ณ เขาจันทร์เสี้ยว
กลุ่มเฉพาะกิจออกมาจากสถานศึกษา่เวลาบ่ายตลอดการเดินทางพวกเขาพยายามหลบเลี่ยงอีทเตอร์และสัตว์อสูร
ให้ได้มากที่สุดเพื่อประหยัดเวลา
ในที่สุดทั้งสี่คนก็มาถึงที่หมายจุดนี้คือค่ายรักษาการภายใต้เขตรับผิดชอบของสถานศึกษาอีเดนเนื่องจากสถานที่แห่งนี้
ล้อมรอบไปด้วยูเามีลักษณะเป็แอ่งกระทะคล้ายรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวจึงได้ฉายาว่า"เขาจันทร์เสี้ยว" ที่นี่มีโรงเตี๊ยมขนาดเล็กตั้งอยู่ภายในมีขนาดไม่กว้างมากเมื่อเข้าไปจะพบกับเหล่าบรรดาพ่อค้าและนักสู้นั่งประจำโต๊ะอยู่
ประปราย
เอวารับหน้าที่ประสานงานกับผู้ว่าจ้าง กองคาราวานนี้เป็ของหอการค้าบามี่ประจำจักรวรรดิแบริ่งมีสมาชิกคาราวาน
ทั้งหมดสิบคน แต่มีสี่คนที่เป็บุคคลสำคัญต้องคุ้มกันเป็พิเศษประกอบไปด้วยนายจ้างชื่อเบนจามิน
เคทลูกสาวผู้ว่าจ้าง คนที่สามคือโมฮินดาเป็คู่หมั้นของเคทและอีกคนที่เป็บุคคลสำคัญคือพ่อบ้าน
ผู้ติดตามที่เหลือล้วนเป็เป็นักสู้ธรรมดามีเพียงหัวหน้าผู้คุ้มกันเพียงคนเดียวที่เป็ผู้ฝึกตนพ่อบ้านเล่าว่าก่อนหน้านี้มีผู้คุ้มกันเป็ผู้ฝึกตนอีกคนหนึ่งแต่เขาคนนั้นกลับมีพฤติกรรมที่ไม่ดีจึงถูกเชิญตัวออกจากกอง
คาราวานไป
เอวาสรุประยะเวลาการเดินทางแล้วว่าจะไม่เร่งรีบเพื่อความปลอดภัยของผู้ว่าจ้าง"พวกนายคิดว่าไง" เอวาถามขึ้น
"กระผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร"เย่เจิ้งตอบรับ
ฟุสกับลูคัสก็พยักหน้าเห็นด้วยจากการสอบถามเอวาสะสมคะแนนเอาไว้เพื่อแลกผลึกปราณส่วนเย่เจิ้งเขาอยากได้
กระบี่เหล็กที่เป็ศาสตราิญญาระดับต่ำ
เมื่อสนทนากันจนค่ำมืดแล้วทุกคนก็ต่างพากันพักผ่อน
รุ่งเช้าทุกคนมาพร้อมกันที่หน้าโรงเตี๊ยมพร้อมออกเดินทาง
หัวหน้าผู้คุ้มกันของคาราวานนี้มีชื่อว่า“ดันเชล” เขาเป็ชาย
อัธยาศัยดีคนหนึ่ง ฟุสและเย่เจิ้งรับหน้าที่อยู่ด้านหน้าส่วนลูคัสอยู่ด้านหลัง ด้วยความที่เอวาเป็ผู้หญิงที่พูดเก่งจึงมี
ปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ว่าจ้างจึงถูกจัดให้อยู่ตรงกลาง การเดินทางเป็ไปอย่างไหลลื่นแม้ระหว่างทางพบกับสัตว์อสูรโจมตีอยู่บ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่นักเพราะป่าแห่งนี้มีแต่สัตว์อสูรไม่เกินระดับ 2 สัตว์อสูรเองก็มีระดับเช่นเดียวกับมนุษย์ซึ่งอสูรระดับ 2ก็เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนในอาณาจักรพลังที่ 2 นั่นเอง
ทางฝั่งด้านหน้าเสียงอาวุธปะทะเข้ากับกับอีทเตอร์อย่างดุเดือดด้านหลังลูคัสประจำอยู่กับนักสู้วัยรุ่นคนหนึ่งเขามีอายุยี่สิบเอ็ดปี"เจโรมี่" เด็กหนุ่มรูปร่างผอม เจโร่มี่ไม่ได้เข้าสู่หนทางแห่งการฝึกตนแต่เขากลับเทิดทูนเหล่านักสู้จากสถานศึกษาอีเดนเป็อย่างมาก
จากการได้สนทนากันหลายเื่ลูคัสทราบว่าเหล่าผู้คุ้มกันไม่ได้มาจากแหล่งเดียวกันแต่ถูกรวบรวมมาโดยดันเชลซึ่งมี
ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่รุกกี้ขั้นสี่
หลังจากเดินทางมาตลอดวันท้องฟ้าเริ่มมืดลงพวกเขาตัดสินใจไม่ก่อกองไฟเพราะกลัวจะดึงดูดสัตว์อสูรแต่เลือกจะ
รับประทานเนื้อแห้งที่ทางคาราวานนำติดมาแทน ตลอดคืนทุกคนมีการผลัดเวรยามป้องกันกันอย่างระมัดระวังทำให้ผ่าน
คืนแรกไปอย่างราบรื่น
กระทั่งเข้าสู่วันที่สองและสามก็ยังไม่มีใครได้รับาเ็หนักหรือล้มตาย ลูคัสเริ่มจะคลายกังวลภารกิจนี้คงไม่มีอะไร
เหนือความคาดหมาย
ในคืนที่สี่ในขณะที่ทุกคนกำลังหลับหน้าที่เวรยามตกเป็ของเจโรมี่และเย่เจิ้งขณะนี้ตนรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างใน
ตันเถียน "มีสิ่งแปลกปลอม"
"ข้ารู้สึกไม่มีแรงง่วงด้วย" เย่เจิ้งที่ยืนเฝ้ายามอยู่ทรุดลงไปดื้อๆ
เจโรมี่รีบวิ่งเข้ามาพยุงเย่เจิ้งทันทีพร้อมร้องเรียกทุกคน
"ท่านเย่ ท่านเย่ เร็วเข้าทุกคนตื่นเร็ว"
ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ
เงาวูบไหวปรากฏขึ้นในความมืดแสงจันทร์สะท้อนกับตัวดาบลูคัสพุ่งตัวเข้าปะทะทันทีหมัดและดาบปะทะกันเกิดเสียงบาดแก้วหู ชายชุดดำชะงักไปเล็กน้อยก่อนพยายามจะหลบเลี่ยงเด็กชายเพื่อมุ่งตรงไปยังรถลากไม่บอกก็รู้ว่าจุดประสงค์คือเหล่าบุคคลในรถลากอย่างแน่นอน
สิ้นเสียงะโของเจโรมี่เหล่าผู้คุ้มกันก็กรูกันออกมามีเพียงฟุสและเอวาที่ไม่สามารถขยับตัวได้
ผู้คุ้มกันรูปร่างท้วมเหวี่ยงง้าวหมายโจมตีคนในชุดดำสวบ! เพียงการสะบัดดาบง่ายๆหัวของผู้คุ้มกันก็กลิ้งหลุนหลุนอยู่บนพื้นทำให้ผู้คุ้มกันคนอื่นหยุดงะชักด้วยความกลัวสมองลูคัสประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วเมื่อเห็นอาการของเย่เจิ้งตนจึงทำทีทรุดตัวลงกับพื้น
"พิษนี่ ผมถูกพิษช่วยด้วย" คนชุดดำพุ่งผ่านตัวเขาไปโดยไม่มีทีท่าสนใจเลยสักนิด
