรรยากาศรอบข้างเหมือนหยุดนิ่ง
“ข้าแค่อยากแข็งแกร่งขึ้นบ้าง...”
นิโคลัสเอ่ยเสียงแ่
“ั้แ่ข้ามาอยู่กับพวกท่าน ข้าแทบไม่ได้ลงมือเลย ได้แต่หลบอยู่ด้านหลังตลอด พวกมันตายก่อนข้าจะทันร่ายเวทเสียอีก...”
เขาเงยหน้ามองเหล่าองครักษ์ที่เดินเคียงข้าง
“ทุกคนแข็งแกร่งเกินไป ข้ารู้สึกเหมือนกำแพงที่ข้าไม่อาจก้าวข้ามได้”
เด็กหนุ่มจากต่างโลก ผู้ไม่มีแม้เพื่อนรุ่นเดียวกัน ไม่เคยได้เปรียบเทียบกับผู้ฝึกหัดทั่วไป
เขาอยู่ท่ามกลาง ‘ยอดองครักษ์ของดยุก’ มาโดยตลอด ทั้งที่ตัวเขาเองเพิ่งเริ่มต้นการฝึกฝนเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น
ร่างนี้ ยังไม่ทันจะเติบโต...ตระกูลก็ถูกลอบสังหารจนสิ้น
“ข้าพอเข้าใจความรู้สึกเ้า”
พ่อบ้านเอ่ยเบาลงเล็กน้อย
“การอยู่กับพวกนี้ จะกดดันก็ไม่แปลก แต่เ้าทางที่ดีเ้าไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครหรอก แค่เ้ามาถึงจุดนี้ได้ในเวลาเท่านี้...ก็ถือว่าเป็อัจฉริยะแล้ว”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย ก่อนนายน้อยจะเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
“ท่านตา เวทพื้นฐานพวกนี้…ไม่มีทางเพิ่มพลังโจมตีได้เลยหรือ? หากเราฝึกจนชำนาญแล้ว มันจะเพิ่มได้ไหม?”
คำถามนี้สะท้อนความคิดของอดีตนักประดิษฐ์ผู้ชอบค้นหาทางลัดในแบบวิทยาศาสตร์
แม้จะใช้คาถาเดิม แต่หากควบคุมการปล่อยพลังได้…ก็น่าจะเพิ่มประสิทธิภาพของเวทได้ไม่ใช่หรือ?
“มีอยู่—บางคนก็ทำสำเร็จ แต่ก็มีคนะเิมือไปไม่น้อยเหมือนกัน”
ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อเห็นแววตานายน้อยเปล่งประกายขึ้นมา เขาจึงกล่าวต่อ
“เวทแต่ละบท จะมีปริมาณมานาที่กำหนดไว้ เ้าน่าจะพอรู้ข้อนี้ดีอยู่แล้ว
การจะเพิ่มพลังโจมตี ก็ต้องเติมมานาเข้าไปในตอนร่างชุดอักขระเวท”
“ฟังดูง่ายใช่ไหม? แต่การลงน้ำหนักมานาให้สมดุลในทุกอักขระนั้นยากยิ่ง—และที่ยากกว่านั้นคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าตรงไหนคือ ‘ขีดจำกัด’ ก่อนที่มันจะ ‘ะเิ’ ใส่มือเ้าเอง”
“มานาที่อัดจนเกินไปคำร่ายก็ะเิ มานาน้อยไปก็แรงแค่ผิวถลอก ดังนั้น มันต้องฝึกอย่างมาก ค่อย ๆ เพิ่มมานา และ ทำให้คุ้นชิน กับการลงน้ำหนักแต่ละอักขระให้แม่นยำ ตรวจความต้านทานของแต่ละเวทว่าไหวแค่ไหน”
เมื่อได้ฟังชายชรากล่าวจบ เขาเริ่มร่ายเวท ‘อัลเวร่า ช็อค’ ที่เขาชำนาญที่สุดทันที โดยมือยังกุมไม้เท้าเวทเพื่อทำให้ร่ายเวทได้ง่ายขึ้น
แม้เป็เวทที่สามารถร่ายด้วยเจตน์จนชำนาญแล้ว แต่เมื่อต้องเพิ่มมานาที่ใช้ในการร่ายเวทเข้าไปอีกเพียงหนึ่งในสิบ ทำให้การร่ายเวทครั้งนั้นผิดพลาดได้ง่าย
