บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
เยี่ยจือร้อนรนใจ กลัวลั่วหยางจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปกระตุกหนวดเสืออย่างหลิวโย่วสุ่ย แต่ก็พูดโพล่งออกไปต่อหน้าไม่ได้
หลิวโย่วสุ่ยแค่นหัวเราะทำลายความเงียบ "หมอเทวะลั่ว... ฉันเพิ่งช่วยคุณไว้แท้ๆ ทำแบบนี้ไม่คิดจะไว้หน้ากันบ้างเลยหรือไง"
ลั่วหยางสวนกลับเสียงเรียบ "ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ใช่หมอที่กดบัตรคิวแล้วจะได้ตรวจ อยากให้ผมรักษา ก็ต้องทำตามกฎ รับคนไข้วันละเคส... วันนี้ผมแหกกฎมามากพอแล้ว"
เจียงเยว่กัดฟันกรอด สวนเสียงแข็ง "นายแหกกฎเพิ่มอีกสักรอบมันจะตายหรือไง"
ลั่วหยางส่ายหน้าปฏิเสธหน้าตาย
เจียงเยว่เตรียมจะอ้าปากด่า แต่โดนสายตาคมกริบของหลิวโย่วสุ่ยปรามไว้ก่อน
"นึกไม่ถึงว่าหมอเทวะลั่วจะเป็คนยึดมั่นหลักการขนาดนี้... ตกลง พรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่" น้ำเสียงของเ้าพ่อมาเฟียแฝงความขุ่นเคืองไว้ชัดเจน
เจียงเยว่ตวัดสายตาอาฆาตใส่ลั่วหยาง ก่อนจะเข็นรถเ้านายมุ่งหน้าไปที่ประตู
เยี่ยจือทำตัวไม่ถูก กว่าจะเชิญคนระดับนี้มาได้แทบรากเื ธุระสำคัญก็ยังไม่ได้คุย ลั่วหยางดันมาไล่แขกเสียดื้อๆ เธอพยายามจะอ้าปากรั้งตัวเขาไว้หลายหน แต่สุดท้ายก็จำต้องกลืนคำพูดลงคอ
จังหวะนั้น ลั่วหยางก็โพล่งขึ้นมาหน้าตาย "คุณหลิว พรุ่งนี้ตอนมา รบกวนติดคลิปวิดีโอที่คุณพูดถึงมาด้วยนะ ผมอยากดู"
เยี่ยจือเบิกตาโต มองออกอย่างปรุโปร่งถึงเจตนาของชายหนุ่มทันที
ลั่วหยางกำลังออกหน้าปกป้องเธอ! เขาไม่อยากให้เธอต้องทำสัญญาเสียเปรียบหรือชักศึกเข้าบ้าน จึงยอมรับภาระเื่ตระกูลซ่งมาแบกไว้บนบ่าตัวเองทั้งหมด ยอมแม้กระทั่งหักหน้าคนอันตรายอย่างหลิวโย่วสุ่ย
หลิวโย่วสุ่ยหันขวับกลับมา ั์ตาหรี่แคบประกายกร้าว
ลั่วหยางยังคงตีหน้ามึน "ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า ถ้าใช่... ก็ถือซะว่าไม่ได้ยินก็แล้วกัน"
หลิวโย่วสุ่ยเปลี่ยนอารมณ์กะทันหัน หัวเราะร่วนลั่นห้อง "เปล่าเลย ในเมื่อหมอเทวะลั่วเอ่ยปากขอ พรุ่งนี้ฉันจะจัดการให้"
เขายกมือส่งสัญญาณ เจียงเยว่จึงเข็นรถเ้านายพ้นประตูบ้านไป