"สัตว์อสูรบุกโจมตีแล้วหนีเร็วทุกคน" ลูคัสะโสุดเสียง
ผ่านไปเสี้ยวอึดใจมีสองร่างวิ่งลงมาจากรถลาก
"ไหนสัตว์อสูร"คุณหนูกับหัวหน้าพ่อบ้านแสดงสีหน้าแตกตื่นทั้งสองคนไม่สนใจคนชุดดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาแม้แต่
น้อย
"คุณดันเชล ทำไมต้องใส่ชุดดำด้วยล่ะ"ลูคัสพูดด้วยรอยยิ้ม
เมื่อบุคคลในชุดดำถูกเรียกด้วยชื่อก็ชะงักไปเพียงครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ตอบอะไร
"ดันเชลจะทำยังไงดีเด็กนั่นรู้ตัวแล้ว"คุณหนูแผดเสียงลั่น
"เฮ้อ..."ชายชุดดำถอนหายใจยาวพร้อมกับปลดผ้าคุ้มหน้าออก
เป็ "ดันเชล" จริงๆ ความจริงลูคัสเพียงเดาสุ่มเท่านั้นแต่เป็เพราะเคทเองที่เผยไต๋ออกมา
"ในเมื่อรู้แล้วก็ขอโทษด้วยนะหนุ่มน้อย"เขาคิดจะฆ่าคนปิดปาก เมื่อดันเชลยอมรับออกมาทำให้ผู้คุ้มกันคนอื่นหวาดผวา
ทันทีหลายคนทิ้งอาวุธในมือก่อนออกวิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด
“คิดหนีไม่ง่ายหรอก” ดันเชลคำรามอย่างดุร้ายเกิดแสงวาบศีรษะทั้งสองคนที่พยายามจะหลบหนีร่วงหล่นอย่างง่ายดาย
การที่คนธรรมดา้าหนีจากผู้ฝึกตนก็ไม่ต่างอะไรจากแกะที่พยายามเอาตัวรอดจากราชสีห์
“ดันเชลเห็นแก่มิตรภาพปล่อยข้าไปเถอะ ข้ายังมีลูกอ่อนต้องดูแล”
“พี่ชายผมยังมีแม่ที่ชราแล้วปล่อยผมไปเถอะครับ”
“ท่านผู้ฝึกตน ข้าน้อยและท่านไม่เคยมีเื่บาดหมางกันมาก่อนได้โปรดไว้ชีวิตด้วยๆ”หลายคนคุกเข่าลงอ้อนวอนขอชีวิตทันที
"ได้โปรดคุณดันเชลไว้ชีวิตผมด้วย"ลูคัสเองก็เป็หนึ่งในนั้นเด็กชายน้ำตาอาบแก้มทิ้งตัวคุกเข่าขอร้อง แม้แต่พ่อบ้านและ
คุณหนูได้เห็นยังรู้สึกคล้อยตาม
"นั่นสิดันเชลเราฆ่าเด็กคนนั้นไม่ได้"พ่อบ้านชี้มือไปยังลูคัสที่กำลังร้องไห้น้ำตาแตก
สำหรับคนอื่นเมื่อเหตุการณ์มาถึงขั้นนี้พวกเขาล้วนถูกกำหนดแน่นอนแล้วว่าต้องตาย
คนจากสถานศึกษาอีเดนไม่เหมือนกันพ่อบ้านกลัวเื้ัของเด็กเหล่านี้จึงทำได้เพียงวางยาให้พวกเขาหมดเรี่ยวแรง
ไปั้แ่ตอนแรก เสี้ยวอึดใจไม่มีใครตั้งตัวทันลูคัสพุ่งตัวก่อนลากชายรูปร่างท้วมคนหนึ่งออกมาจากรถเบนจามิน บิดาของของเคทนั่นเอง
"ถอยไป!ไม่อย่างนั้นผมจะขยี้คอหอยเขาให้แหลก" ลูคัสทำท่าทางดุร้าย
"นี่มันเื่อะไรกัน"เบนจามินเห็นได้ชัดว่ายังไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้น
เงียบ...
