ตอนที่ 18 : ไฟเหลวคือลาวา
“ทูลท่านอ๋อง ตอนนี้ไฟเหลวไหลผ่านหมู่บ้านฉู่มาแล้ว! กำลังจะไหลต่อไปที่หมู่บ้านอื่นตามแนวพ่ะย่ะค่ะ!”
รองแม่ทัพหุยกล่าวรายงานทันทีที่คนที่รอคอยอยู่อย่างใจจดใจจ่อขี่ม้ามาถึงที่จุดนัด
“มีชาวบ้านเป็อันตรายหรือไม่!?!”
โจวหยางอ๋องะโถามความจากบนหลังม้า ข้ามหัวทุยๆ ของลู่หลินไปเลย แต่ใน่เวลาวิกฤติแบบนี้ย่อมไม่น่าโกรธทั้งยังเห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง
“มีบ้างพ่ะย่ะค่ะ ก่อนกำลังทหารมาถึงที่นี่ผู้ชราบางคนหนีไฟเหลวไม่ทันก็มีถูกไฟคลอกไปบ้าง แต่ตอนนี้กำลังทหารของเราเร่งอพยพผู้คนออกไปแล้ว บริเวณนี้ไม่มีชาวบ้านตกหล่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ! "
“ดีมาก เรียกทหารมาประจำการเพิ่มที่นี่อีกสองพันคนเฝ้าระวังสองฝั่งตลอดแนวที่ไฟเหลวไหลผ่านและเร่งอพยพชาวบ้านในแนวเส้นทางการไหลตีวงกว้างไปหนึ่งลี้ อย่าให้มีคนเหลืออยู่!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อสั่งความเสร็จ หวงเทียนหยางก็กระตุกม้าให้เข้าไปดูแนวทางไหลของไฟเหลวใกล้ๆ ทั้งที่ยังมีลู่หลินนั่งอยู่ในอ้อมกอดอยู่แบบนั้น
เดิมทีเขาคิดว่าคนอย่างป๋ายอี้หลิน ทำทีร้องตามก็คงเพราะมีแผนจะเล่นลูกไม้ หากถูกเขาพาเข้าใกล้ภัยอันตรายก็คงจะรีบร้องอ้อนวอนขอลงจากหลังม้าทันที ไม่คาดว่าพามาใกล้ความร้อนจัดขนาดนี้ ไม่เพียงไม่ร้องหวาดกลัวขอให้พากลับ กลับยังมีท่าทีสนอกสนใจอีกต่างหาก… เมื่อคนที่พามาด้วยไม่ทำตัวเป็ภาระ หวงเทียนหยางก็เบาใจหันมาให้ความสนใจกับปัญหาใหญ่ตรงหน้าได้เต็มที่
จากคราวที่แล้วที่เผชิญกับไฟเหลวมา เขาพบว่ามันมีความร้อนสูงมากยิ่งสีของมันสว่างทองมากเท่าไหร่ อานุภาพของมันยิ่งมากและเผาทำลายได้ทุกอย่างแม้แต่เหล็ก จนเมื่อสีของไฟเหลวเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มไปสู่สีแดงและแดงเข้มจนถึงดำ ความร้อนของมันจะค่อยๆ ลดลงจนหยุดไหลและแข็งตัวในที่สุด
ตอนนี้ไฟเหลวยังมีสีส้ม แปลว่ามันยังสามารถทำลายล้างสิ่งต่างๆ ได้อีกเยอะ…
ลู่หลินเฝ้ามองท่านอ๋องสั่งงานรองแม่ทัพอย่างชื่นชม สิ่งแรกที่ชายคนนี้นึกถึงคือประชาชนสมกับที่เป็สายเืกษัตริย์ อย่างน้อยเื่ที่ว่าโจวหยางอ๋องเป็คนดีห่วงใยประชาชนก็เป็เื่จริงที่ตรงกับข้อมูลบันทึกในประวัติศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา ไม่อยากจะนึกภาพว่าใน่เวลาที่วิกฤตเยี่ยงนี้ หากผู้นำของพวกชาวบ้านไม่ได้เป็คนดีจริงและเห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงความลำบากของราษฎร ประชาชนตาดำๆ จะต้องสูญเสียมากสักแค่ไหน…
