ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 126 ศพโลหิต

            ผู้คนทั้งหมดได้แต่ยืนเอ๋ออยู่อย่างนั้นโดยไม่กล้าพูดอะไรออกมามีเพียงยินจิ่วโยวเท่านั้นที่ค่อยๆ ก้าวเข้าไปยืนข้างๆ ของศพโลหิตพร้อมแววตาอันลุ่มลึกและเย็นชา

            ศพโลหิตตัวนั้นกำลังยืนอยู่หน้ารูขนาดใหญ่ที่มันเป็นคนแหวกออกด้วยมือของตัวเองนั่นอย่างเงียบๆมันใช้พลังชั่วร้ายสีเลือดที่อยู่ในร่างกายตัวเองไปคงสภาพรูนั่นไว้ไม่ให้มันคืนสภาพกลับเป็นเหมือนเดิม

            “ลำบากหน่อยนะ เซ่าเทียน”

            ยินจิ่วโยวผงกหัวอย่างยินดี ศพโลหิตนั่นอยู่ๆ ก็เก็บพลังชั่วร้ายนั่นกลับเข้าไปพร้อมกับก้าวเดินออกมาจนม่านพลังป้องกันนั่นฟื้นคืนสภาพจนกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกครั้งอย่างสมบูรณ์

            หมายความว่าอะไรนะ?

            ผู้คนต่างก็ไม่เข้าใจการกระทำของยินจิ่วโยว

            ส่วนตัวยินจิ่วโยวเองก็โบกมือหนึ่งที่ “เหล่าลูกศิษย์ของลัทธิหมื่นวิญญาณทั้งหลายมารวมกับข้าตรงนี้”

            ภายในฝูงชนทั้งหมดมีศิษย์ของลัทธิหมื่นวิญญาณมาด้วยทั้งหมดหนึ่งร้อยคน ซึ่งพวกคนเหล่านี้ที่เพิ่งเห็นผู้อาวุโสทั้งสี่คนของลัทธิหมื่นวิญญาณถูกจับไปบูชายัญจึงมีความหวาดผวาเกิดขึ้นอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่ว่าทุกคนกลับไม่มีใครฝ่าฝืนคำสั่งเลยแม้แต่คนเดียวทั้งหมดค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าตามที่ถูกสั่งมา

            เหล่าโจรสลัดที่ลัทธิหมื่นวิญญาณจ้างมาด้วยเองก็คิดจะตามออกไปด้วยแต่กลับได้ยินเสียงพูดหนึ่งดังขึ้นอย่างเย็นชา “พวกเจ้าอย่าขยับ”

            เอ๋?

            เหล่าโจรสลัดนั่นอึ้งไปทันที พวกมันมองไปที่ลูกศิษย์คนสุดท้ายของลัทธิหมื่นวิญญาณที่เป็นคนพูดขึ้น

            “พวกเจ้าน่ะ อย่าขยับ”

            คนผู้นี้กล่าวย้ำอีกหนึ่งรอบ

            “ไอ้นี่! พวกเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณพอใช้งานพวกข้าเสร็จก็คิดจะทิ้งกันง่ายๆแบบนี้หรือ!!”

            หนึ่งในโจรสลัดพลันระเบิดอารมณ์ออกมาทันที แต่ทันทีที่พูดประโยคนี้จบก็เห็นลูกศิษย์ของลัทธิหมื่นวิญญาณคนนั้นยื่นมือออกมาจากนั้นก็มีลูกไฟวิญญาณจากปรโลกลูกหนึ่งพุ่งออกไปเผาผลาญอีกฝ่ายจนกลายเป็นฝุ่นผงอย่างรวดเร็ว

            “ฝ่ามือผียินโล๋! เจ้าก็มาด้วยรึยินโม่ซาง!!”

