พฤษภาคม ปี 2543 ชีวิตนักเรียน ม.ปลาย ของผมได้เริ่มต้นขึ้น สุดท้าย…ผมก็ได้ตัดสินใจเลือกเรียนต่อ ม.4 สายสามัญ (วิทย์-คณิต) ที่โรงเรียนเดิม การเข้าเรียนที่นี้ผมก็ยังคงสอบได้อยู่ห้องคิงเช่นเดิม คราวนี้มีเพื่อนร่วมห้อง 42 ชีวิต โดยเพื่อนๆ หลายคนก็มาจากห้องเดิมตอนอยู่ ม.3 และจะมีอีกบางส่วนที่มาจากห้องอื่นหรือมาจากโรงเรียนอื่น ซึ่งใน่ ม.ปลายนี้จะแบ่งออกเป็ นักเรียนสายวิทย์ (ห้อง 1-4) สายศิลป์ (ห้อง 5) และสายอาชีพ (ปวช.) รวมชั้นปีเดียวกันจะมี 6 ห้อง
ปีนี้ผมขยันเรียนขึ้นมาก ต้องปรับตัวพอสมควรเพราะมีวิชาที่ไม่คุ้นเคย่ตอนเรียน ม.ต้น โผล่มาเยอะทีเดียว เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คอมพิวเตอร์ ฯลฯ แต่ทุกวิชาก็ดูน่าสนใจมากๆ ผมสนุกไปกับการเรียนในทุกวิชาและก็ทำได้ดีด้วยจนเป็ที่จับตาของคณะครูในหลายๆ วิชาเลยทีเดียว
เมื่อขึ้น ม.4 มีสิ่งหนึ่งที่ชีวิตนักเรียน ม.ปลาย ต้องตัดสินใจคือ การเรียน รด. โดยการเลือกเรียนจะเป็สิทธิ์ของตัวนักเรียนเอง ทางโรงเรียนจะไม่บังคับ ซึ่งผมก็เลือกที่จะเรียน เพราะตอนนั้นไม่อยากเกณฑ์ทหาร โดยปีนี้มีคน้าที่จะเรียน ร.ด. เยอะมากจนต้องมีการทดสอบแข่งขันกัน โรงเรียนของเรามีคนสมัครเพื่อเข้าทดสอบ 20 คน เป็เพื่อนร่วมห้องของผมไปแล้ว 8 คน พวกเราต้องพยายามฟิตซ้อมร่างกายกันอยู่ร่วมเดือน ทั้งวิ่งรอบสนาม ทั้งซิตอัพและดันพื้นทุกวันหลังเลิกเรียน…
และแล้ว่เวลาแห่งการทดสอบก็มาถึง พวกเราต้องนั่งรถบัสที่โรงเรียนได้เหมาไว้ให้เพื่อเดินทางไปทดสอบยังอีกโรงเรียนที่อยู่อีกอำเภอ ซึ่งห่างออกไปเกือบ 50 กม. พอไปถึงปรากฏว่ามีนักเรียนมาสมัครเกือบ 300 คน แต่มีโควต้าจะรับเพียงแค่ 180 คนเท่านั้น ต้องตกรอบไปเกือบครึ่ง
เมื่อพวกเราเห็นดังนั้นก็ยิ่งพยายามกันเต็มที่สุดชีวิต จนพวกเราทดสอบผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของทุกบททดสอบกันทุกคน สถิติของผมตอนนั้นดีกว่าเกณฑ์มาก (ค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองผ่านชัวร์ๆ) หลังจากพวกเราทั้งหมดทำการทดสอบเสร็จ ก็เดินทางกลับโรงเรียนกันทันที ซึ่งพวกเราจะต้องมาคอยลุ้นผลที่จะประกาศภายหลัง
ผ่านวันทดสอบมาได้ประมาณเกือบเดือนจึงมีจดหมายประกาศผลการคัดเลือกส่งมาที่โรงเรียน ครูวิชาทหารเรียกพวกเราเข้าไปฟังผลพร้อมกันทั้งหมด พวกเรารอฟังผลอย่างใจระทึก ครูค่อยๆ เปิดกระดาษแล้วพูดช้าๆ ว่า
