ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี เสียงลมพัดหวีดหวิว แทรกอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น ผสานกับ หยดน้ำที่ปลิวละล่องตามลมปกคลุมทั่วพื้นที่ ขณะที่เด็กน้อยวัยสามขวบ หน้าตาน่ารักกำลังนอนหลับบนเตียง พร้อมรอยยิ้มที่มุมปากเล็กๆยกขึ้นอย่างสบายใจ ในห้องที่อบอุ่นกำลังดี โดยหารู้ไม่ว่าด้านนอกหน้าต่าง มี “บางสิ่ง” กำลังจ้องมองด้วยดวงตาสีแดงก่ำ
แอ้ดดด.... เสียงเปิดประตูดังขึ้น
พ่อของเด็กน้อยเข้ามาดูความเรียบร้อยในห้อง เกรงว่าจะมีหยาดฝนกระเซ็นเข้ามาในห้องของลูกน้อย พลันรู้สึกแปลกๆ ด้วยสัญชาตญาณ เหมือนมีใครสักคนกำลังจ้องมองอยู่ทางด้านนอกของหน้าต่าง เสี้ยววินาทีนั้น ดวงตาสีแดงหลุบประกายหลบวูบ ก่อนที่จะกระเพื่อมเล็กน้อยและกลายเป็แสงสีแดงเรืองจางๆ ลอยหายเข้าไปยังต้นวาสนาที่ปลูกไว้ข้างบ้าน
“เอก็ไม่มีอะไรนี่นา หรือว่าเราจะคิดมากไปเอง” พ่อเด็กพูดกับตัวเองเบาๆ
“แต่ทำไมเรารู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างนะ หรือว่า มันใกล้จะถึงเวลาแล้ว..??” เขาคิดกับตัวเองด้วยความสงสัย ก่อนจะสลัดความคิดนั้นออกไป
"คงไม่มีอะไรหรอก"....
พ่อของเด็กน้อย ขยับตัวก้าวเท้าเดินมาที่เตียงอย่างแผวเบา พลางเอื้อมมือจับผ้าห่มขึ้นมาปิดบริเวณอกของลูกชายอย่างทนุถนอม
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพ่อสัญญาว่าจะปกป้องลูกอย่างดีที่สุด แม้ต้องแลกด้วยชีวิตพ่อก็ตาม” พ่อพูดเบาๆ ด้วยแววตามุ่งมั่น ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มของเด็กน้อยแล้วปิดประตูแล้วเดินตรงไปยังห้องพระ
รุ่งเช้าเสียงหวานใสดังกังวาน “น้องตฤณ ๆ ตื่นได้แล้วลูก ไปใส่บาตรกัน” เสียงคุณแม่เรียกเด็กน้อย พร้อมก้มลงหอมที่ปอยผม้าอย่างแ่เบาด้วยความรักเด็กน้อยค่อยๆ ลืมตาอันกลมโตขึ้น พร้อมคลี่เรียวปากส่งยิ้มให้แม่อย่างคุ้นเคย
“แม่อุ้มๆ”เสียงเล็กๆ ของเด็กน้อยดังขึ้น ผู้เป็แม่อุ้มเด็กน้อยวัยสามขวบขึ้นมาจากเตียงพร้อมทั้งพาไปล้างหน้า แปรงฟัน “ ป่ะ พ่อ มาใส่บาตรกัน” ทั้งครอบครัวเดินไปเตรียมรอใส่บาตรหน้าบ้าน
ร่างสูงโปร่งหน้าตาอิ่มบุญ ของพระรูปหนึ่ง กำลังยืนอย่างสำรวมเพื่อรอรับบาตร ชาวบ้านในระแวกนี้เรียกท่านว่า "หลวงปู่อินทร์" ซึ่งท่านเป็พระที่บวชมานานหลายสิบปี ท่านเปิดฝาบาตร รอรับบาตรจากเด็กน้อยและครอบครัว มือของคนทั้งสาม ช่วยประสานกันใส่บาตรด้วยหัวใจอันเบิกบาน หลวงปู่ มองนิ่งไปยังร่างของเด็กน้อยชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยว่า “ทุกคนมีกรรมเป็ของของตนนะโยมไม่มีใครหลีกหนีได้ และทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยหนทางแห่งความดี การเจริญสติ เป็สิ่งสำคัญ ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตรายต่างๆ ได้นะโยม..” หลวงปู่กล่าวเสียงเบาๆ ก่อนที่จะล้วงไปในย่าม หยิบวัตถุสีเงินที่ส่งประกายวับวาบ ส่งให้พ่อของเด็กแล้วบอกว่า “สวมใส่ให้ลูกซะนะคุณพระคุณเ้าจะได้ช่วยปกป้องคุ้มครองรักษา”
ผู้เป็พ่อ พนมมือไหว้ท่วมหัว ก่อนที่จะแบมือไปรับ พร้อมกล่าวว่า“ขอบพระคุณหลวงปู่มากขอรับ” ชายหนุ่มกล่าวอีกครั้ง กราบหลวงปู่ด้วยหัวใจเคารพ ศรัทธาอันสุดซึ้ง พร้อมกับค่อยๆ ลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ
“เจริญสุขนะ” หลวงปู่กล่าวเบาๆก่อนที่จะให้ศิลให้พร และสืบเท้าเดินจากไป
่สายของวันนั้น เด็กน้อยเดินเล่นอยู่หน้าบ้าน เมื่อเขามองไปยังต้นวาสนาพบว่า ดอกวาสนาสีขาวบานสะพรั่ง เรียงร้อยห้อยระย้าราวกับโคมไฟหรูพร้อมส่งกลิ่นหอมหวน ตรงกึ่งกลางของช่อ มีเม็ดสีแดงราวกับทับทิมสีเื เด็กน้อยค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ต้นวาสนาทีละก้าวอย่างช้าๆด้วยดวงตาที่เหม่อลอยราวกับถูกสะกด เมื่อถึงใต้ต้น ช่อดอกของต้นวาสนา ค่อยๆโน้มตัวลงมา เด็กน้อยเอื้อมมือไปหยิบเม็ดสีแดง และค่อยๆ นำเข้าปาก
ทันใดนั้นเอง เสียงๆ หนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง“น้องตฤณ ทำอะไรคะลูก” เสียงแม่ถาม เด็กน้อยหันหลังกลับ พร้อมยื่นมือที่กำเม็ดสีแดงไว้ส่งให้แม่ดูแต่แล้ว สิ่งที่เคยอยู่ในมือกลับอันตรธานหายไปเหมือนไม่เคยมีมาก่อน เด็กน้อยรู้สึกสงสัย พยายามก้มหาที่พื้น แต่ไม่พบจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรหันหลังกลับไปแล้ววิ่งไปหาแม่ ...
”อีกนิดเดียวเอง”...เสียงลึกลับดังขึ้นอย่างแ่เบา และหายไป
กลางดึกคืนนั้นเอง หมอกสีแดงจางๆ ค่อยๆ กระจายตัว จากต้นวาสนา จนครอบคลุมทั้งบ้าน ร่างของเด็กน้อย ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆ ดวงตายังปิดสนิท แต่ปากปรากฎคราบสีแดง
"คืนนี้อากาศมันแปลกๆ นะที่รัก" ผู้เป็พ่อเอ่ยเบาๆ ขณะพลิกหันหน้ากลับไปมองภรรยา แต่พบว่าเธอหลับสนิท ... จู่ๆ ความรู้สึกห่วงใยลูกน้อยก็เกิดขึ้นกระทันหัน จึงเดินไปเปิดประตูแล้วร่างของเขาก็ทรุดลงที่หน้าประตู ด้วยความรู้สึกเหมือนถูกกดทับด้วยพลังงานบางอย่างที่หนักราว 200 กิโลกรัม แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ ก่อนที่จะได้แต่มองเห็นร่างลูกน้อย ที่ยังคงหลับตา ค่อยๆ เดินผ่านประตูห้องและลงบันไดไปยังชั้นล่าง
"ล...ล.....ลูก" แม้ใจจะะโเต็มที่ แต่สิ่งที่หลุดออกจากปากได้ มีเพียงแค่คำพูดเบาๆ เท่านั้น เขาจึงพยายามดิ้นรน รวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี ค่อยๆ ยันตัวขึ้นมา แต่พบว่า เพียงแค่ขยับมือและแขนให้อยู่ในท่าที่พร้อมจะดันตัวขึ้นก็แทบจะหมดแรงแล้ว แต่เขาก็พยายามอย่างไม่ลดละจนสามารถยกตัวขึ้นมาได้ และคลืบคลานไปยังบันได เอื้อมมืออันสั่นเทาเกาะราวบันได ค่อยดึงตัวขึ้นอย่างช้าๆ พร้อมกับก้าวขาทีละขา
ทันใดนั้นเอง แอ๊ด.... เสียงประตูหน้าบ้านล่างถูกเปิดออก ผู้เป็พ่อได้ยินดังนั้น จึงพยายามตั้งสติเต็มที่และรวบรวมกำลังทั้งหมดพุ่งตัวลงบันไดอย่างรวดเร็ว ร่างทั้งร่างกลิ้งหล่นร่วงจากบันไดลงสู่พื้นบ้านด้านล่าง พร้อมความเ็ปรวดร้าวที่ปรากฏขึ้นทั่วสรรพางค์กาย แต่เขาก็ยังคงกัดฟันคลานออกมานอกบ้าน เห็นร่างของเด็กน้อยยืนหันหลังให้
และแล้ว ร่างของเด็กน้อยค่อยๆ หันกลับมา พร้อมแสยะยิ้มให้ ก่อนที่จะยื่นมือข้างซ้ายยมาด้านหน้า แล้วแบบออกให้ผู้เป็พ่อ ได้เห็นวัตถุทรงกลมสีแดง ที่เรืองแสงอยู่ในมือ เด็กน้อยค่อยๆ ใช้มือขวา คีบสิ่งนั้นยกขึ้นและใส่เข้าไปในปากอย่างช้าๆ