‘ไอ้คนหล่อวัตถุโบราณนี่อาจจะมีประโยชน์กว่าที่คิดก็ได้…’
วิเคราะห์คนเสร็จก็หันมาวิเคราะห์สถานการณ์
ลู่หลินมาจากโลกปัจจุบันรู้ความร้ายแรงของไฟเหลวหรือว่าลาวานี่ยิ่งกว่าใคร แม้จะอันตราย แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีวิธีหยุดเพราะปริมาณของมันยังมีไม่มากนัก จึงได้เตรียมจะบอกความกับโจวหยางอ๋อง แต่จะบอกแบบธรรมดาพ่อวัตถุโบราณนี่ก็คงจะไม่เชื่อ เพราะมองเขาเป็ศัตรูมาตลอด ดังนั้นหากอยากให้อีกฝ่ายรับฟัง เขาคงต้องหาทางบอกแบบอ้อมๆ สักหน่อยล่ะ
“ท่านอ๋อง! ที่นี่อากาศร้อนนัก ขอข้าดื่มน้ำในกระบอกนั่นสักหน่อยได้หรือไม่?”
ลู่หลินพูดจบก็ชี้ไปที่กระบอกน้ำที่ห้อยอยู่ด้านข้างของตัวม้า เพราะมันห้อยอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่เขาห้อยขาลงไปเท่าไหร่นักจึงสังเกตเห็นมันได้ง่ายดาย คิดไว้ว่าจะขอดื่มมันยามที่รู้สึกเหนื่อย มายามนี้ดูท่าว่าจะได้ใช้ประโยชน์เร็วกว่าที่คาดเสียแล้ว
คำขอของลู่หลินขัดจังหวะความคิดของหวงเทียนหยางเข้าอย่างจัง…
แทนที่จะทำให้หงุดหงิดเหมือนปกติที่แค่เห็นหน้าก็อยากจะฆ่าให้ตาย มายามนี้แม้จะยังมีเื่ยุ่งยากใจให้ต้องจัดการ แต่น่าแปลกที่สภาวะอารมณ์ของเขาที่มีต่อป๋ายอี้หลินในยามนี้กลับสงบนิ่งมากกว่าที่คิด
นอกเหนือจากนั้นยังฉงนสนเท่ห์ในใจ…
คนเ้าเล่ห์ราวกับอสรพิษระวังตัวเองยิ่งกว่าอะไร ทั้งยังเคยมีประวัติพยายามวางยาพิษในน้ำดื่มของเขามาก่อน มายามนี้ไยจึงกล้าคิดขอดื่มน้ำของเขา? ไม่หน้าไม่อายไปหน่อยหรือ? หรือจะว่าจะฉวยโอกาสนี้ทำเื่เลวทรามอีก? …
เอาสิ…ก็ลองดูว่าคราวนี้จะทำให้สำเร็จได้หรือไม่
“เอาสิ… หยิบไปดื่มได้ตามใจ….”
เมื่อได้รับคำอนุญาต ลู่หลินก็รีบก้มลงไปคว้ากระบอกน้ำขึ้นมาทันที รู้สึกวูบวาบหวาดเสียวนิดหน่อยยามที่ต้องก้มๆ เงยๆ บนหลังม้า แต่วงแขนแกร่งที่เข้ามากระชับรอบเอวบางไว้อย่างรวดเร็วยามเขาเอี้ยวตัวลงไปก็ทำให้ลู่หลินรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้อีกครั้ง การกระทำแสดงความช่วยเหลือแบบไร้การบอกกล่าวเพิ่มคะแนนนิยมในตัวโจวหยางอ๋องได้อย่างจัง
‘พ่อวัตถุโบราณนี่ก็กร๊าวใจไม่ใช่เล่นอ่ะ… ลู่หลินไม่อินประวัติศาสตร์ แต่หวั่นไหวกับคนในประวัติศาสตร์ได้มั้ยอ่า…… ไม่ใช่แล้ว! เวลาแบบนี้ยังคิดจะวอกแวกอีก น่าตีจริง!’