“ผลการทดสอบเพื่อคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเรียนวิชาทหาร ประจำปี 2543 ของโรงเรียนมีทั้งสิ้น… 20 นาย ยินดีด้วยพวกคุณผ่านการคัดเลือกกันทุกคน… ขอให้นักศึกษาวิชาทหารทุกคนเตรียมชุดฝึกให้พร้อม และเริ่มแต่งเครื่องแบบมาในสัปดาห์หน้าเป็ต้นไป…”
นั้นแสดงว่าพวกเราสอบผ่านกันทั้ง 20 คน ไม่มีใครตกเลย พวกเราดีใจกันมาก ความทุ่มเทและพยายามไม่สูญเปล่า พวกเราจะได้ใส่ชุด รด. ไปโรงเรียนในทุกๆ วันพฤหัสแล้ว (พอนึกดู มันก็จะดูเท่ห์ๆ หน่อย…)
ผมขอเล่าย้อนกลับไปใน่ปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมา หลังกลับมาจากกรุงเทพฯ ผมได้คอมพิวเตอร์ติดกลับมาด้วย 1 เครื่อง เพราะน้าเห็นว่าผมสนใจทำอะไรต่างๆ ในคอมเครื่องนี้บ่อยมากตอนพักอยู่ที่บ้านญาติ พวกท่านเลยตัดสินใจยกให้ ทำให้ผมมีโอกาสได้ใช้คอมมากกว่านักเรียนคนอื่นๆ เลยจะมีความชำนาญและคล่องพวกโปรแกรมต่างๆ เป็อันดับต้นๆ ของโรงเรียนในตอนนั้น
จนเข้าสู่่เดือนสิงหาคม ครูวิชาคอมจึงได้เลือกให้ผมเป็ตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันวิชาการระดับจังหวัด (ด้านคอมพิวเตอร์) โดยครูจะพาพวกเราที่เป็ตัวแทนเดินทางเข้าไปแข่งขันในตัวจังหวัด ซึ่งการแข่งของผมจะใช้ห้องคอมของวิทยาลัยเทคนิคเป็สนามแข่ง ตอนนั้นมีนักเรียนมาร่วมแข่งขันประมาณ 40 กว่าคน จากโรงเรียนต่างๆ ทั่วชัยภูมิ ซึ่งจะเป็การแข่งแบบรอบเดียว แล้วให้คณะกรรมการลงคะแนน และนำคะแนนของกรรมการทั้งหมดมารวมกัน เพื่อจัดอันดับ
ผมซ้อมหนักมากพอสมควรทั้งตอนอยู่ที่โรงเรียนและอยู่ที่บ้าน ผมทดลองทำในหลายๆ โจทย์ หลายๆ คำสั่ง เพื่อให้คล่องและคุ้นชินกับโปรแกรม ซึ่งมันก็ทำให้ผมไม่ผิดหวัง ข้อสอบแข่งขันวันนั้นมีบางส่วนคล้ายกับที่ผมได้เคยซ้อมมา ก่อนประกาศผลผมจึงมีความมั่นใจมาก และผลการแข่งขันก็ได้ประกาศออกมา ปรากฏว่า… ผมได้คะแนนสูงสุด สามารถนำรางวัลชนะเลิศกลับมาให้โรงเรียนได้จริงๆ
แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่ได้ชนะเด็ดขาด (จริงๆ กว่าจะชนะได้ก็หืดขึ้นคอ) เพราะอีก 3 เดือนต่อมา ผมต้องกลับเข้าจังหวัดไปแข่งกันอีกรอบ เพื่อให้เหลือคนเดียวที่จะเป็ตัวแทนจังหวัดไปแข่งระดับภาค เพราะในการแข่งรอบแรก ดันมีที่ 1 ร่วม 3 คน (คะแนนรวมสูงสุดเท่ากัน) พอแข่งรอบ 2 ถึงรู้ผลแพ้ชนะ คะแนนผมเฉือนชนะคู่แข่งทั้ง 2 แบบเฉียดฉิว…
แล้วก็มาถึง่เดือนกันยายน ซึ่งเป็อีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญในชีวิตของผม นั่นคือ ผมต้องไปเข้าค่ายฝึก รด. ทั้งนี้พวกเรานักเรียนจากจังหวัดชัยภูมิทั้งหมดจะอยู่สังกัด มทบ. 21 นครราชสีมา โดยศูนย์ฝึกจะเวียนใช้โรงเรียนต่างๆ เป็ค่ายฝึกในภาคที่ตั้ง ซึ่งจะใช้เวลาฝึก 14 วัน และในปีนี้โรงเรียนที่ถูกใช้เป็ศูนย์ฝึกจะอยู่อีกอำเภอหนึ่งแต่ไม่ได้ไกลจากโรงเรียนผมนัก พวกเราจึงใช้เวลากันไม่นานก็มาถึง…
ปีนี้มีนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) มาเข้าค่ายทั้ง 3 ชั้นปี ประมาณ 500 นาย เป็ชายประมาณ 450 และหญิงอีกประมาณ 50 คน หลังจากลงรถบัสที่มาส่งหน้าค่ายแล้ว พวกเราต้องรีบวิ่งไปรวมพลเพื่อจัดแถวให้เป็หมู่ หมวด กองร้อย ซึ่งพวกผมไม่เคยรู้เื่ระเบียบปฏิบัติมาก่อน พวกปี 1 อย่างเราจึงถูกสั่งทำโทษเป็ว่าเล่น จากนั้นครูฝึกจึงทำการจัดแจงที่นอนโดยใช้อาคารเรียนเป็โรงนอนให้ จนผ่านวันแรกไปอย่างคลื่นลมสงบแปลกๆ (เคยฟังรุ่นพี่เล่าก่อนมาเข้าค่ายว่าวันแรกมักจะโดนครูฝึกรับน้อง…)
ตื่นเช้าวันที่ 2 พวกเราเหล่า นศท. ปี 1 ก็รู้เื่ โดนหนักเลย หลังเป่านกหวีดรวมพล่เช้าเพื่อออกกำลังกายก่อนกินข้าวเช้า พวกเราได้หฤหรรษ์ไปกับการม้วนหน้าและม้วนหลัง ไป-กลับ สนามฟุตบอลโรงเรียน พวกเราทั้งอ๊วกทั้งเป็ลมกันเยอะมาก จนมีนักเรียนลาออกไปหลายคนทีเดียวจากเหตุการณ์นี้…
ตลอดระยะเวลา 14 วัน พวกเราถูกฝึกโหดมาก เอะอะซ่อมๆ (สั่งทำโทษ เช่น หมอบ ดันพื้น ปั่นจิ้งหรีด วิ่งรอบสนาม) ผมได้รู้ซึ้งถึงรสชาติความทรมานที่มีอยู่จริงก็คราวนี้ ได้แต่นับไปทีละวันว่าเมื่อไหร่จะครบ 14 วัน ซึ่งกิจกรรมและระเบียบปฏิบัติหลักๆ ในแต่ละวันในค่ายฝึก จะเป็ดังนี้
1. ตื่นเช้ามาออกกำลังกาย ตี 5 รวมพลทุกชั้นปี ใส่ชุดครึ่งท่อน (ท่อนล่างกางเกงและรองเท้าเต็มชุด แต่ท่อนบนใส่แค่เสื้อยืดตัวข้างใน) มาออกกำลังกายตอนเช้า ซึ่ง่นี้คือ่ที่ดีที่สุดของวันเลยทีเดียว เพราะได้มอง นศท.หญิง ออกกำลังกายอยู่ใกล้ๆ ในชุดครึ่งท่อน (ถ้าใครเคยเห็นแล้วจะรู้ว่าเพราะอะไร)
2. กินข้าวเช้า หลังออกกำลังกายเสร็จ ต้องรีบอาบน้ำแต่งชุดเต็มยศ เดินแถวไปรับถาดเพื่อกินข้าวเช้าร่วมกัน
3. เคารพธงชาติเช้า หลังกินข้าวเสร็จ ต้องรีบทำธุระส่วนตัว และรีบไปรวมพลหน้าเสาธงทุกชั้นปี
4. เรียนภาคเช้า มีทั้งวิชาบรรยายและวิชาปฏิบัติ (ท่ามือเปล่าและท่าอาวุธ) หรืออาจจะโดนทำโทษให้ไปวิ่งรอบสนามก็ได้
5. กินข้าวเที่ยง ระเบียบปฏิบัติเป็เหมือนตอนเช้า แต่มักจะได้กินมือหรือกินปาก (มือไขว้หลัง ก้มใช้ปากกินในถาด) มากกว่า่อื่นๆ
6. เรียนภาคบ่าย คล้ายๆ กับการเรียนภาคเช้า
7. ออกกำลังกายเย็น จะเป็วิ่งรอบสนามร้องเพลงซะมากกว่าให้ทำอย่างอื่น
8. เคารพธงชาติเย็น เช่นเดียวกันตอนเช้า
9. กินข้าวเย็น ระเบียบปฏิบัติเป็เหมือนตอนเช้าและตอนเที่ยง มื้อเย็นนี่ต้องเดาใจครูฝึกเลย ว่าจะรอดหรือจะแย่ (บางทีแทบไม่ได้กินข้าวก็มี)
10. เรียนภาคค่ำ จะเป็ภาคบรรยายเสียเป็ส่วนใหญ่
11. เข้านอน มีเวลาให้อาบน้ำอยู่่หนึ่งไม่นานแล้วต้องรีบขึ้นโรงนอนให้เร็ว หากสิ้นเสียงแตรและนกหวีดนอนแล้ว พบว่ายังมีคนไม่นอนจะถูกทำโทษทั้งชั้น
ทุกอย่างในศูนย์ฝึก ร.ด. จะถูกกำกับด้วยเสียงนกหวีดหรือเสียงแตร พอได้ยินแล้วต้องวิ่ง ต้องปฏิบัติตาม ไม่เช่นนั้นจะถูกทำโทษ ซึ่งนอกจากกิจกรรมหลักทั้ง 11 อย่างข้างบนแล้ว ยังมีการเข้าเวรในแต่ละสถานที่และ่เวลาด้วย ซึ่งไอ้การเข้าเวรนี่แหล่ะที่พวกเราโดนทำโทษกันบ่อยที่สุด ใครหลับเวร หรือเวลาครูฝึกเดินผ่านแล้วไม่ทำความเคารพ จะโดนซ่อมกันโหดมากจนจำไม่ลืมกันเลยทีเดียว
จนสุดท้ายพวกเราก็ผ่านพ้น 14 วันหฤโหดไปได้แบบจำไม่ลืม โดยคืนสุดท้ายก่อนกลับจะเป็คืนปล่อยผี ครูฝึกจะอนุญาตให้พวกเราได้สนุกกันแบบสุดเหวี่ยง มีวงดนตรีมาเล่นเต็มวงเลย ทั้งโดนทำโทษไป ทั้งเต้นไป ไม่รู้อันไหนจริงอันไหนโดยครูฝึกแกล้ง สนุกกันสุดๆ ผมว่ามันเป็สิ่งที่ดีที่สุดแล้วในการมาเข้าค่ายฝึก รด. ในแต่ละครั้ง หลังกลับมาจากการฝึกครั้งนี้ ผมรู้สึกเหมือนว่าพวกเราเป็ลูกผู้ชายมากขึ้น…
และที่ผมไม่มีทางลืมอีกอย่างคือ เพื่อนนศท.หญิง ปี 1 ของพวกเรา 3 คนที่โดดเด่นมาก แต่ละคนออร่ากระจายเลย (นี่มันเหล่านางฟ้าเดินดินชัดๆ) เป็ความโดดเด่นที่ไม่เหมือนกันเลยของทั้ง 3 คน พวกผมมองไม่เบื่อเลยตลอด 14 วัน พวกเธอเป็สิ่งที่ทำให้พวกเราเหล่า นศท.ชาย มีแรงใจในการมีชีวิตต่อสู้กับการฝึกที่ทรหดของแต่ละวันเลยทีเดียว (เหมือนจะเว่อไป แต่มันคือความจริง…)
‘ครั้งแรกเลย… ที่เราได้เหนื่อยกายและลำบากใจแบบนี้ มันสุดๆ จริงๆ ชีวิตเรายังคงต้องเรียนรู้และต้องผ่านอะไรอีกเยอะเพื่อเติบโตขึ้น คงโลกสวยเหมือนตอนเป็เด็กไม่ได้แล้วแฮะ…’ ผมเริ่มคิดทบทวนสิ่งที่ได้ประสบกับตัวเอง…
……….>> วัยรุ่น…