"ลั่วหยาง คุณยอมขัดใจคนอย่างหลิวโย่วสุ่ยก็เพื่อฉัน ฉัน..." เยี่ยจือซาบซึ้งจนจุกอก ลำพังแค่คำขอบคุณดูเหมือนจะเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เขาทำให้
ลั่วหยางยิ้มบาง "ตอนนี้พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ"
เยี่ยจือคลี่ยิ้มหวาน เสน่ห์เย้ายวนแบบผู้ใหญ่ทำเอาคนมองตาพร่า
ทว่าจังหวะซึ้งกำลังทำงาน ซ่งเหม่ยฉีที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาก็สวนขึ้นมากลางปล้อง "หม่าม้า คุณลุงลั่วคะ... พวกคุณไปขึ้นเตียงเดียวกันั้แ่เมื่อไหร่เหรอคะ"
รอยยิ้มของผู้ใหญ่ทั้งสองแข็งค้างไปพร้อมกัน
"ไม่มีใครตอบหนูเลยอะ" เด็กน้อยกะพริบตาตาปริบๆ ตีหน้าใสซื่อ
เยี่ยจืออายจนอยากมุดดินหนี พวงแก้มร้อนผ่าวแดงเถือกไปถึงใบหู เธอรีบแก้ต่างลนลาน "ลงเรือลูก ไม่ใช่ขึ้นเตียง รอ-เอือ-เรือ"
ซ่งเหม่ยฉีทำปากจู๋เถียงคำโต "ตอ-เอีย-งอ-เตียง สิคะ"
ลั่วหยาง "..."
เยี่ยจือยกมือกุมขมับ ทว่าแม่หนูน้อยกลับทิ้งะเิลูกใหญ่กว่าเดิม "หม่าม้า ถ้าหม่าม้ากับคุณลุงลั่วนอนเตียงเดียวกัน แล้วหนูจะนอนตรงไหนอะ ขอแทรกตรงกลางได้ไหมคะ"
รถอ้อยคันนี้เหยียบมิดไมล์แถมล็อกประตูแ่า ลั่วหยางอยากะโหนีก็หาทางลงไม่เจอ ประเด็นคือ... แกเพิ่งสี่ขวบเองนะโว้ย ในหัวเล็กๆ นั่นมันยัดอะไรไว้กันแน่!
บรรยากาศกระอักกระอ่วนพุ่งทะลุปรอท สามวินาทีต่อมา เยี่ยจือก็คว้าหมับเข้าที่ตัวลูกสาว อุ้มพาดบ่าแล้วสับขาจ้ำอ้าวหนีเข้าห้องไปทันที
ความเขินระดับวินาศสันตะโรนี้ ทำเอาเธอสู้หน้าผู้ชายที่เด็กกว่าตัวเองไม่ติดอีกต่อไป
======
ดึกสงัด... ภายในห้องพักที่ปิดสนิททุกบานหน้าต่าง ลั่วหยางนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่บนพื้น
เคล็ดหลอมปราณขมังเวท... หลอมพลังชีวิตเป็ลมปราณ หลอมลมปราณเป็พลังิญญา
วิชาลับที่ตาเฒ่าฉินซื่อไห่ถ่ายทอดให้ แท้จริงคือการดึงเอา 'พลังหยางบริสุทธิ์' ในร่างกายมาเป็เชื้อเพลิงหลอมรวม 'กายาจิตขมังเวท' นี่คือต้นตอความลับว่าทำไมเขาถึงยังรักษาพรหมจรรย์ไว้ได้ ทั้งที่อยู่กินกับเหลียงหงมาเป็ปี
ทุกครั้งที่อารมณ์เบื้องล่างพลุ่งพล่าน เขาจะรีบนั่งสมาธิเดินเคล็ดหลอมปราณ วัตถุดิบเ่าั้จะถูกสูบไปหล่อเลี้ยงกายาจิตจนเกลี้ยง... สุดท้ายน้องชายก็เลยคอตกกลับมาสงบเสงี่ยมตามระเบียบ
ทว่าคืนนี้... มีบางอย่างผิดปกติ