“เ้าเห็นแล้วใช่ไหมว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่เสียเวลากับการเพิ่มพลังให้เวท แต่หันไปฝึกเวทในขั้นที่สูงกว่าแทน”
“ระวังอย่าเพิ่มมานาเข้าไปมากเกินครึ่งเป็อันขาด มันอันตรายเกินไป ไม่คุ้มหากะเิคามือ”
“ขอรับ”
ระหว่างที่นายน้อยกับพ่อบ้านคุยกัน กลุ่มได้เคลื่อนตัวจากจุดที่พบหมีพฤกษา แจ็คยังคงเดินนำตรวจเส้นทาง ขณะที่ซิลฟี่กับฝูงเพื่อนนกบินลาดตระเวนรอบทิศ
นิโคลัสฝึกตามคำแนะนำของจอมเวทเรื่อย ๆ ระหว่างทางที่พวกเขาเลาะขึ้นเหนือไปตามขอบป่าลึก แม้หิมะจะหยุดตกแล้ว แต่ผืนดินยังปกคลุมด้วยหิมะหนา สัตว์กึ่งเวทส่วนใหญ่จึงยังไม่ตื่นจากจำศีล มีเพียงกระต่ายหิมะกับแมวหิมะสองสามตัวให้เห็นระหว่างทาง แต่ไม่มีใครสนใจไล่ล่า
สามวันถัดมาผ่านไปอย่างสงบ มีเพียงนายน้อยที่ยิงกระต่ายไม่กี่ตัวไว้ทำอาหาร ่เวลาที่เหลือ เขาฝึกเวทอย่างไม่ย่อท้อ
‘อัลเวร่า ช็อค’ ถูกปรับโดยเพิ่มมานาขึ้นอีกหนึ่งส่วนสี่ ทำให้แรงช็อกรุนแรงขึ้น เหมาะสำหรับขัดจังหวะศัตรู
‘เทนดรัส วอลท์’ แม้พลังยังเท่าเดิม แต่เขาควบคุมให้พุ่งไปได้ถึงหกเมตร
‘เซวาริส คาเอล’ ใบมีดลมรูปจันทร์เสี้ยวสามารถควบคุมทิศทางได้แม่นยำขึ้น จนเฉือนต้นไม้ขนาดท่อนแขนได้แล้ว
เช้าวันที่สี่ ซึ่งเป็วันสุดท้ายในป่าดารันธาร์ อากาศเริ่มอุ่นขึ้นเมื่อแดดลอดผ่านยอดไม้
่บ่ายวันนี้จะเดินออกจากชายป่าลึก สู่ป่ารอบนอก
“ซิลฟี่ พวกเ้าขยันกันมากเลยนะ ตอนนี้กลับมาสวยเหมือนเดิมแล้ว”
อีริคหยอก ขณะเ้านกน้อยบินมาเกาะที่ไม้เท้าเวทของเขา
“อีริคพูดดี ไม่เหมือนบางคน พอกลับมาน่ารักก็ทำเงียบเหมือนไม่เคยแซวไว้”
ซิลฟี่ว่าเสียงกระเง้ากระงอด ชายหนุ่มถึงกับยิ้มเจื่อน
“ข้าขอโทษ มัวแต่ฝึกจนลืมดูเ้า เ้า…สวยเหมือนเดิมจริง ๆ บินดี ๆ ล่ะ เรายังอยู่ในป่า”
นิโคลัสเอ่ยเสียงอ่อน แอบรู้สึกผิดจริง ๆ
“เอาล่ะ บ่ายนี้เราจะเริ่มออกจากป่า ค่ำคงต้องพักในเขตรอบนอก”
พ่อบ้านรอยประกาศ
“ขอรับ!”
ทุกคนขานรับพร้อมกัน
การเดินทางวันที่สี่เริ่มขึ้น นิโคลัสยังสวมชุดเวท ถืออุปกรณ์นักเวท และฝึกฝนระหว่างทางจนเริ่มเคยชินกับท่วงท่าและจังหวะของนักเวทจริง ๆ
กลุ่มทั้งแปดคนและฝูงวิหคหกตัวเคลื่อนผ่านแนวชายป่า ด้านซ้ายคือป่าลึกมืดทึบจนแสงส่องไม่ถึงพื้น เหมือนปากทางของความลับดำมืดที่ท้าทายผู้กล้า ด้านขวาเป็ป่ารอบนอกที่แสงลอดลงได้ จนเห็นเส้นทางชัดเจน
เดินต่อกันอีกไม่นาน เสียงการต่อสู้ก็ดังก้องขึ้นจากแนวพุ่มไม้เบื้องหน้า
“รหัสนภา!”