"ไม่นะ อย่า..." เสียงะโกึกก้องออกจากปากผู้เป็พ่อ
วัตถุทรงกลมสีแดง ค่อยๆ เลื่อนผ่านลำคอ ไปยังท้องของเด็กน้อยอย่างช้าๆ ทันทีที่เข้าสู่กึ่งกลางลำตัว ก็เกิดแสงเรืองขึ้น กระจายไปยังทั่วร่างของเด็กน้อย เด็กน้อยดิ้นทุรนทุราย ก่อนที่ร่างของเด็กน้อยจะทรุดลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น หมอกสีแดง เริ่มเคลื่อนที่เข้ามายังร่างเด็กอย่างช้าๆ และค่อยๆ รวดเร็วขึ้น เกิดกระแสลมหมุนวนราวกับพายุหมุนเล็กๆ จากหมอกสีแดงเริ่มกลายเป็น้ำสีแดงเข้มข้น ก่อนที่จะซัดไปยังร่างของเด็กน้อย คิ้วของเด็กน้อยขมวดเกร็งด้วยความเ็ป ร่างกายสั่นกระตุกเป็ระยะๆ ของเหลวสีแดงซึมผ่านร่างเข้าไปจนหมดสิ้น เด็กน้อยจึงนอนแน่นิ่งไปอีกครั้ง
ร่างของเด็ก เริ่มเปล่งแสงสีแดง รอบๆ ก่อนจะรวมตัวกัน พวยพุ่งขึ้นไปบนฟ้า จะท้องฟ้าแดงฉานอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วจางหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้เป็พ่อรู้สึกถึงพลังที่กดทับอยู่นั้นบางเบาลง จึงฝืนความเ็ปลุกขึ้นวิ่งไปดูเด็กน้อย และอุ้มร่างอันไร้สติของลูก เดินเข้าไปยังห้องพระในบ้านทันที
พ่อค่อยๆ วางร่างของเด็กน้อยลงอย่างทนุถนอม ก่อนนั่งคุกเข่าหน้าพระประธานในบ้าน "ขอบารมีหลวงพ่อ ได้โปรดช่วยลูกชายของลูกด้วยเถิด ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม แม้แต่ชีวิต ลูกก็ยอม"
"ของประจำตระกูล" เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป เมือผู้เป็พ่อได้ยินดังนั้น จึงเดินข้าไป และเอื้อมมือไปยังพานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในห้องพระ พร้อมหยิบวัตถุสีทองชิ้นหนึ่งออกมา พร้อมกับภาพเก่าๆ ที่ปรากฎขึ้นในหัวสมองขณะนั้น
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
ย้อนกลับไปสมัยที่เขายังเด็ก ปู่ของเขาบอกว่าตระกูลเรา ได้รับมอบหมายให้ปกป้องสมบัติโบราณชิ้นหนึ่งที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ เพื่อมอบให้กับคนที่เหมาะสม มารับไป
"แล้วมันคือของอะไรครับคุณปู่" เด็กน้อยในสมัยก่อนเงยหน้าขึ้นและมองไปยังดวงตาของปู่อย่างอยากรู้อยากเห็น
ปู่หัวเราะเบาๆ มันคือสิ่งนี้ ปู่ควักวัตถุสีทอง เป็แท่งขนาดประมาณนิ้วก้อยของเด็กอายุ 3 ขวบ ความยาวประมาณอุ้งมือของปู่ มีลวดลายและอัขระสลักไว้โดยรอบ ก่อนที่จะส่งไปยังมือของหลานชายตัวน้อย ทันทีที่มือของเด็กแตะ วัตถุนี้กลับหดเล็กลงจนเท่ากับขนาดของอุ้งมือของเขาอย่างพอดิบพอดี ปู่เห็นดังนั้น ก็หัวเราะชอบใจ "เอ้อ ได้คนที่สืบทอดต่อไปแล้ว"
"เอาไว้ทำอะไรน่ะปู่" เด็กน้อยยิงคำถามอย่างตื่นเต้น
"ปู่ก็ไม่รู้เหมือนเหมือนกัน ปู่ทวดของปู่สั่งไว้ว่า เมื่อถึงเวลา ก็จะรู้เอง" ปู่บอกอย่างอารมณ์ดี พร้อมกล่าวต่อว่า "มีคำพยากรณ์ไว้ เมื่อถึงเวลานั้น ท้องฟ้าจะแดงฉานในยามมืดมิด สิ่งนี้จะใช้สำหรับปกป้อง เ้าของที่แท้จริง ดังนั้น จำไว้นะหลาน เพื่อมีปรากฎการณ์แปลกๆ ที่ท้องฟ้าสีแดงฉานราวกับย้อมด้วยเืในยามค่ำคืน เท่ากับว่า เ้าของปรากฏตัวแล้ว"
"ครับ ผมจะจำไว้" เด็กน้อยรับคำอย่างมุ่งมั่น.....
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +