ด้านเหวินชิงหลี ขณะนี้นางอยู่หน้าจวนคุณชายน้อยเสวียนจงหลิน ที่หมู่บ้านหยุนหยวน พร้อมกับจางโม่โฉว เป่าซาน และเฟิงเกอ นางสั่งเปาจู๋เฝ้าบ้านไว้เผื่อคนสกุลเต๋อมา ให้บอกพวกเขาว่านางเข้าเมืองไปซื้อของ นับจากเต๋อหลางเยว่ปรากฏตัว ลางสังหรณ์ของนางไม่ค่อยดีนัก ฉะนั้นจำต้องป้องกันไว้ก่อน
ประตูจวนบานใหญ่สีชาด ้าแขวนแผ่นศิลาสีดำสลักมุกสีขาว ข้อความบนป้ายเขียนว่า จวนคุณชายน้อยสกุลเสวียน โดดเด่นสะดุดตา
“ถึงแล้วใช่หรือไม่”
เหวินชิงหลีวันนี้แต่งตัวด้วยชุดผ้าต่วนลายพฤกษาสีเขียวอ่อน เอ่ยถามจางฮูหยินด้วยน้ำเสียงแ่เบาบนรถม้าที่จอดสนิท
“ถึงแล้ว เราไปกันเถอะ” จางฮูหยินสะบัดแขนเสื้อลุกขึ้นเลิกผ้าม่านเดินออกจากรถ
“เป่าซานเ้ารอที่นี่”
เหวินชิงหลีบอกเป่าซานลูกจ้างร้านเช่ารถม้า ส่วนตัวนางเดินตามหลังจางฮูหยินอย่างเร่งรีบไปยังหน้าประตูจวน
“มีใครอยู่หรือไม่”
จางฮูหยินร้องถาม พลางจับห่วงทองเหลืองอันใหญ่ในปากพยัคฆ์ด้านหน้า เคาะกระทบแผ่นทองเหลือง ที่แปะประกบกันด้านล่างตรงหน้าประตูใหญ่
“แอ๊ด แอ๊ดด...”
เสียงประตูเปิด ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบาง ผิวขาวสะอาดสะอ้าน สวมชุดผ้าต่วนสีน้ำตาลเข้ม ออกมาต้อนรับพร้อมกับบ่าวชายสองคน พวกเขาสวมชุดสีดำผ้าฝ้าย ร่างกายกำยำ ั์ตาน่ากลัว เมื่อแรกเห็นทำเอาจางโม่โฉวหวั่นใจนิด ๆ ชายผู้นี้แค่มองก็รู้ว่าไม่ใช่บุคคลธรรมดา
“ข้าน้อยเจาฉือ เป็พ่อบ้านของคุณชายน้อยเสวียนจงหลิน ไม่ทราบแม่นางทั้งสองมีธุระอะไรกับคุณชาย” เจาฉือยกมือคารวะ พูดด้วยถ้อยคำน้ำเสียงเป็มิตร
“เรียนพ่อบ้านเจา ข้าชื่อจางโม่โฉว นางชื่อลี่จิ่น”
จางโม่โฉวแนะนำตัวเอง ก่อนผายมือไปยังเหวินชิงหลี แล้วชี้ไปยังเฟิงเกอ
“ส่วนเด็กตัวเล็ก ๆ นั่นชื่อเฟิงเกอ เป็ลูกชายของนางข้าได้ยินมาว่าคุณชายน้อย้าขายจวน ข้าเองก็้าที่อยู่ใหม่พอดิบพอดี ไม่ทราบว่าพ่อบ้านเจาจะช่วยเหลือได้หรือไม่”
พ่อบ้านเจาหัวเราะเสียงดัง สะบัดแขนเสื้อผายมือเชื้อเชิญสุภาพสตรีทั้งสอง
“เชิญตามข้ามา”
จางโม่โฉวเดินเคียงพ่อบ้านเจา เหวินชิงหลีโอบไหล่ลูกชายเดินตามหลังอย่างเงียบ ๆ แต่สายตาพลันสะดุดตรงกี๋วางกระถางต้นไม้ จากนั้นนางจึงเริ่มกวาดสายตาสำรวจบริเวณทางเดินในจวนคุณชายน้อยโดยรอบ ั้แ่ทางเดินกระทั่งถึงห้องโถง นางเก็บแม้เป็รายละเอียดเพียงเล็กน้อย