ขณะที่การบ่มเพาะดำเนินไปได้ครึ่งทาง ลั่วหยางััได้ถึงคลื่นพลังงานประหลาดแผ่ซ่านมาจากภายนอก มันคือพลังิญญาบริสุทธิ์ แทบไม่ต้องเปลืองแรงหลอมรวมในตันเถียน แค่ปรับแต่งนิดหน่อยก็สูบฉีดเข้าเป็ส่วนหนึ่งของกายาจิตได้สบายๆ
พลังิญญาจากธรรมชาติ? เป็ไปไม่ได้... กลางป่าคอนกรีตแบบนี้จะมีของพรรค์นั้นหลงเหลืออยู่ได้ยังไง
ลั่วหยางขมวดคิ้วสงสัย ทันใดนั้น พลังิญญาอีกระลอกก็ถูกสนามพลังบ่มเพาะดักจับไว้ได้ คราวนี้ััชัดเจนยิ่งกว่าเก่า เขาระบุทิศทางต้นตอของมันได้เป๊ะ
ที่แท้ก็เพราะบ่มเพาะ 'กายาจิตขมังเวท' สำเร็จ พอเดินพลังจึงดักจับไอิญญาจากภายนอกได้ ลั่วหยางตื่นเต้นจนเืลมสูบฉีด เขาอยากรู้ใจแทบขาดว่าตัวการที่ปล่อยพลังิญญาออกมาคืออะไร ขืนคาใจแบบนี้คงไม่มีสมาธินั่งสมาธิต่อ
ชายหนุ่มลุกพรวด เปิดประตูห้อง แล้วเดินตามเรดาร์ที่ล็อกเป้าไว้ทันที
เขาย่ำเท้าลงบันไดไปจนสุดทาง หน้าห้องใต้ดินที่บานประตูถูกปิดสนิท จู่ๆ เสียงสะอื้นก็ดังลอดออกมา
"ฮึก... ฮือ..."
เสียงเยี่ยจือ
ลั่วหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตู
เสียงร้องไห้เงียบกริบ ผ่านไปครู่ใหญ่ ประตูเหล็กหนาเตอะก็แง้มออก เยี่ยจือยืนอยู่ตรงนั้น หางตายังแดงช้ำและมีคราบน้ำตา เธอจ้องหน้าเขานิ่งโดยไม่ปริปาก
กลายเป็ลั่วหยางที่เก้ๆ กังๆ ทำตัวไม่ถูก "ผมได้ยินเสียงคนร้องไห้ เป็ห่วงก็เลยลงมาดูครับ"
เยี่ยจือปรายตามองบานประตูเหล็กข้างตัว มันหนาและเก็บเสียงได้ระดับห้องอัดเสียง แต่เขาดันบอกว่าได้ยิน... เธอลอบแปลกใจ
จังหวะนั้นเอง ลั่วหยางก็ชะเง้อมองข้ามไหล่เธอเข้าไปในห้องใต้ดิน
ด้านในคือกรุสมบัติชัดๆ ของเก่าล้ำค่าวางเรียงราย ทั้งเครื่องลายคราม ภาพพู่กัน เฟอร์นิเจอร์โบราณ ยันหินรูปทรงประหลาด สายตาของเขาไล่กวาดไปทีละชิ้น ก่อนจะไปสะดุดกึกเข้ากับหน้ากากสำริดใบหนึ่งที่แขวนอยู่บนผนัง
ผิวหน้ากากถูกหุ้มด้วยคราบสนิมสีเขียวครึ้ม แต่บางจุดกลับเรืองรองด้วยประกายสีทอง รูปร่างของมันคล้ายคลึงกับหน้ากากแห่งซานซิงตุย ดวงตาปูดโปน โครงหน้าเหลี่ยมตัด เส้นสายทื่อกระด้าง แผ่กลิ่นอายดิบเถื่อนและดุดัน
กลางหน้าผากมีรอยสลักสัญลักษณ์ '△' ตรงกลางเลือนรางคล้ายตัวอักษรโบราณที่อ่านไม่ออก
ต้นตอของพลังิญญา... มาจากไอ้เ้านี่นี่เอง