พ่อบ้านรอยเปล่งเสียงเรียบหนัก คิ้วขมวดทันที
รหัสนภา—สัญญาณสถานการณ์ร้ายแรงที่ยังควบคุมได้
องครักษ์ทั้งหกเปลี่ยนกลับมาใส่ชุดประจำวิถีและเตรียมอาวุธอย่างพร้อมเพรียง
นิโคลัสเองยังอยู่ในชุดเวท เพราะหน้าที่ของเขาคือฝึกฝนภายใต้การป้องกันของกลุ่ม
เมื่อเดินพ้นแนวพุ่มไม้ ภาพตรงหน้าทำให้ทุกคนกระชับอาวุธแน่นยิ่งขึ้น
ฝูงกอบลินราวร้อยตัวรุมโจมตีกลุ่มนักผจญภัยราวยี่สิบกว่าคนกลางลานโล่ง โดยมี ฮ็อบกอบลินนักรบสามตน แยกกันสั่งการอยู่แนวหลัง...
“หัวหน้าเอายังไงดีขอรับ”
บอริสถามเสียงเร่ง ขณะที่เสียงกรีดร้องจากด้านหน้าดังสะท้อนอยู่ไม่ห่างนัก
พ่อบ้านรอยยังไม่ตอบ เขาเงยหน้ามองยอดไม้สูงที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าราวห้าสิบเมตร ด้วยแววตาคมเข้มวาววาบทันใดนั้น หน้ากากโลหะสีดำผิวหยาบปรากฏในมือ ก่อนจะสวมทับลงไปบนใบหน้าเส้นผมและเคราที่เคยขาวเปลี่ยนเป็สีดำสนิท แววตาก็เช่นกัน
โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด องครักษ์คนอื่นต่างนำหน้ากากลักษณะเดียวกันขึ้นมาสวมตาม ร่างกายแต่ละคนเปลี่ยนสภาพไปเช่นเดียวกับพ่อบ้านทันที
“นายน้อย สวมนี่ไว้ด้วยขอรับ”
อีริคยื่นหน้ากากให้เขา
เมื่อนิโคลัสรับมาสวม เพราะเขามีผมและั์ตาสีดำอยู่แล้วจึงไม่มีการเปลี่ยนปลงมากนัก นอกจากสีผมด้านข้างเหนือใบหูที่ขาวกลับกลายเป็ดำ เขากระชับหน้ากากแน่น ก่อนมองภาพตรงหน้า
รอยไม่เสียเวลา เขาร่ายเวทในทันที หินหลายสิบก้อนลอยขึ้นจากพื้นดิน หมุนควงเหนือศีรษะ สายตาจับจ้องเป้าหมายบนยอดไม้ ก่อนตวาดก้อง
“ไป!”
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ก้อนหินพุ่งทะยานราวอุกกาบาต หายวับเข้าใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ
เปรี้ยง!
เสียงกระแทกสนั่น ใบไม้ปลิวว่อน เศษไม้กระจายทั่ว ห่างไปไม่ไกล เงาร่างปริศนาร่วงหล่นจากยอดไม้
ระหว่างเศษใบไม้ที่แตกกระจาย ปรากฏเงาร่างคนพุ่งตัวลงสู่ด้านล่าง
ทว่า ก่อนร่างนั้นจะถึงยอดไม้หนาทึบเบื้องล่าง ก้อนหินชุดที่สองที่จอมเวทชราส่งออกมาช้ากว่าชุดแรกเพียงเล็กน้อย ก็มาถึงตรงจุดที่เขาตกพอดี
“อ๊าก!”
เสียงคำรามปนเ็ปดังลั่น ก่อนร่างนั้นจะหายวับลงสู่พงไม้หนาทึบ
“ตั้งขบวนหัวลูกศร! แฮร์รี่ เลวาน บอริส ประจำแนวหน้า แจ็ค ระวังหลัง ปล่อยฮอร์คขึ้นบิน สำรวจรอบข้าง เฝ้าระวังหน่วยซุ่มยิง!”
คำสั่งของรอยหนักแน่นและเด็ดขาด
ฮอร์คถูกปล่อยทันที บินสูงเหนือระยะยิงของธนูและหน้าไม้
“อย่าเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกเขา ดึงกอบลินบางส่วนออกมาให้ได้ เป้าหมายของเ้าคือพวกมัน ส่วนฮ็อบกอบลิน—ข้าจะจัดการเอง”
“ไป!”