            ยอดฝีมือหลายคนในฝูงชนส่งเสียงตกใจ สามารถมองออกถึงตัวตนที่แท้จริงของชายผู้ที่แอบซ่อนพลังและแต่งกายเหมือนลูกศิษย์ธรรมดา

            “หึหึ ยินโม่ซาง ยินดีที่ได้พบทุกท่าน”

            ทันใดนั้นเอง ลูกศิษย์ธรรมดาคนนี้ก็ดีดตัวขึ้นฟ้าพร้อมกับที่ทั่วทั้งตัวเปล่งประกายแสงไฟวิญญาณออกมากลางอากาศจากนั้นเขาก็เปลี่ยนเป็นคนใหม่ในทันที เมื่อลงยืนอยู่ที่ข้างกายของยินจิ่วโยวแล้วเขาก็ได้เปลี่ยนไปเป็นชายวัยกลางคนที่ดูแล้วน่าจะมีอายุอยู่ที่ราวๆ สี่สิบปี

            เขาคือหนึ่งในสี่ผู้คุมกฎแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณ ยินโม่ซาง

            เมื่อเรื่องราวมาถึงจุดนี้แล้วผู้คนทั้งหมดในที่แห่งนี้ก็ล้วนเข้าใจเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว

            พวกลัทธิหมื่นวิญญาณมันคิดจะเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลหักหลังกลืนน้ำลายที่เคยให้ไว้ไม่คิดจะปล่อยให้ผู้อื่นมาบดบังรัศมีของตัวเองแม้แต่คนเดียว

            ดูจากภายนอกแล้วพวกมันมีแค่ยินจิ่วโยวเท่านั้นที่เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดแต่ในความเป็นจริงนั้นยังมียินโม่ซางที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืดและยังพายินเซ่าเทียนที่ตอนนี้กลายเป็นศพโลหิตที่ดูชั่วร้ายอำมหิตสุดขีดมาด้วย

            ดูจากการเตรียมการของพวกมันแล้วพวกมันได้วางแผนเอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่แรกแล้วถ้าหากทำลายม่านพลังป้องกันไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ทันทีที่ทำได้ ไอ้พวกผีร้ายเลือดเย็นนี่ก็จะพลิกลิ้นทันทีอย่างไร้ยางอายขับไล่คนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิออกไปทั้งหมด!!

            หลังจากที่ยินโม่ซางกลับไปยืนที่พื้นแล้วเหล่าสมาชิกลัทธิหมื่นวิญญาณทั้งร้อยคนก็ได้ไปรวมตัวกันข้างหน้าแล้วเรียบร้อย

            ยินโม่ซางผู้นี้มีรูปลักษณ์ที่สบายตากว่ามากเมื่อเทียบกับยินจิ่วโยวแค่สีผิวของมันจะดูขาวซีดไปหน่อยเท่านั้นบนตัวมันดูเหมือนรัศมีความชั่วร้ายบางอย่างแผ่ออกมาอยู่ตลอดเวลา

            เขาค่อยๆ เดินออกมายืนอยู่ต่อหน้าฝูงชนทั้งหมดโดยมียินจิ่วโยวและยินเซ่าเทียนยืนอยู่ด้านหลังแววตาที่เขามองไปที่ผู้อื่นนั้นมันเหมือนกับแววตาของจ้าวแห่งภูตผีกำลังมองดูสิ่งมีชีวิตอยู่ก็ไม่ปาน

            ยินโม่ซางแสยะยิ้มออกมาราวกับว่าเขากำลังจะตัดสินชะตาชีวิตของผู้คนทั้งหมด“การเดินทางในทะเลสาบเมฆาอัสนีของท่านทั้งหลายคงต้องจบลงตรงนี้แล้ว”

            ถึงแม้ว่าทั้งสี่ขุมอำนาจที่เหลือจะพอรู้ถึงความเลวทรามของมันอยู่แล้วก็ตามแต่พอยินโม่ซางพูดประโยคนั้นออกมาอย่างง่ายดายแล้วฝูงชนทั้งหมดต่างก็เกิดโมโหขึ้นแทบจะทันที

            “เจ้าหมายความว่าอย่างไร!!” หนึ่งในนักรบผู้ห้าวหาญแห่งราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยตะโกนลั่นอย่างเกรี้ยวกราด

            รอยยิ้มบนใบหน้าอันขาวซีดของยินโม่ซางนั้นดูเย็นชาเกินบรรยาย “ก็หมายความตรงตามที่ข้าน้อยพูดไปนั่นแหละการเดินทางของทุกท่านได้สิ้นสุดลงแล้ว เชิญทุกท่านกลับไปเถอะพวกเราคงไม่คิดจะไปส่งท่านแล้ว”

            “อย่ามาพูดบ้าๆ นะ!!” ครั้งนี้เป็นหนึ่งในองครักษ์แห่งราชอาณาจักรเทียนฉางที่ส่งเสียงออกมา“ลัทธิหมื่นวิญญาณ พวกเจ้าจะไร้ยางอายเกินไปแล้วพวกเราทั้งหมดต่างก็ทุ่มสุดกำลังเพื่อมายังจุดๆ นี้ แต่พอพวกเจ้าทำลายผนึกนั่นได้ก็คิดจะขับไล่พวกเราไปอย่างนั้นหรือ?สัจจะของความเป็นคนยังเหลืออยู่บ้างไหม?”

