7.43 น.
บันทึกสำเร็จ...
เสียงเครื่องบันทึกเวลาดังขึ้นเมื่อปลายนิ้วของอัญรินสัมผัสลง เขาหันหลังกลับพร้อมสังเกตเห็นว่าบริเวณนั้นไม่มีใครเลยสักคนไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่เคยเห็นยืนต่อแถวยาวเพื่อสแกนนิ้วเข้า-ออกงาน กระทั่งผู้มารับบริการที่เคยนั่งเรียงรายอยู่ตรงเก้าอี้สีขาวตัวยาวรวมไปถึงคนที่เดินผ่านไปมาบริเวณนี้ในทุกวันวันนี้ผู้คนต่างหายไปหมด...
ทุกอย่างช่างดูว่างเปล่า เหมือนความรู้สึกของคนหน้านิ่งที่เ้าตัว ก็ไม่ทันสังเกตถึงความผิดปกติในตอนที่เดินมาจะบอกว่าเช้าเกินไปก็ไม่ใช่ แต่แม้จะแปลกใจเขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักจนกระทั่งสายตาสะดุดเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่ง นั่นกลับทำให้เขาต้องหยุดมองเธออย่างไม่รู้ตัว
หญิงสาวในชุดแซกสีดำแขนกุดเข้ารูปลายใบไม้กำลังยืนก้มหน้าดูโทรศัพท์อยู่ตรงบันไดขั้นที่สามห่างจากเขาเพียงไม่กี่เมตรทั้งที่ไม่มีอะไรพิเศษ แต่อัญรินกลับไม่สามารถละสายตาจากเธอได้เลย ความสงบเงียบปกคลุมในหัวใจทุกอย่างหยุดเคลื่อนไวราวกับว่าเวลาได้หยุดอยู่แค่นั้น
พอได้สังเกตก็พบว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้หญิงที่โดดเด่นทั้งรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ ก็ดูธรรมดา แล้วผมยังสั้นแบบที่เขาไม่เคยคิดจะสนใจ แต่เพียงแวบแรกที่ได้มองกลับทำให้เขารู้สึกไม่อยากละสายตาไปจากคนตรงหน้า ทั้งที่เธอเพียงแค่ก้มดูโทรศัพท์ในมืออยู่นิ่ง ๆ แค่นั้น ในขณะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์คนถูกมองก็เก็บโทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋าพร้อมกับเงยหน้าแล้วเดินลงบันไดตรงมายังเครื่องบันทึกเวลา นั่นทำให้เวลากลับมาเดินอีกครั้ง คนหน้านิ่งที่ไม่สามารถหลบสายตาอีกฝ่ายได้ทันจึงทำได้เพียงแสร้งมองไปทางอื่นเพื่อปกปิดอาการ
ระหว่างที่เขามัวแต่ยืนเก้ๆ กัง ๆ อยู่เธอก็เดินเข้ามาใกล้และ ‘เฉียดไหล่’เขาตรงไปที่เครื่องบันทึกเวลา มวลอากาศขนาดเล็กหอบเอากลิ่นน้ำหอมของเธอพัดเข้าสู่ประสาทััของเขาไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามวินาทีนั้นความเงียบสงบก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวใจของอัญริน
ตึก ๆ ๆ
‘การได้เจอกันเป็เื่บังเอิญ แต่ต่อจากนั้นเป็เื่ตั้งใจ’
สำหรับคนหน้านิ่งแล้วคงมีแต่ความบังเอิญที่ทำให้ได้เจออีกฝ่ายในวันนี้เพราะอยู่ในโลกของตัวเองเหมือนที่ผ่านมานั้นเป็เื่ที่เขาตั้งใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวตามคนที่พึ่งเดินสวนไปก่อนจะตัดใจแล้วเดินไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“สวัสดีค่ะหมอ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นเมื่อเสียงเครื่องบันทึกเวลาเงียบลง
หมอเหรอ...
คนหน้านิ่งหยุดเดิน จะเป็อะไรรึเปล่าถ้าเขาจะหันกลับไปมองเธออีกสักครั้งเขาเลือกที่จะทำตามใจตัวเองแต่คงตัดสินใจช้าไปเพราะเมื่อหันไปก็ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว
นั่นเป็ครั้งแรกที่อัญรินได้เจอกับอีกฝ่าย่เวลานั้นเขายังจดจำมันได้เป็อย่างดี
‘่เวลาที่ทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหวเหมือนหลุดไปอยู่ในห้วงเวลาที่มีแค่เขาและเธอเหมือนเช่นตอนนี้’
9:12 น.