"ฉัน... ไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย" เยี่ยจือเอ่ยทำลายความเงียบ
ลั่วหยางดึงสายตากลับมา น้ำเสียงอ่อนโยนลง "คราบน้ำตายังติดหางตาอยู่เลย เช็ดหน่อยเถอะครับ"
หญิงสาวกระดากอาย รีบหันหลังยกมือปาดน้ำตาก่อนจะเปลี่ยนเื่แก้เก้อ "นี่ห้องสะสมของอดีตสามีฉันเอง เข้ามาสิ ตอนเขายังอยู่ชอบสะสมของเก่ามาก ส่วนใหญ่ก็เก็บไว้ที่นี่แหละ"
ลั่วหยางเดินตามเข้าไป สายตาปะทะเข้ากับกรอบรูปบนโต๊ะ ชายในรูปอายุราวสามสิบกว่า หน้าตาหล่อเหลาภูมิฐาน
"นั่นสามีฉันเอง พอเห็นหน้าเขา ฉันก็เลย..." พูดไม่ทันจบประโยค ริมฝีปากบางก็สั่นระริก หยาดน้ำตาร่วงเผาะ เธอกัดปากตัวเองแน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้นสุดฤทธิ์
ลั่วหยางเห็นแล้วอดเวทนาไม่ได้ เขาเผลอยื่นมือไปตบไหล่เธอเบาๆ ปลอบประโลม
"พี่เยี่ย อยากร้องก็ร้องเถอะครับ อย่าฝืนเลย ขืนอั้นไว้จนป่วยไปอีกคน แล้วเหม่ยฉีจะพึ่งใคร"
ขาดคำ เยี่ยจือก็หันขวับ โผเข้ากอดเขาเต็มรัก เธอซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
ลั่วหยางตัวแข็งทื่อเป็หิน สติหลุดไปชั่วขณะ
"ฉันทรมานเหลือเกิน... สามีก็ตายไปแล้ว พวกหน้าด้านนั่น... ยังคิดจะมาพรากลูกสาวไปจากฉันอีก... ฮือ" ซีอีโอสาวแกร่งพังทลาย เผยด้านที่เปราะบางที่สุดให้เขาเห็นจนหมดเปลือก
ลั่วหยางลูบแผ่นหลังบอบบางนั้นเบาๆ "ไม่ต้องกลัวครับ มีผมอยู่ทั้งคน ผมไม่มีวันยอมให้พวกมันทำสำเร็จแน่"
เยี่ยจือกระชับกอดแน่นขึ้น ทิ้งน้ำหนักทั้งตัวพิงซบลงในอ้อมกอดชายหนุ่ม
ร่างของลั่วหยางสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นโครมครามจวนจะหลุดจากขั้ว เมื่อกี้ตอนซบอก เธอยังใช้ศอกยันแผงอกเขาไว้ สัดส่วนอันตรายเลยยังไม่ปะทะกัน แต่ตอนนี้... เล่นรัดเอวซะแน่น แถมยังเบียดตัวเข้าหาจนความนุ่มหยุ่นคู่แฝดแนบชิดบดเบียด นี่มันยัดะเินิวเคลียร์ใส่อกเขาชัดๆ! ชายหนุ่มเกร็งจัดจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ทว่า... ร่างทองพรหมจรรย์ยี่สิบห้าปีมีหรือจะสั่งได้ดั่งใจ ผนวกกับการตื่นรู้ของ 'กายาจิตขมังเวท' ที่ปั่นประสาทััให้ไวต่อสิ่งเร้าทะลุเพดาน
ผลลัพธ์ก็คือ... บางสิ่งเบื้องล่างดันผงาดขึ้นมาทักทายเสียอย่างนั้น!