            ฮ่าฮ่า

            รอบนี้ยินโม่ซางไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

            เพราะคำถามนั้นมันช่างน่าหัวร่อเสียเหลือเกิน

            ในเวลาแบบนี้ยังมาพูดเรื่องสัจจะคนที่ถามคำถามนี้มันปัญญาอ่อนชัดๆ

            ยินโม่ซางกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณนี้ “ข้าจะพูดอีกรอบเดียว การผจญภัยของพวกเจ้ามันได้จบลงไปแล้วรีบกลับไปได้แล้วละ...”

            ยิ่งพูดน้ำเสียงก็ยิ่งเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดเหมือนว่าคำพูดแต่ละคำล้วนแฝงไว้ด้วยจิตสังหารไปแล้ว

            “แน่นอนว่า ถ้าใครที่ยังไม่คิดจะกลับไปละก็พวกเราลัทธิหมื่นวิญญาณยินดีที่จะไปส่งกลับด้วยตัวเอง...หึหึหึ ข้าให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งนาทีหนึ่งนาทีหลังจากนี้ ใครที่ยังอยู่ต่อละก็... ตาย!!”

            คำพูดอันเย็นยะเยือกที่มาพร้อมจิตสังหารที่ทิ่มแทงเข้ากระดูก

            การกระทำอันไร้ยางอายของพวกมันได้สร้างความโกรธแค้นไปทั่วบริเวณแล้ว!!

            “บ้านย่าเจ้าสิไอ้พวกชั่ว!”

            “กลับไปหาปู่เจ้ารึอย่างไร!”

            “พี่น้องทั้งหลาย พวกเราจะยอมให้ไอ้ลูกเต่านั่นเอาเปรียบอย่างนั้นรึ!!”

            พวกโจรสลัดที่มีนิสัยดุร้ายมุทะลุอยู่แล้วก็เปิดประเด็นขึ้นก่อนใคร

            ซึ่งเหล่าผู้นำของสี่ขุมอำนาจที่เหลือเองก็ย่อมต้องไม่ยอมให้ไอ้พวกลัทธิหมื่นวิญญาณมาทำตัวยิ่งใหญ่คับฟ้าแบบนี้เป็นแน่

            ต่อให้เจ้าจะมีศพโลหิตลึกลับนั่นอยู่หนึ่งตัว มียอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดอยู่สองคนก็ตามแต่ฝั่งเรามียอดฝีมืออยู่ถึงสี่กลุ่ม จะไปกลัวพวกเจ้าได้อย่างไร!

            บ้าบอสิ้นดี!!

            “ไอ้หยา ก็เคยเห็นคนหน้าด้านอยู่หรอกแต่ยังไม่เคยเห็นคนที่หน้าด้านพอๆ กับแก้มก้นแบบนี้มาก่อนเลยนะ ไอ้พวกสวะชั้นต่ำที่ในปากมีแต่ขี้เอ๊ย!”

            เป้ยเค่อกล่าวขึ้นด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดสุดขีด

            คุณนายผู้นี้พอด่าคนแล้วก็ด่าได้อย่างเจ็บแสบโดยไม่ไว้หน้าเลยสักนิด

            “ตอนอยู่ในทะเลอสูรเมื่อกี้ยังไม่เห็นจะเก่งแบบนี้เลยนี่ตอนนี้เพิ่งจะอวดเก่งเป็นหรือ ฮิฮิ แต่โทษทีนะตอนนี้ข้าเหนื่อยจนเดินไม่ไหวแล้ว... ข้าอยากจะรู้ด้วยว่าสวะอย่างพวกเจ้าจะสามารถไปส่งข้าได้ถึงไหน?”