“จวนคุณชายข้าไม่ใหญ่มากที่ดินเพียงสามหมู่ ไม่ทราบว่าแม่นางทั้งสองชอบใจหรือไม่”
“จวนคุณชายน้อยเงียบสงบสวยงามน่าอยู่มาก ที่ดินสามหมู่ไม่ได้เล็กอะไร พ่อบ้านเจาทราบหรือไม่ คุณชายน้อย้าขายราคาเท่าไหร่” เหวินชิงหลีตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนน้อม
“เื่ราคาคุณชายไม่ได้แจ้ง แต่ว่าแม่นางพวกท่านเดินชมไปก่อนก็ได้ ถูกใจค่อยบอกข้า ไว้ข้าจะถามคุณชายให้เอง รบกวนพวกท่านรอสักประเดี๋ยว ข้าจะไปตามสาวใช้ยกน้ำชามาให้ก่อน”
เมื่อพ่อบ้านเจาก้าวเท้าเดินพ้นประตู เหวินชิงหลีไม่รอช้า รีบรุดไปยังหน้าประตูทันที เพื่อดูให้แน่ใจว่า พ่อบ้านเจาได้ออกไปแล้วจริง ๆ นางจะได้สำรวจตรวจตราตามที่สงสัย
“มีอะไรเหรออาลี่” จางฮูหยินเห็นท่าทีของนางผิดปกติจึงได้ถามออกไป
“ข้าอยากชมความงามโถงนี้เสียหน่อย หากประเจิดประเจ้อนัก ข้ากลัวน่าเกลียด จะว่าไปของหรูหราเช่นนี้ข้าก็ไม่มีมานานแล้ว”
จางฮูหยินได้ฟังแล้วคล้อยตาม ว่าไม่ได้เื่เสแสร้งนี้นางช่างถนัดนัก
หลังพูดจบ ที่แรกที่นางดูก็คือต้นประการังน้ำเงินต้นหนึ่ง ด้านล่างตรงฐานรองสลักตัวหนังสือสีทองจาง ๆ ด้วยคำว่า “เต๋อ” แจกันน้ำทองรูปแปดเซียน์ใบใหญ่ที่วางไว้ข้างกัน นางแอบตะแคงดูก้นแจกันก็พบสัญลักษณ์นี้ ชุดกาน้ำชาเขาเซียน์ ไข่มุกราตรีเม็ดเท่ากำปั้นทารก นอกจากนี้ยังมีกี๋วางต้นไม้ตรงทางเข้าจวนนั่นอีก ทีแรกนางนึกว่าตัวเองมองผิดไป ที่ไหนได้นางไม่ได้ตาฝาดนี่
‘คุณชายน้อยคนนี้มีความสัมพันธ์กับสกุลเต๋ออย่างไรกันแน่นะ’ นิ้วเรียวงามถูกยกขึ้นเท้าคางครุ่นคิดอย่างเหม่อลอยขณะนั่งรอพ่อบ้านเจา
ขบคิดสักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตึกตักเดินเข้ามาใกล้
“ปล่อยให้พวกท่านรอนาน ข้าเจาฉือเสียมารยาทแล้ว”
“มะ มะไม่นานเลย” เหวินชิงหลีส่งยิ้มรีบพูด โบกไม้โบกมือสองข้างไปมาระหว่างอก
“พ่อบ้านเจาบอกว่าไปตามสาวใช้ แล้วทำไมท่านถึงมาคนเดียวเสียล่ะ” จางโม่โฉวถามขึ้นมาบ้าง
พ่อบ้านเจาพูดไปด้วยรินน้ำชาไปด้วย
“เรียนแม่นางจาง วันนี้คุณชายสั่งให้นำของในจวนบางส่วน ส่งออกไปขาย คนงานในจวนมีไม่เพียงพอ จำต้องให้สาวใช้ไปช่วยจัดเตรียม”
“อ่อ เป็แบบนี้นี่เอง” เหวินชิงหลีกัดนิ้วชี้ตัวเองพยักหน้าพึมพำเบา ๆ ก่อนถามพ่อบ้านเจาว่า
“พ่อบ้านเจาจะเป็การเสียมารยาทหรือไม่หากข้าจะถามว่า...เอ่อ” เหวินชิงหลีกลอกตาไปมาอย่างซุกซนมองจางฮูหยินที มองพ่อบ้านเจาที นางยิ้มแหยและทิ้งคำพูดไว้เพียงแค่นั้น
“เชิญแม่นางลี่ถามมาได้เลย”
“คือ...ข้าอยากถามว่า ของที่จะนำไปขายคือสิ่งใดกันเหรอ แต่ว่าถ้าท่านไม่สะดวกตอบก็ไม่เป็ไรนะ ข้าแค่ถามดูเฉย ๆ” นางแสร้งทำสีหน้าเกรงอกเกรงใจ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม่นางลี่เกรงใจเกินไปแล้ว ของที่จะนำไปขายบางส่วนเตรียมไว้ด้านนอกแล้ว บางส่วนอยู่ในห้องนี้ก็มี”
“ในห้องนี้ก็มีเหรอ” เหวินชิงหลีทำตาลุกวาวอุทานขึ้นเบา ๆ
“ทางด้านซ้ายมือของท่าน” พ่อบ้านเจาผายมือไปยังต้นประการังน้ำเงินต้นนั้นที่นางเพิ่งดูมา
“ต้นประการังน้ำเงินสูงหนึ่งเซียะ แจกันลายแปดเซียน์ ชุดกาน้ำชาเขาเซียน์ และไข่มุกราตรี”
พ่อบ้านเจาแนะนำสิ่งของทีละชิ้นด้วยความภาคภูมิใจ
“โหหห ขายหมดนี่เลยเหรอ” เหวินชิงหลีอุทานซ้ำเบา ๆ
“ขายหมดนี่เลย” พ่อบ้านเจายิ้มตอบ
‘สิ่งของเหล่านี้ราคาไม่น้อย คุณชายน้อยคนนี้ร่ำรวยไม่เบา เห็นทีบ้านหลังนี้คงตั้งราคาไว้สูงลิบลิ่วสำหรับคนที่ไม่ได้ร้อนเงินอย่างเขา บ้านหลังนี้ต่อให้มีปัญญาซื้อข้าก็อยู่ไม่ได้ คนในจวนนี้เกี่ยวข้องอะไรกับสกุลเต๋อกันแน่นะ’ เหวินชิงหลีขบคิดหน้านิ่วคิ้วขมวด
“แม่นางลี่มีอะไรสงสัยอย่างนั้นหรือ” พ่อบ้านเจาลอบสังเกตสีหน้านางก่อนเอ่ยถาม
“เอ่อ...ข้าเพียงแต่คิดว่าคุณชายน้อยร่ำรวยถึงเพียงนี้ เห็นทีจวนหลังนี้คงตั้งราคาไว้แพงน่าดู ข้าแค่กลัวซื้อไม่ไหว”
“อ้อ...แหะ แหะ จริง ๆ แล้วสิ่งของที่ท่านเห็นไม่ใช่ของคุณชายน้อยของเราทั้งหมดหรอก แต่เป็ญาติห่าง ๆ ของคุณชายน้อยฝากให้ขาย”
“ญาติเหรอ พวกข้าคงไม่รู้จักหรอกกระมัง” นางพูดเสียงไม่ดัง แต่สมองเตรียมพร้อมไว้เก็บข้อมูลเรียบร้อย
“นางคือฮูหยินของท่านราชมนตรี สี่ปีก่อนถูกขับให้ออกจากจวน ทว่าที่จวนราชมนตรีกลับส่งสิ่งของเหล่านี้ให้นางทุกหกเดือน เมื่อครบกำหนดคุณชายน้อยจะไปรับด้วยตัวเอง แล้วนำมาเก็บไว้ที่จวนก่อนส่งออกไปขาย” เจาฉือพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดังมากแต่ทว่ากลับมีสีหน้าจริงจัง
‘แสดงว่านี่ก็เป็ของของข้าสินะ’ แม้ใจจะคิดเช่นนั้นแต่ปากไม่ได้พูดออกไป เจาฉือคนนี้ขี้อวดไม่เบา
“อ้อ ที่แท้เป็ของจวนราชมนตรีนี่เอง มิน่าเล่าของแต่ละชิ้นดูล้ำค่ายิ่งนัก” เหวินชิงหลีพูดได้อย่างแเีเสมือนว่าของเหล่านี้ไม่มีส่วนข้องเกี่ยวกับนางเลย
‘แล้วเครื่องเรือนที่จวนราชมนตรีส่งมาตั้งมากมายเล่า เ้าเอาไปไว้เสียที่ใด ทำไมไม่เอาออกมาใช้ หรือเ้ากระหายเงินมาก จนขายโรงจำนำหมดเสียแล้ว’ เหวินชิงหลีหวนนึกถึงคำพูดของเต๋อหลางเยว่
‘ที่แท้เขาพูดความจริง สกุลเต๋อไม่เคยทอดทิ้งข้า เื่นี้ต้องมีเงื่อนงำแน่ ข้าเหวินชิงหลีต้องสืบรู้ให้ได้’ นึกได้ดังนี้นางไม่รีรอ รีบขบคิดหาวิธีไปจากจวนคุณชายน้อยสกุลเสวียนโดยเร็วที่สุด
“เรียนถามพ่อบ้านเจา ไม่ทราบวันนี้เราจะได้พบคุณชายน้อยหรือไม่”
“แม่นางลี่เห็นทีวันนี้คงไม่ได้พบ คุยชายไปเมืองหลวงั้แ่เช้ามืด ต้องรออีกสองสามวันจึงจะกลับ”
“หากไม่ได้พบ ถ้าเช่นนั้นวันนี้พวกข้าขอตัวกลับก่อน ขอบคุณพ่อบ้านเจาที่ให้การต้อนรับ พวกข้าขอลา”
นางโน้มศีรษะคารวะพ่อบ้านเจาแล้วหันไปทางลูกชาย
“เราไปกันเถอะเฟิงเกอ”
จางฮูหยินไม่รอช้ารีบลุกขึ้นตาม
“ขอบคุณพ่อบ้านเจา โอกาสหน้าพบกันใหม่”
พ่อบ้านเจาค้อมตัวเล็กน้อยมองตามแผ่นหลังบุคคลทั้งสาม เมื่อพ้นประตูจวนเหวินชิงหลีลอบถอนหายใจ รีบประคองลูกชายขึ้นบนรถม้า โดยมีจางฮูหยินตามหลังมาติด ๆ
“อาลี่ มีอะไรหรือไม่ทำไมดูเร่งรีบนัก” จางฮูหยินถามขึ้นขณะนั่งในรถม้า ที่เป่าซานกำลังขับเคลื่อนมันออกไป
“ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่...” เหวินชิงหลีเว้นวรรคนิดนึงแล้วค่อยพูดต่อด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“จางฮูหยินเห็นภายในจวนคุณชายน้อยแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง” นางพูดเนิบช้า
จางฮูหยินทำหน้าครุ่นคิดแล้วค่อยพูดตามสิ่งที่เห็น
“ใหญ่โต โอ่โถง”
“เมื่อเทียบกับเรือนของข้าแล้วท่านเห็นเป็อย่างไร” นางประสานมือสองข้างไว้บนตักก้มหน้าก้มตาพูดขอความเห็น
จางฮูหยินหน้าเศร้าเล็กน้อยพลางดึงมือหญิงสาวเข้ามากุม
“โถอาลี่ เ้าเกรงว่ามีเงินไม่พอซื้อใช่หรือไม่”
เหวินชิงหลีชำเลืองมองเฟิงเกอเล็กน้อยแล้วค่อยกล่าว
“ในชีวิตของข้า สิ่งสำคัญที่สุดคือเฟิงเกอ แม้จวนหลังนี้ข้าจะเอื้อมไม่ถึง แต่ข้าต้องหาที่ปลอดภัยให้เขาได้แน่”