ดึงสติตัวเองกลับมาได้ ลู่หลินก็ทำทีเป็เปิดฝากระบอกน้ำตั้งท่าจะดื่ม แต่ดันพลั้งมือเผลอทำกระบอกน้ำหล่นสาดน้ำลงไปที่ลาวาที่กำลังไหลอยู่ เมื่อของร้อนจัดอย่างลาวามาถูกของเย็นอย่างน้ำก็ช่วยบรรเทาความร้อนได้เปลาะหนึ่ง ตำแหน่งที่โดนน้ำสาดลงไปเปลี่ยนสีจากลาวาส้มจ้ากลายสภาพเป็หินดำสนิทจุดเล็กๆ ทันที แต่เพราะปริมาณน้ำที่สาดมีน้อยมาก ลู่หลินรู้ว่าหินดำจุดเล็กๆ นั้นจะต้องถูกหลอมเหลวอีกครั้งในไม่ช้าจึงรีบฉวยโอกาสนั้นเรียกโจวหยางอ๋องให้ดูในจุดที่้าทันที
“ท่านอ๋องดูสิ! เมื่อครู่ข้าเผลอทำน้ำหกลงไป จุดที่โดนลาวานั่นกลายเป็หินสีดำด้วย! แปลว่าน้ำสามารถหยุดลาวาได้ใช่หรือไม่?!!”
“….? …ลาวา?”
ชิบ! …เกือบเนียนแล้วเชียว… ดันหลุดคำสมัยใหม่ไปซะได้… เอาวะ! ไหลตามน้ำไปก่อน!
“ก็ไฟเหลวนั่นไงท่าน ที่บ้านเกิดของข้าเรียกมันว่าลาวา แต่คำเรียกขานนั้นไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือเมื่อกี้ท่านเห็นหรือไม่ น้ำมันช่วยหยุดลาวาได้นะถ้ามีปริมาณมากๆ น่ะ!”
ลู่หลินกล่าวคำโป้ปดอีกครั้งแล้วรีบดึงความสนใจโจวหยางอ๋องให้กลับมายังเื่สำคัญต่อ
แน่นอนว่าโจวหยางอ๋อง หวงเทียนหยางเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ทุกอย่าง…
เขาจับตาดูป๋ายอี้หลินว่าจะเล่นลูกไม้อะไรหรือไม่ ถึงได้เห็นว่าการที่เผลอสาดน้ำลงไปสู่ ลาวา หรือ ไฟเหลวนั่นเป็ความจงใจอย่างที่สุด ซึ่งมันก็ทำให้เขาได้เห็นว่าลาวานั้นกลายเป็ก้อนหินสีดำจริงยามที่โดนน้ำอย่างที่เ้าตัวพยายามแสดงให้ดู ซ้ำยังเรียกขานไฟเหลวว่าลาวาราวกับรู้จักและเคยพบเห็นมันมาก่อน อีกทั้งท่าทีที่ไม่ได้ดูตื่นเต้นและหวาดกลัวแม้แต่น้อยยามเผชิญหน้ากับสิ่งที่อันตรายนี้
‘หรือว่าป๋ายอี้หลินจะมาจากเมืองฉู่ริมทะเลแดนเหนือและมีความรู้เื่แผ่นดินไหวจริงตามที่กล่าวอ้าง?’
ความสงสัยผลักดันให้เผลอจ้องมองด้านหลังของเ้าตัวอย่างพิจารณา คงเพราะใช้เวลามองอยู่ครู่ใหญ่จึงมีคนร้อนใจรีบเอี้ยวตัวมาหาเพื่อมองหน้ากันในระยะประชิด…. เป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่มันเป็การมองตาใกล้ๆ โดยไม่ใช้แววตาแบบจ้องอาฆาตมาดร้ายกันและกัน
ป๋ายอี้หลินจ้องมองเขาด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ว่าทำไมยังไม่พูดหรือทำอะไรสักที
ส่วนเขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาแห่งความสนเท่ห์…ราวกับนี่ไม่ใช่ป๋ายอี้หลินคนเดิมจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้ง…และไม่ได้มีเจตนาที่มุ่งร้าย…
หวงเทียนหยางเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับป๋ายอี้หลิน ถูกใจในใบหน้าและร่างกายที่งดงามนี้ ถึงได้พลาดท่าตกลงไปในหลุมพรางของฮองเฮาจอมเ้าเล่ห์จนต้องจับพลัดจับผลูมาอยู่ด้วยกันที่เมืองโจวอันห่างไกลนี้…
แน่นอนว่าหลังจากนั้นเขาระบายความโกรธใส่ร่างกายที่งดงามนี้อีกหลายครั้งเพราะแค้นใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่อีกฝ่ายทำให้เขาต้องเผชิญ สถานการณ์ระหว่างกันถึงได้ตึงเครียดยิ่งขึ้นจนเป็ดั่งศัตรูคู่แค้นกัน ตัวเขาเป็ต่อที่ฐานะสูงส่งกว่าและอีกคนมีฐานะเป็อนุของเขา จะกระทำป่าเถื่อนใส่อย่างไรผู้อื่นก็ไม่อาจเข้ามายุ่งเกี่ยวได้เพราะเป็เื่ภายในจวนอ๋อง แต่ป๋ายอี้หลินก็รู้ดีเช่นกันว่าเขาไม่อาจขัดคำสั่งฮ่องเต้สังหารเ้าตัวให้ตายตกได้ ต่อให้ร้ายใส่อย่างไรเขาก็ต้องรักษาชีวิตน้อยๆ นี้อย่างเต็มที่ ต่างคนจึงต่างใช้ข้อได้เปรียบของตัวเองเอามาใช้ห้ำหั่นกันเสมอ
ถามว่าในอดีตเคยมี่เวลาที่ได้มองตากันดีๆ โดยที่ไม่จ้องจะทำร้ายกันหรือไม่ คำตอบคือมี ก็ไอ้ตอนที่พบกันครั้งแรกและอีกฝ่ายใช้เสน่ห์ของตัวเองยั่วยวนเขานั่นไง…
มายามนี้ได้มองตากันอีกครั้ง ความรู้สึกหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว… แค่เพราะเขาไม่พบแววตาเกลียดชังในดวงตาสวยๆ คู่นั้นที่เขาเคยหลงรัก… ความรู้สึกเหมือนตกหลุมรักอีกครั้งจึงได้กลับคืนมา
“ท่านอ๋อง! ท่านจะสงสัยข้าก็ได้ แต่อย่างน้อยให้ออกไปให้ห่างจากลาวาสักหน่อยเถิด อีกไม่ถึงสิบศอกก็จะมาถึงพวกเราแล้ว!”
เสียงใสๆ ดูไร้พิษภัยของป๋ายอี้หลินทำให้เขาได้สติ หันกลับมาให้ความสนใจในเื่ตรงหน้า เหยียบเอาความรู้สึกหลากหลายที่โผล่ขึ้นมาให้หายลับกลับไป ก่อนจะดึงบังเหียนม้าสั่งให้ล่าถอยไปสมทบกับกองทหารด้านหลังแล้วออกคำสั่งใหม่ทันที
“นายกองทุกคนจงฟัง สั่งการให้ทหารใช้ถังตักน้ำมาสาดใส่ไฟเหลว น้ำช่วยทำให้มันเปลี่ยนเป็หินดำได้ เน้นสาดที่ด้านข้างให้มันค่อยๆ เปลี่ยนเส้นทางไหลลงไปสู่คลองท้ายหมู่บ้านฉู่! นายกองหาน นำทหารอีกส่วนขุดแนวดินประกบสองข้างนำทางไฟเหลวไป บังคับให้มันไหลลงไปที่คลอง!”
“พ่ะย่ะค่ะ!!!”
_______________________
Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่า
E-Book ที่ Meb ภาค 1 ออกแล้วมี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาท
E-Book ที่ Meb ภาค 2 ออกแล้วมี 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299 บาท