ทันทีที่ประตูห้องประชุมสำนักงานศัลยกรรมเปิดออกคนที่อัญรินไม่คาดคิดว่าจะได้เจออีกครั้งก็ปรากฏตัวขึ้น คุณหมอที่เขาเจอในตอนเช้า ก้าวเข้ามาในห้องประชุมและตรงมาที่เขาตอนนี้ชุดแซกสีดำถูกปิดทับด้วยเสื้อกาวน์สีเขียวมีอักษร DOCTOR ตรงอกด้านขวาช่วยย้ำตำแหน่งว่าคนที่สวมใส่นั้นเป็หมอ
เขาจับจ้องไปยังผู้มาใหม่ด้วยดวงตาสั่นไหวรู้สึกตื่นเต้นระคนดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เจอเธออีกครั้ง
“สวัสดีค่ะ”
คนหน้านิ่งยกมือไหว้พร้อมกล่าวทักแม้เสียงที่เปล่งออกมาจะแ่เบาแต่ก็ทำให้ผู้มาใหม่รับรู้เธอมองมาพร้อมส่งรอยยิ้มหวานให้เขาอย่างเป็มิตรก่อนจะนั่งลงแล้วหันไปสนใจเอกสารที่เขาเตรียมไว้ให้ อัญรินเปิดดูรายชื่อคณะกรรมการด้วยความรู้สึกตื่นเต้นอยากรู้ว่าแพทย์หญิงตรงหน้าคือใคร
‘อรวิภา อาจศิริ’ หรือที่ใคร ๆ ต่างเรียก ‘หมอภา’ ศัลยแพทย์หญิงที่น้อยคนในโรงพยาบาลจะไม่รู้จัก เพราะเธอโดดเด่นด้านฝีมือการผ่าตัดระบบประสาทมีรางวัลการันตีความรู้ความสามารถและผลงานการวิจัยทางการแพทย์นับไม่ถ้วน นอกจากนั้นเธอยังปรากฏในหน้านิตยสาร สื่อต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ โดยเฉพาะหน้าเพจของโรงพยาบาล กรม รวมไปถึงกระทรวง ในฐานะบุคลากรต้นแบบ
คนที่ไม่โดดเด่นอะไรกลับกลายเป็คนที่โดดเด่นกว่าใครในสถานที่แห่งนี้นึกไปถึงท่าทีและน้ำเสียงชื่นชมของเพื่อนร่วมงานเวลาพูดถึงคนตรงหน้าในตอนนั้นเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าหมอภาที่ถูกพูดถึงจะมีรูปร่างหน้าตาแบบไหนทำไมใคร ๆ ถึงได้ดูชื่นชมเธอนัก แล้ววันนี้ก็ได้คำตอบ
เพราะเธอคู่ควร...
ในห้องประชุมที่ยังไม่มีใครมาอัญรินค่อย ๆ ละสายตาจากเอกสารแล้วแอบมองคนตรงหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า จนเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้สนใจสิ่งใดมากไปกว่าเอกสารในมือเขาถึงได้ถือโอกาสมองดูเธออย่างพินิจพิเคราะห์ นี่เขากำลังสนใจคนตรงหน้าอย่างนั้นเหรออะไรกันนะที่ดึงดูดคนไม่สนโลกอย่างเขาให้อยากเฝ้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่ละสายตาเพราะความรู้สึกสงบเมื่อตอนที่เจอเธอครั้งแรก หรือรอยยิ้มหวานที่ส่งมาก่อนหน้านี้ท่าทางที่ดูจดจ่อนั่น หรือเพราะใบหน้าที่ถูกสวมทับด้วยแว่นสีใสกรอบบางที่ทำให้เธอดูมีอายุขึ้นมาอีกนิดที่ทำให้เขาแพ้ทาง เขาครุ่นคิดพลางเผยรอยยิ้มบางด้วยความสุขข้างในใจอย่างบอกไม่ถูก
‘กับบางคนที่พอได้มองก็ทำให้ยิ่งอยากเฝ้ามองอยู่อย่างนั้น ราวกับว่ามีแรงดึงดูดให้รู้สึกสนใจได้มากมายจนไม่อาจละสายตาได้เลย’
คนเป็หมอยังคงเปิดอ่านเอกสารทีละหน้าอย่างตั้งใจแต่รู้สึกเหมือนถูกเฝ้ามองจากคนตรงข้ามจึงเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าอัญรินกำลังมองมาที่เธอด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเห็นแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม
“มีอะไรรึเปล่าคะ?”
คนหน้านิ่งดึงสติกลับมาก่อนจะปฏิเสธ
“เปล่าค่ะ”
เขายืดตัวตรงลดมือที่ผสานกันอยู่บนโต๊ะลงมาวางบนหน้าตักตัวเองก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเชิงหยอกเล่น
“นึกว่ามีอะไรจะถามหมอซะอีกเห็นมองอยู่ตั้งนาน...เอหรือว่าหน้าหมอมีอะไรผิดปกติเหรอ”
รู้ตัวด้วยเหรอนี่...
คำพูดที่ฟังเหมือนประโยคบอกเล่ามากกว่าคำถามของอรวิภาทำให้ใบหน้าของอัญรินร้อนผ่าวด้วยความละอายที่เสียมารยาทเฝ้ามองอีกฝ่ายมิหนำซ้ำเธอยังรับรู้มาตลอดถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ยอมรับแต่อย่างใด
“ไม่ค่ะ”
ปฏิเสธก่อนจะทำเฉยแล้วก้มหน้าเปิดดูเอกสารในมือเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของเธอแทนเพราะอายจนอยากจะหายตัวไปเสียจากตรงนั้นส่วนคุณหมอที่แม้จะเอาแต่ก้มหน้าอ่านเอกสารแต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายนั้นเฝ้ามองเธออยู่ตลอดจึงได้แกล้งถามไปอย่างนั้น ลืมคิดไปว่าเขาไม่ได้คุ้นเคยกับเธอถึงขนาดที่จะใช้คำพูดตรงๆ ได้ สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเสียด้วยซ้ำนั่นคงทำให้อีกฝ่ายทำตัวไม่ถูกถึงได้แสดงท่าทีเมินเฉยกลบเกลื่อนเพื่อหลบสายตาแบบนั้น
อาจเพราะเป็คนที่เป็มิตรกับคนอื่นอยู่เสมอ ก็เลยเผลอคิดว่าตัวเองนั้นคุ้นเคยกับคนอื่นอยู่เรื่อยแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เห็นจะมีใครเป็แบบนี้เลยสักคน บอกว่าหน้าเธอคล้ายคนรู้จักหรือรู้สึกเหมือนเคยเจอกันมาก่อน เหตุผลอะไรก็ได้ที่ใช้อ้างเวลาถูกจับได้ว่าแอบมองคนอื่นแต่เขากลับเงียบทำเป็เหมือนเธอคิดไปเอง
แปลกคนจัง...
คุณหมอวางเอกสารลงก่อนจะเท้าคางด้วยมือที่กำหลวมๆ สังเกตคนหน้านิ่งจนเขารู้สึกได้จึงได้ค่อย ๆ เหลือบสายตาขึ้นมามองแล้วเห็นว่ากำลังถูกเธอจับจ้องอยู่
อุ้ย!มองอะไรคะหมอ แค่นี้ก็ทำตัวไม่ถูกจะแย่แล้ว...
หน้าของคนถูกมองยังคงนิ่งเฉยทั้งที่ในใจตอนนี้กำลังยิ้มแห้งรู้สึกเหมือนถูกเอาคืน
“หมอขอถามอะไรหน่อยสิ”
ท่าทางจริงจังของเธอทำให้เขารู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูกถึงจะไม่แสดงออกทางสีหน้าแต่แววตาก็เริ่มฉายให้เห็นถึงความกังวลด้วยความร้อนตัวอย่างสังเกตได้
ซวยแล้วหรือหมอจะจำเราได้...
อรวิภายิ้มกับตัวเองเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายถึงสีหน้าจะนิ่งแต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ไร้ความรู้สึกถึงขนาดที่จะไม่แสดงอะไรออกมาเลยสินะเพราะอย่างน้อยแววตาสั่นไหวนั้นก็ไม่สามารถกลบเกลื่อนได้