เหวินชิงหลีตอบไปอย่างไม่ย่อท้อ แต่สิ่งที่พูดนั้นช่างค้านกับสิ่งที่คิด นางรู้ดีตอนนี้ตัวเองมีเงินมากพอ แต่จวนคุณชายน้อยสกุลเสวียนมีจุดน่าสงสัยเยอะเกินไป ซ้ำยังดูอันตรายมาก นางไม่สามารถบอกจางฮูหยินได้ จำต้องหยิบยกเื่เงินไว้เป็ข้ออ้าง
แสงอัสดงอันแสนริบหรี่ทอประกายลอดผ่านทิวไม้ ก่อเกิดรูปเงาวูบไหวตลอดเส้นการเดินทาง เป่าซานบังคับรถม้าด้วยความชำนิชำนาญ ไปตามถนนสายคดเคี้ยว เมื่อผ่านม่านหินผาตรงมาบริเวณทุ่งโล่ง เขาตกตะลึงพรึงเพริด
“ข้างหน้ามีการต่อสู้” เป่าซานะโบอกคนในรถม้า เหวินชิงหลีกับจางฮูหยินไม่รอช้าเลิกผ้าม่านออกดูคนละฝั่ง
“เอายังไงดีอาลี่” จางฮูหยินเป็ฝ่ายถามขึ้นมาก่อน
“เป่าซานหาที่หลบ” เหวินชิงหลีออกคำสั่งพร้อมกอดเฟิงเกอกระชับแนบอก โชคดีที่รถม้าเพิ่งเลี้ยวผ่านม่านหินผา เป่าซานรีบกลับรถเพื่อซ่อนตัวโดยเร็ว
“หากต่อสู้กันมาทางนี้พวกเราต้องแย่แน่” เหวินชิงหลีออกความเห็น
“เช่นนั้นจะทำอย่างไร” จางฮูหยินถามอย่างร้อนรน
“เอาอย่างนี้ เป่าซานพาจางฮูหยินกับเฟิงเกอหาที่ซ่อนตัวก่อน”
“แล้วเ้าล่ะ” จางฮูหยินสีหน้าตื่นตระหนก
“หากไปด้วยกันเมื่อถึงคราวซวยอาจไม่มีใครรอด พวกท่านพาเฟิงเกอหนีไป แล้วให้พวกเขาเข้าใจว่าข้ามาเพียงลำพังเถอะ ไม่ต้องเป็ห่วงข้า”
เหวินชิงหลีหยิบมีดพกที่เอวสองด้ามยัดใส่มือเล็กของลูกชาย พร้อมกุมมือกระชับมั่น นางมองั์ตาคู่น้อยด้วยแววตาปลอบประโลม กำชับลูกชายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทว่าอ่อนโยนยิ่งนัก
“เฟิงเกอแม่เชื่อใจเ้า ปกป้องตัวเองให้ดี เชื่อฟังแม่นะ”
ซาลาเปาน้อยพยักหน้ารับฟัง เพราะเป็ลูกผู้ชายจำต้องเข้มแข็ง เด็กน้อยกลั้นน้ำตาสุดฤทธิ์
ถึงคราวคับขันนางจะทำลูกตื่นตระหนกไม่ได้ ชาติที่แล้วเหวินชิงหลีเข้าร่วมการฝึกสายลับั้แ่อายุสิบหก อาวุธที่ชำนาญที่สุดคือมีดสั้นกับปืนพก ดังนั้นลูกชายตัวน้อย จึงได้รับการฝึกฝนจากนางั้แ่รู้ความ
ตอนนี้เฟิงเกออายุสี่ขวบ แต่กล้ามเนื้อมือจัดได้ว่าแข็งแรงพอควร การขว้างปาแม้จะยังสู้ผู้ใหญ่ที่ชำนาญไม่ได้ แต่หากเทียบกับผู้ที่ไม่เคยใช้ ถือได้ว่าชำนาญพอตัว เ้าซาลาเปาน้อยสามารถรักษาตัวรอดได้ นางเชื่อมั่นเช่นนั้น
“รีบไปเถอะ” นางตบหลังลูกชาย