แฮร์รี่ยกโล่ขึ้น เดินนำอย่างไม่ลังเล เลวานและบอริสตามประกบซ้ายขวาอย่างแ่า
กอบลินราวยี่สิบตัวที่ได้รับคำสั่งใหม่ หมุนตัวออกจากการล้อมโจมตี คำรามขึ้นพร้อมกันก่อนพุ่งเข้าสู่แนวรบ
นิโคลัสไม่รอช้า เก็บคทา หยิบธนูทดกำลังของเขา ขึ้นมาประทับสาย ปล่อยออกไปหกดอกต่อเนื่อง
ลูกธนูพุ่งเข้าอกของกอบลินเป้าหมาย กลายเป็กำแพงเืขวางหน้าพวกมันเอง ทำให้แถวหลังสะดุดล้มระเนระนาดตามไปด้วย
อีกสิบตัวที่เหลือพุ่งเข้าปะทะแนวหน้า
เสียงดาบกระทบผ่านเืเนื้อดังขึ้นถี่ยิบ ราวพวกมันกระโจนใส่คมดาบด้วยความสมัครใจ
แนวหลังของกอบลินเริ่มขยับ ฮ็อบกอบลินออกคำสั่งใหม่ พลธนูของพวกมันยกหน้าไม้ยิงเป็ระลอก
อีริคเงื้อไม้เท้าขึ้นพร้อมร่าย
“เฟรอาน เฟลล์!”
ลูกไฟสองลูกพุ่งขึ้นสกัดกลางอากาศ ก่อนะเิใส่ลูกธนูจนกลายเป็เถ้าถ่าน แล้วปะทะกลับไปยังกองพลธนูด้านหลังแตกกระจาย กอบลินหลายตัวกระเด็นล้มกลิ้งไปกับพื้น บางตนร่างติดไฟส่งเสียงร้องโหยหวน
หนึ่งในฮ็อบกอบลินนักรบเห็นท่าไม่ดี ะโคำรามพลางพุ่งเข้าใส่ดาบใหญ่ฟาดขึ้นเหนือหัว เตรียมโจมตีบอริสอย่างเต็มแรง
แต่ก่อนมันจะฟันลงถึง จอมเวทรอยร่ายเวททันที
“ดารัคซ์ ไกรอัน!”
เปรี้ยง!หอกหินพุ่งทะลุขึ้นจากพื้นใต้เท้าของมันดาบั์ต้องวกกลับมารับการปะทะในเสี้ยววินาที
แต่ก่อนที่มันจะตั้งหลักได้
วูบ! ประกายดาบต่ำระดับหัวเข่าฟาดเฉียงเข้าใส่
“โฮ่ก!”
ขาข้างหนึ่งของมันขาดสะบั้น ร่างทรุดฮวบ ใช้แขนยันพื้น
เลวานไม่เปิดช่องให้ตั้งตัว เขาเงื้อดาบคู่ในมือ แล้วฟาดออกไปโดยแรงออร่าดาบพุ่งไขว้กัน ทะลวงเข้ากลางลำตัวฮ็อบกอบลิน มันทำได้เพียงยกดาบใหญ่ขึ้นมาขวางหน้าไว้
“โฮ่กกก!”
เสียงสุดท้ายของมันหลุดออกมาก่อนแขนข้างหนึ่งจะขาดกระเด็น ก่อนร่างจะเซไปด้านหลังและจังหวะสุดท้าย
สวบ! หอกหินอีกเล่มพุ่งแทงทะลุแผ่นหลัง เสียบร่างมันตรึงแน่นกับพื้นในท่านอนหงายตาเหลือกลาน
ด้านแนวหน้าที่กอบลินระลอกแรกเข้าโจมตี เหลือเพียงเศษร่างที่ล้มกลิ้งเกลื่อนพื้นเวลาผ่านไปไม่ถึงสองนาที กองกำลังของพวกเขาก็สังหารไปกว่ายี่สิบตัวโดยแทบไม่เสียแรง
นิโคลัสยิงธนูสกัดจนแนวหน้าสับสน
แนวรับของแฮร์รี่ บอริส และเลวาน ทำลายศัตรูที่หลุดเข้ามาก่อน
อีริคใช้เวทควบคุมสนามรบทางอากาศและโจมตีระยะไกล
พ่อบ้านรอย ปิดฉากฮ็อบกอบลินได้ในกระบวนท่าเดียว
ส่วนกอบลินที่เหลือไม่กี่ตัว...พวกเขาแทบไม่จำเป็ต้องออกแรง
นักผจญภัยที่ถูกล้อมต่างรับมืออย่างยากลำบากจนไม่มีเวลาสนใจด้านนอก มีเพียงหัวหน้าบางคนที่เห็นเหตุการณ์จากแนวหลัง ต่างจ้องกลุ่มที่เพิ่งเข้ามาอย่างอึ้งงัน
“ตั้งขบวนใหม่! มุ่งไปที่ฮ็อบกอบลินตัวที่สอง!”
เสียงตวาดของพ่อบ้านรอยสั่งการอีกครั้ง ขณะที่กลุ่มเริ่มเคลื่อนตัวเปลี่ยนทิศทันที