            น้ำเสียงอ่อนช้อยแต่กลับแฝงเต็มไปด้วยความหยิ่งทระนงอยู่ในนั้น

            เหล่าทหารองครักษ์แห่งราชอาณาจักรเทียนฉางพากันชูหอกยาวที่ทำจากทองคำขึ้นมาชี้ใส่พวกลัทธิหมื่นวิญญาณพวกเขาไม่มีทางยอมถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว!

            ตึง ตึง

            ผู่อาหมานแห่งราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยเดินกอดอกออกมา

            เขายืนอยู่ตรงหน้าของเหล่านักรบแห่งทุ่งหญ้าเหมิงจี๋เลี่ยนับร้อยคนร่างกายอันกำยำน่าเกรงขามแผงอกอันหนักแน่นยืนต้านรับลมชั่วร้ายของลัทธิหมื่นวิญญาณโดยไร้ซึ่งเศษเสี้ยวของความหวาดกลัวอย่างสิ้นเชิงกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดดูถูกด้วยซ้ำ

            เขายื่นนิ้วโป้งข้างหนึ่งออกไปตรงหน้าจากนั้นก็พลิกคว่ำชี้ลงพื้นอย่างดุดันน้ำเสียงอันเย็นชาและเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดเยาะเย้ยดังขึ้น

            “บนทุ่งหญ้านั้นแม้แต่พวกเดรัจฉานมันยังไม่มีทางฆ่าพวกเดียวกันเลย พวกเจ้ามัน... ต่ำช้ายิ่งกว่าหมูหมาเสียอีก!!”

            ด่าได้เยี่ยม!!

            เหล่านักรบผู้ห้าวหาญหลายร้อยคนด้านหลังของผู่อาหมานตะโกนลั่นสะท้านฟ้า

            ชายชาตรีที่มีนิสัยตรงไปตรงมาเหล่านี้ทนไม่ได้กับวิธีการอันชั่วร้ายอำมหิตที่พวกมันใช้เมื่อครู่นี้ที่สุด

            เหล่านักรบแห่งเหมิงจี๋เลี่ยนั้น ถึงแม้ว่าจะกระหายเลือดแต่ก็ไม่ชั่วร้ายลับหลังพวกเขาตอนนี้จึงแทบจะอดไม่ได้ที่จะตรงเข้าไปจับทั้งยินจิ่วโยวและยินโม่ซางทั้งสองคนมาสับเป็นชิ้นๆเสียเดี๋ยวนี้!

            ฝั่งของเผ่าฝูโป โม่เชาหยันเองก็เดินออกมาแล้วเช่นกัน

            เขาอ้าปากขึ้นเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็รู้ตัวว่าอีกฝ่ายนั้นมันชั่วร้ายไปถึงกระดูกแล้วเกรงว่าคำพูดของตัวเองคงจะไม่มีประโยชน์อะไรจึงทำได้แค่ถอนหายใจออกมายาวเหยียดพร้อมกับปลดปล่อยสัตว์อสูรจากถุงอสูรวิเศษออกมาทีเดียวสามตัว

            ตูม ตูม ตูม

            หลังจากที่เกิดประกายแสงสามสายขึ้นมาแล้ว

            ก็มีราชันหมึกยักษ์ขนาดมหึมาหนึ่งตัวราชสีห์ทะเลตาเขียวอันดุร้ายตัวหนึ่งและสุดท้ายคืออินทรีย์เกร็ดเขียวที่ดูทรงพลังและว่องไวสุดขีดปรากฏขึ้นด้านหลังของเขา

            เผ่าฝูโปใช้การกระทำตอบแทนคำพูดพวกเขาไม่มีทางยอมถอยออกไปแน่นอน

            ผู้คนทั้งหมดของฝ่ายกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านั้นล้วนหันสายตามาจ้องมองที่ฮว๋างฉางและหลินหยาง

            อยู่ๆ หลินหยางที่เป็นแค่วัยรุ่นคนหนึ่งกลับกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลของกลุ่มเทียบเท่ากับฮว่างฉางไปแล้ว

            “คุณชายหลิน?” แม้แต่ฮว๋างฉางตอนนี้ยังต้องฟังคำแนะนำของหลินหยาง

            “พวกท่านทั้งหมดให้ยืนอยู่ด้านหลังข้าไว้ถ้าหากไอ้ศพโลหิตนั่นโจมตีเข้ามา ให้รีบถอยหนีทันทีห้ามเข้าใกล้มันมากกว่าร้อยเมตรเด็ดขาด” หลินหยางออกคำสั่งอย่างเยือกเย็น