เยี่ยจือสะดุ้ง ััได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เธอรีบผละตัวออกอย่างลนลาน หางตาลอบชำเลืองมองต่ำแวบหนึ่ง ใบหน้าสวยจัดแดงเถือก สลับกับฉายแววพิลึกพิลั่นยากจะอธิบาย
ลั่วหยางหน้าแดงลามไปถึงคอ อยากจะขุดหลุมฝังตัวเองหนีความอาย บรรยากาศเดดแอร์ขั้นสุด
"ค... คุณตามสบายนะ ฉันไปดูเหม่ยฉีก่อน ยัยหนูนอนดิ้นชอบเตะผ้าห่ม" เยี่ยจือทนสู้หน้าไม่ไหว หมุนตัวสับขาจ้ำอ้าวหนีไปอย่างเลิ่กลั่ก
ลั่วหยางอ้าปากค้างเตรียมจะแก้ตัว แต่จนแผ่นหลังของหญิงสาวหายลับไป เขาก็ยังหาเสียงตัวเองไม่เจอ
เวรเอ๊ย! คนเขากำลังเศร้าขอยืมไหล่ซับน้ำตา แต่ไอ้ร่างกายเวรนี่ดันผงาดชูชันเตรียมแทงเขากลับซะงั้น... สถานการณ์บัดซบแบบนี้ ใครมันจะกล้าอธิบายวะ
เขาถอนหายใจ ดึงสายตากลับมา ทว่าภาพบนโต๊ะดันสะดุดตาพอดี ซ่งตงซานในรูปกำลังจ้องเขม็งมาราวกับแผ่รังสีอำมหิตหวงก้าง
"เอ่อ... ผมไม่ได้คิดอกุศลอะไรกับเมียพี่นะ อย่าเข้าใจผิดสิ" ลั่วหยางเอื้อมมือไปจับกรอบรูปคว่ำหน้าลงกับโต๊ะ ไม่ได้ลบหลู่... แค่ร้อนตัวนิดหน่อย
เขาเดินไปหน้ากำแพง เอื้อมมือปลดหน้ากากปริศนาลงมา มันหนักอึ้ง เนื้อวัสดุคล้ายสำริด แต่สำริดบ้าอะไรจะเป็สีทอง ครั้นจะบอกว่าเป็ทองคำแท้ ทองก็ไม่ขึ้นสนิมสีเขียวปื้ดแบบนี้อีก สรุปมันทำจากอะไรกันแน่
ลั่วหยางทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ วางหน้ากากไว้บนตัก รวบนิ้วชี้และกลางเข้าด้วยกัน โคจรพลังิญญาวาดผนึกล่องหนกลางอากาศ
สัญลักษณ์รูป '△' ถูกสลักลงไป มันคล้ายกับ 'ตราประทับชะตาขมังเวท' แต่ไม่ใช่ นี่คือ 'ตราประทับิญญา' หนึ่งในวิชาประทับิญญาา... ใช้สำหรับปลุกเสกและเชื่อมจิตเข้ากับวัตถุ
นี่คือศาสตร์แห่งมหาอาคม วิชาแพทย์ไม่ต้องพึ่งพามุทราหรือผนึก แต่วิชาอาคมขาดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ถึงอย่างนั้น... ตอนนี้เขาก็เพิ่งบรรลุแค่ตราประทับิญญาอันนี้อันเดียว
เมื่อวาดผนึกเสร็จ ลั่วหยางก็อัดพลังิญญาสายหนึ่งเข้าไปในหน้ากาก พริบตานั้น ตราประทับล่องหนก็เปล่งแสงสีเขียวมรกตสว่างวาบ ลวดลายและอักขระทั้งหมดปรากฏชัดเต็มสองตา
และในเสี้ยววินาทีต่อมา... ความเชื่อมโยงอันเร้นลับระหว่างเขากับวัตถุโบราณก็บังเกิดขึ้น