"พ่อหนุ่มฆ่าเขาแล้วจะถือว่าเราทั้งหมดเป็พวกเดียวกัน"หัวหน้าพ่อบ้านพูดออกมา
"เราปล่อยเขาไปไม่ได้" ดันเชลย้ำคำเดิมเขากลัวในความฉลาดเฉลียวของเด็กชายตรงหน้า
"พวกคุณคิดเหรอว่าจะหยุดผมได้หากผม้าจะหนีไป..."เด็กชายตอบ"
"แกโดนผงโพลคิดหรือว่าจะรอดแค่ออกฤทธิ์ช้าไปหน่อยก็เท่านั้น"คุณหนูแผดเสียงอีกครั้ง
ผงโพลคือยาพิษที่ไว้ใช้ต่อกรกับผู้ฝึกตนที่ไม่เกินอาณาจักรที่3 พิษของมันไร้สีไร้กลิ่น ผลลัพธ์คือผู้ฝึกตนที่ถูกผงโพลจะทำให้อ่อนเพลียพลังปราณในร่างสูญสลายจนไม่สามารถรวบรวมได้่เวลาหนึ่งแต่ผง
โผลจะไม่มีผลกับคนธรรมดา
แน่นอนว่าพวกทั้งสามวางหมากไว้เป็อย่างดีพวกเขารอจนกระทั่งคนทั้งหมดตายใจจึงได้วางยาไว้ในอาหารและน้ำ
แต่สิ่งที่ผิดที่สุดในแผนการที่ไร้ช่องโหว่นี้ "พิษชนิดนี้ไม่มีผลกับลูคัส"เพราะเขามีรอยสักปริศนาที่กลั่นปราณในร่างในมี
ความบริสุทธิ์อยู่เสมอ
เมื่อสบโอกาสชายชุดดำพุ่งตัวเข้ามาพร้อมง้างมือแรงวาดดาบนี้มีพลังการโจมตีสูงถึง 4 ดาว "โซลเยอร์ขั้นสาม"
ลูคัสเหวี่ยงร่างเบนจามินที่กำลังสั่นกลัวหลบออกไปด้านหลัง เกิดเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าร้องแขนขวาเด็กชายชูไปที่เบื้องหน้า"ดรรชนีกัมปนาท”ระดับแก่นแท้ เมื่อแสงดรรชนีสีทองปะทะกับเข้าดาบเกิดจึงเสียงแหลมขึ้นก่อนเสี้ยวพลังที่หลงเหลือของดรรชนีจะทำให้ข้อมือดันเชลได้รับาเ็จนดาบร่วงสู่พื้น
"แกไม่ใช่อาณาจักรกำเนิดปราณ" ดันเชลแผดเสียงอย่างดุร้าย
“คุณก็ไม่ใช่รุกกี้เช่นกัน” ลูคัสย้อนคำก่อนตั้งท่าเตรียมพร้อมศิลปะการต่อสู้ที่เคยแอบจำมาจากนักสู้พเนจรหลายคนหมุน
วนอยู่ในสมองตีกันจนยุ่งเหยิงไปหมด นี่คือการต่อสู้ครั้งแรกกับผู้ฝึกตนของเขา
ชายชุดดำกุมข้อมือที่เืไหลหยดลงพื้นด้วยสีหน้าเ็ป
ในเสี้ยววินาทีร่างดันเชลพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย “ฮ่า” มือซ้ายที่ยังเหลือต่อยเข้าสู่ใส่เด็กชายก่อนที่หมัดจะััใบหน้าของ
ตนลูคัสเอียงคอพร้อมใช้หมัดขวาสวนกลับเข้าที่ใบหน้าดันเชลด้วยความเร็วที่มากกว่า หมัดของเด็กชายปะทะเข้ากับใบหน้าอีกฝ่ายอย่างจังฟันดันเซลถึงกับหลุดกระเด็นทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ล้วนขาแข็งพวกเขาไม่เคยพบเห็นการต่อสู้ของผู้ฝึกตนมาก่อน
ทั้งสองแลกกระบวนท่ากันอย่างหนักหน่วงลูคัสเองด้วยความด้อยประสบการณ์ก็ถูกโจมตีเข้าร่างหลายครั้งจนทำให้เขากระอักเืออกมาเด็กชายยิ้มมุมปากตอนนี้เขาพยายามลืมความคิดต่างๆแล้วปล่อยให้ร่างกายตอบโต้ออกมาเองตามสัญชาตญาณ
“นี่เป็การต่อสู้ที่มีชีวิตเป็เดิมพัน” สายตาของลูคัสเปล่งประกาย
เขารู้สึกได้ว่านี่คือเส้นทางที่ตนตามหามาตลอด “ย่าาา” ลูคัสเตะสูงเข้าก้านคอดันเชลแม้อีกฝ่ายจะใช้มือบังไว้ทันแต่ก็ต้องแลกมาด้วยกระดูกข้อมือขวาที่หักลงยิ่งต่อสู้ดันเชลก็มีสภาพย่ำแย่มากขึ้น
เมื่อรู้สึกว่าตนเองไม่ไหวดันเซลก้มคว้าดาบที่พื้นด้วยมือซ้ายก่อนใช้ทักษะบางอย่าง “ดาบทลายหินผา” ถึงกับเกิดรอยแตกที่พื้นดินเหล่าผู้ที่อยู่รอบด้านบางคนโดนลูกหลงจนร่างกายแหลกเหลว
“อ๊ากก” เสียงร้องทรมานดังออกมาทั่วบริเวณ
แต่เมื่อดันเซลมองซ้ายขวาก็ไม่พบเด็กชายผู้เป็เป้าหมายทำให้เขากระชับดาบในมืออย่างระมัดระวัง
“ดันเชล้า” พ่อบ้านชี้มือไปบริเวณเหนือศีรษะของดันเชล
ก้าวชมจันทร์ถูกใช้ออกครั้งแรกดันเชลหันมองตามสัญชาตญาณแต่ช้าไปแล้ว...เปรี้ยงเส้นแสงสีทองเท่ากับท่อนแขนเด็กส่งทะลุศีรษะดันเชลจนแหลกเหลวไปเจโรมี่ที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ห่างๆถึงกับแข้งขาอ่อน
"ลาขาด..." ลูคัสพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
แน่นอนว่าศัตรูที่คิดจะเอาชีวิตเขาตนเองก็ไม่คิดจะให้คนคนนั้นมีชีวิตอยู่ต่อเช่นกัน
หัวใจของเด็กชายเต้นแรงเป็อย่างมากถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามือขวาเขากำลังสั่นเทาไม่ใช่มาจากอาการาเ็แต่เกิดจากความตื่นเต้นเพราะนี่คือการสังหารผู้คนครั้งแรกของเขา
"เล่ามาอย่าให้ตกแม้แต่คำเดียวไม่อย่างนั้น..."เขาหันหน้าไปยังหัวหน้าพ่อบ้านก่อนทำท่าทางลูบนิ้วชี้ของตัวเองเพื่อข่มขู่
ณ ตึกหอการค้าบามี่ จักรวรรดิแบริ่ง
ทั้งสี่คนอยู่ในห้องที่รายล้อมไปด้วยเหล่าอาหารชั้นเลิศ
"เื่ราวมันเป็อย่างไรเหรอลูคัส"เอวาออกปากถามในขณะที่เธอกำลังตักซุปเข้าปาก
"ใช่เื่มันเป็มายังไงนี่ข้ายังไม่ได้โชว์ทักษะใหม่เลยนะ"ฟุสเสริม
เย่เจิ้งรู้สึกเสียฟอร์มเล็กน้อยเพราะถูกพิษล้มลงต่อหน้าคนหมู่มากจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
ลูคัสเล่าให้ทุกคนฟังว่าเมื่อคุณหนูเป็ลมล้มพับไปพ่อบ้านก็เป็คนสารภาพจนหมดเปลือก
เื่ราวเกิดจากเคทโกรธที่เบนจามินบังคับให้เธอแต่งงานกับชายที่เธอไม่ได้รักแต่เธอกับพ่อบ้านนั้นแอบรักกันจึงคิดแผนบ้าบิ่นนี้ขึ้นมา
เริ่มจากสังหารบิดาและคู่หมั้นที่ถูกยาสลบต่อหน้าผู้คุ้มกันจากสถานศึกษาอีเดนก่อนโยนความผิดให้กับผู้ติดตามที่ไม่มีอยู่จริงว่าอาฆาตที่ถูกไล่ออกจากกลุ่มจึงได้กลับมาแก้แค้นนอกจากจะมีพยานบุคคลแล้วเขายังสืบรู้ว่าทุกครั้งที่เหล่าศิษย์สถานศึกษาออกปฏิบัติภารกิจจะมีแหวนบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ด้วยเมื่อสำเร็จตามหวังยังสามารถเรียกค่าชดเชยก้อนใหญ่จากสถานศึกษาได้
ลูคัสไม่ได้พูดเื่การบ่มเพาะที่แท้จริงของดันเชลหลังจบเื่เบนจามินจึงเชิญพวกเขามาเป็แขกกิตติมศักดิ์ที่หอการค้าแห่งนี้
"ภารกิจก็ถูกยืนยันแล้วคะแนนก็ได้แล้วพวกเราเอาไง...กลับเลยไหม" เย่เจิ้งถามขึ้น
สถานศึกษาอีเดนมีศูนย์บัญชาการย่อยในเมืองหลวงทำให้พวกเขาง่ายต่อการส่งแหวนบันทึกภาพเพื่อยืนยันภารกิจ
ทั้งสามตัดสินใจกลับสถานศึกษาส่วนลูคัสเลือกที่จะอยู่เที่ยวชมเมืองหลังจากร่ำลากับคนทั้งสามเด็กชายจึงเตรียมตัว
เพื่อเดินทางไป
"หอคอยราชันย์"
.