            “แล้วตัวคุณชายหลินเองเล่า? ศพโลหิตนั่นดูรับมือยากมากเลยนะ” ฮว๋างฉางถามขึ้น

            “ข้ามีแผนอยู่ เถ้าแก่ฮว๋างท่านคอยปกป้องพรรคพวกไว้ก็พอ”ความใจเย็นของหลินหยางนั้นทำให้คนอื่นรู้สึกมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

            ตลอดทางมานี้ ชายหนุ่มคนนี้ได้สร้างปาฏิหาริย์ให้พวกเขาเห็นหลายครั้งมากจนเกินพอจะเชื่อใจแล้ว

            ใครจะรู้ว่าในตัวของเขาจะยังมีความลับอื่นซ่อนอยู่อีกมากมายขนาดไหนไม่มีใครรู้เลยว่าเขาจะใช้วิธีอะไรไปรับมือกับสองผู้อาวุโสของลัทธิหมื่นวิญญาณและไอ้ศพโลหิตอันน่าหวาดกลัวนั่น

            แต่พวกเขาก็ยังยอมที่จะเชื่อใจในตัวหลินหยางขอแค่หลินหยางบอกว่าไหว อย่างนั้นก็ไหวตามที่ว่า!

            ความเชื่อใจแบบนี้จะสร้างขึ้นได้จากการก้าวผ่านความตายด้วยกันในหลายต่อหลายครั้ง

            ความเปลี่ยนแปลงแบบนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วทั้งกับคฤหาสน์เวินแห่งอาณาจักรชูอวิ๋น และกับตระกูลจ้าวแห่งเมืองฮุยยื่อ

            นี่แหละคือสเน่ห์ของหลินหยาง ไม่ว่าเขาจะไปยังสถานที่แห่งใดด้วยความรู้และความสามารถที่เขามีแล้วเขาสามารถพาผู้คนทั้งหมดให้รอดพ้นไปจาสถานการณ์วิกฤตและพลิกให้กลับมาเป็นโอกาสได้เสมอ

            ได้!

            ผู้คนทั้งหมดตอบรับอย่างพร้อมเพรียง

            ส่วนฮว๋างฉางก็ก้าวเดินออกมาพร้อมกับหลินหยางเป็นตัวแทนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ไม่พอใจและต้องการจะต่อต้านลัทธิหมื่นวิญญาณ

            ในตอนนั้นจึงกลายเป็นยอดฝีมือขั้นสูงห้าคนโดยนับรวมหลินหยางไว้ด้วยที่ต้องการจะสยบกลุ่มของภูตผีจอมชั่วร้ายอย่างลัทธิหมื่นวิญญาณ

            “หึหึหึ” ยินโม่ซางแสยะยิ้มที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าผีสางวิญญาณร้ายเสียอีก

            “ดูท่าทางทุกท่านจะบีบให้พวกเราต้องเป็นคนส่งพวกท่านกลับเองเสียแล้วได้ ศิษย์พี่จิ่วโยว คงต้องรบกวนท่านแล้ว ทำให้ไอ้พวกไม่รู้จักเจียมตัวนี่กลายเป็นอาหารของศิษย์พี่เซ่าเทียนของพวกเรากันเถอะ!!”

            พอพูดจบยินโม่ซางก็ยิ้มออกมาอย่างเย็นชาพร้อมกับก้าวถอยออกมาหนึ่งก้าวไม่มีความคิดที่จะลงมือด้วยตัวเองเลยแม้แต่น้อย

            ยินจิ่วโยวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็สาดส่องสายตาสีขาวซีดไปทั่วบริเวณนี้พร้อมกับที่ในคอเปล่งเสียงอันแหบแห้งออกมา

            “เซ่าเทียน”

            ศพโลหิตด้านหลังเขา พอได้ยินเสียงเรียกก็เกิดการสั่นกระตุกไปทั้งตัว

            “ไปเลยพวกที่อยู่ตรงหน้านี้ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเครื่องสังเวยที่ดีที่สุดของเจ้าไปฆ่าพวกมันทิ้งให้หมดซะ!!”

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน