ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ผู้มั่งคั่งด้วยโกดังสินค้าในยุค 70 (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 46 พี่แกล้งเป็นแฟนฉันได้ไหม

            เซี่ยโม่ใช้ความคิดอยู่ครู่ก่อนจะตอบ“ความจริงความรู้ตอนชั้นมัธยมต้นฉันเรียนรู้เกือบหมดแล้วฉันอยากรีบเรียนให้จบมัธยมปลายไวๆ จะได้รีบหางานทำช่วยเหลือครอบครัว”

            เธอไม่กล้าบอกเรื่องที่สองปีหลังจากนี้จะเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

            ซ่งมู่ไป๋นึกถึงฐานะของตระกูลอู๋จริงอย่างที่เด็กสาวว่ามา หากรอเลื่อนชั้นตามปกติคงจะช้าไปสักหน่อย

            พอเด็กสาวทำงานแล้วเขาก็จะสารภาพความในใจแล้วหมั้นหมายกัน หลังจากนั้นเขาจะคอยช่วยเธอดูแลครอบครัว

            คิดได้ดังนั้นเขาพูดอย่างกระตือรือร้น “ก็ดี รอเราเรียนจบต้องการหางานทำเมื่อไร เดี๋ยวฉันช่วยฉันช่วยเหลือเธอเรื่องอื่นไม่ได้ แต่ฉันช่วยให้เธอเข้าทำงานในสถานีรถไฟได้”

            เซี่ยโม่ไม่สามารถบอกเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกไปได้เธอเลยตอบรับพอเป็นพิธี “ขอบคุณค่ะพี่ซ่ง”

            ซ่งมู่ไป๋รู้สึกว่าน้ำเสียงที่เอ่ยขอบคุณของเด็กสาวดูไม่จริงใจแต่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่พอลองคิดดูอีกทีอาจเพราะอีกฝ่ายยังเด็ก เลยมองถึงความในใจของเขาไม่ออกก็เป็นได้

            เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่หลังจากนี้จะพยายามมาให้อีกฝ่ายเห็นหน้าบ่อยขึ้น สร้างความรู้สึกดีๆเด็กสาวจะได้ค่อยๆ มีเขาอยู่ภายในใจ

            ด้วยความคิดเช่นนี้เขาเลยเอ่ยอาสา “งั้นเดี๋ยวตอนเที่ยงวันมะรืน ฉันขับรถมารับเธอกับน้องที่โรงพยาบาลนะ”

            เซี่ยโม่รีบปฏิเสธ“พี่ซ่ง ไม่ต้องหรอกค่ะ รบกวนเวลาทำงานของพี่เปล่าๆ”

            “ไม่เป็นไรแค่ลางาน หลังจากนั้นก็ไปยืมรถมาแค่นี้เอง” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายสบายๆ

            ขณะที่ทั้งสองคนยืนคุยกันตรงที่จุดจอดรถจักรยานเซี่ยวฉางเซิงขี่จักรยานมาโรงพยาบาลเพื่อมาหามารดา แม่ของเขาเป็นพยาบาลอยู่ที่นี่หลังจากจอดจักรยานเสร็จ สายตาเขาก็เหลือบไปเห็นเซี่ยโม่

            เซี่ยวฉางเซิงนึกยินดีในใจแต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายยืนคุยอยู่กับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งเขารู้สึกหึงหวงขึ้นมาทันที เหมือนกับว่าจู่ๆ ก็มีคนมาขุดเอาผักกาดขาวที่เขาปลูกไป

            เขาเดินเข้าไปหาพร้อมกับสีหน้าไม่พอใจ“โม่โม่ ผู้ชายคนนี้เป็นใคร”

            เซี่ยโม่หันไปมองตามเสียงเจ้าของประโยคเมื่อครู่คือเซี่ยวฉางเซิง

            คิ้วเธอขมวดเข้าหากันทำไมหมอนี่ถึงพูดจาแบบนี้? บอกตามตรงเธอรำคาญหมอนี่จะตายอยู่แล้ว

            “เขาเป็นใครเกี่ยวอะไรกับนายด้วย”เซี่ยโม่ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            เซี่ยวฉางเซิงถูกยั่วโมโหจนโกรธจัดครั้งก่อนที่เจอเซี่ยโม่ อีกฝ่ายก็ทำท่าไม่ดีใส่ ตอนนี้ยังมาพูดจาเย็นชาใส่เขาอีก

            เขาพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง“โม่โม่ เธอยังเรียนหนังสืออยู่ ยังไม่สมควรมีแฟน ไม่อายบ้างหรือไง”

            ตั้งแต่เด็กหนุ่มคนนี้ปรากฏตัวซ่งมู่ไป๋รู้สึกได้ในทันทีว่า เด็กหนุ่มคนนี้ท่าทีดูแปลกๆ

            แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกพอใจคือท่าทีของเซี่ยโม่ซ่งมู่ไป๋ดูออกว่าเธอรำคาญที่เด็กหนุ่มคนนี้มาคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ

            เขามองเด็กหนุ่มพร้อมหยักยิ้มมุมปากสีหน้าท่าทางเหมือนอันธพาลไม่มีผิด “นายเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยแล้วก็ชื่อโม่โม่ใช่ชื่อที่นายเรียกได้ที่ไหน”

            เขายื่นมือไปตบแก้มเด็กหนุ่มไม่แรงนัก

            ตอนแรกเซี่ยวฉางเซิงเห็นแค่ด้านหลังของผู้ชายคนนี้ซึ่งด้านหลังดูเป็นผู้ชายที่สุภาพคนหนึ่ง ทว่าตอนนี้พอได้เห็นหน้า เขาถึงกับตกใจ

            หน้าตาท่าทางแบบนี้คืออันธพาลแน่นอน

            เมื่อพิจารณาความสูงและน้ำหนักของอีกฝ่ายนำมาเทียบกับตัวเอง ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนที่เขาจะเข้าไปยุ่งด้วยได้ความรู้สึกขลาดกลัวตีตื้นขึ้นมาทันที

            ซ่งมู่ไป๋มองข่มจนเด็กหนุ่มตรงหน้าเกิดความกลัวได้สำเร็จหากก็ยังไม่หยุดแค่นี้ เขาใช้เท้าเหยียบก้อนอิฐก้อนเล็กๆ บนพื้นจนแหลกเป็นผุยผงดวงตาเต็มไปด้วยแววข่มขู่ขณะพูดเตือน “ต่อไปอย่าเรียกเธอว่าโม่โม่อีก ไม่งั้นฉันจะจับปากนายจูบพื้นแล้วเหยียบให้กลายเป็นแบบก้อนอิฐก้อนนี้!”

            หากปากต้องกลายเป็นแบบก้อนอิฐก้อนนี้คงจะไม่ดีแน่

            อย่างไรเสียเซี่ยวฉางเซิงก็เป็นแค่เด็กหนุ่มที่ยังอยู่ในรั้วโรงเรียนไหนเลยจะเคยเจอคนที่มีนิสัยโหดเหี้ยมเช่นนี้

            เซี่ยวฉางเซิงถึงกับแขนขาสั่นแม้แต่น้ำเสียงที่พูดก็ยังสั่น “พี่ชาย ผมกับโม่โม่…”พอเห็นแววตาคุกคามที่จ้องมองมา ก็รีบแก้คำเรียกทันที“ผมกับเซี่ยโม่เป็นแค่เพื่อนร่วมชั้นกันเจอหน้ากันก็อดไม่ได้ที่จะทักทายประโยคสองประโยค ผมไม่ได้คิดเป็นอื่นพี่ชายอย่าได้เข้าใจผิด”

            พูดจบก็รีบหันหลังเดินจากไปเซี่ยโม่ยืนนิ่งด้วยความอึ้งอยู่นานแต่พอเห็นอีกคนรีบเร่งฝีเท้าจากไปอย่างหวาดกลัว เธอก็แทบจะหัวเราะออกมา

            หมอนี่อ่อนชะมัด

            เธอหันไปพูดกับซ่งมู่ไป๋ด้วยแววตาเป็นประกาย“พี่ซ่ง เมื่อกี้เยี่ยมไปเลยค่ะ!”

            “ที่โรงเรียนเธอมีเด็กนักเรียนชายแบบนี้เยอะไหม”ซ่งมู่ไป๋ถามด้วยน้ำเสียงระแวง

            เธอส่ายศีรษะ“ไม่เยอะค่ะ ที่โรงเรียนมีคนปัญญาอ่อนแบบนี้แค่คนเดียว”

            ซ่งมู่ไป๋หลุดหัวเราะออกมาที่แท้ในสายตาเด็กสาว เด็กหนุ่มคนนั้นก็แค่คนโง่เง่าคนหนึ่ง

            “ต่อไปหากหมอนั่นมาสร้างความรำคาญให้เธออีกมาบอกฉัน เดี๋ยวฉันจัดการให้” ดวงตาของเขายังคงมีแววขบขันขณะพูด

            เซี่ยโม่ตอบตกลงทันที“ได้ค่ะ งั้นต่อไปพี่แกล้งเป็นแฟนฉันได้ไหมคะท่าทางของพี่เมื่อกี้นี้พี่น่ากลัวมาก”

            เขาพยักหน้าหัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความยินดี

            “ได้สิรับรองเธอเรียกเมื่อไรฉันมาเมื่อนั้น ใช่แล้ว เดี๋ยวฉันให้เบอร์เธอเอาไว้เป็นเบอร์ในห้องทำงานของฉัน ถ้าฉันไม่อยู่ แล้วเธอมีเรื่องด่วนจริงๆฝากคนอื่นในห้องเอาไว้ก็ได้ เพื่อนในห้องทำงานฉันพวกนั้นนิสัยไม่เลว”

            “ได้ค่ะ”แววตาเซี่ยโม่เป็นประกายยิ่งกว่าเดิม คนที่มีโทรศัพท์ในยุคนี้มีไม่มากใครที่มีใช้ถือว่าสุดยอด

            ยิ่งเป็นโทรศัพท์ในที่ทำงานก็ยิ่งมีน้อยคน

            เธอรีบจำหมายเลขโทรศัพท์ที่พี่ซ่งบอก

            นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้แล้วเธอมีความสงสัย“พี่ซ่ง พี่รู้ศิลปะป้องกันตัวด้วยเหรอคะ”

            ชายหนุ่มพยักหน้า“พอรู้นิดหน่อย แค่ให้พอป้องกันตัวได้”

            เหยียบอิฐจนแหลกได้หาใช่ธรรมดา

            ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติที่แล้วเธอล้วนชื่นชอบและนับถือผู้ชายที่รู้ศิลปะป้องกันตัว

            “พี่ซ่งหากมีเวลา สอนฉันสักท่าสองท่าได้ไหมคะ ฉันจะได้เอาไว้ป้องกันตัว”

            “ได้สิ”ชายหนุ่มพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม

            เธอยิ้มอย่างตื่นเต้นดีใจก่อนจะนึกอะไรออก “พี่ซ่ง น้องชายฉันนอนโรงพยาบาลหนนี้โชคดีที่มีคูปองอาหารที่ซื้อจากพี่เมื่อคราวก่อน”

            ซ่งมู่ไป๋ยกมือตีที่ศีรษะตัวเองไม่แรงนัก“ดูความจำของฉันสิฉันกลัวว่าช่วงที่พวกเธอสองพี่น้องอยู่ที่โรงพยาบาลจะไม่มีคูปองไว้ซื้ออาหารฉันก็เลยเอามาให้ด้วย”

            เขาหยิบคูปองอาหารหนึ่งปึกออกมาจากกระเป๋าหลังพูดจบ

            “พี่ซ่งคูปองอาหารที่ซื้อมาจากพี่รอบก่อนฉันยังใช้ไม่หมดเลยอีกอย่างมะรืนนี้เฉินเฟิงก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ฉันมีพอค่ะ”เซี่ยโม่โบกไม้โบกมือปฏิเสธ

            สีหน้าซ่งมู่ไป๋ขรึมลง“โม่โม่ ของอะไรที่ฉันให้ เธอรับไว้เถอะ หากเธอไม่รับไว้ฉันจะเสียใจมาก”

            “ก็ได้ค่ะ!”ได้ยินเช่นนั้นเธอใจอ่อนอย่างง่ายดาย

            ขณะที่ในใจคิดว่าพี่ซ่งไม่ยอมให้เซี่ยวฉางเซิงเรียกเธอว่าโม่โม่ แต่ตัวเองกลับเรียกไม่ขาดปากอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เคยช่วยชีวิตเฉินเฟิงเอาไว้ ทั้งยังช่วยเธออีกหลายหนเรื่องเล็กแค่นี้นับเป็นอะไรได้หลังจากนี้เธอยังต้องขอความช่วยเหลือจากเขาอีกหลายเรื่อง

            ชายหนุ่มพูดต่อ“จริงสิน้ำตาลทรายแดงกับน้ำตาลทรายขาวที่เธอเอามาแลกของกับฉันเมื่อครั้งที่แล้วคุณภาพใช้ได้ถ้ายังมีอีกก็เอามาแลกกับฉันอีกนะ”

            “ค่ะ”

            หลังจากรับปากออกไปถึงค่อยคิดได้ว่าประโยคเมื่อครู่ของพี่ซ่งมีปัญหา อะไรคือถ้าเธอยังมีอีกพอนึกถึงครั้งที่แล้วที่เธอแลกของตามใจตัวเอง เซี่ยโม่ก็ได้แต่เงียบไม่ตอบอะไร

            “งั้นฉันกลับก่อนนะแล้วก็วันมะรืนนี้รอฉันด้วย เดี๋ยวตอนเที่ยงฉันมารับ” ซ่งมู่ไป๋พูดอย่างอาลัยอาวรณ์คล้ายไม่อยากกลับ

            เธอกำลังจะปฏิเสธทว่าพี่ซ่งกลับขี่จักรยานจากไปเสียแล้ว

            ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เธอขอให้ชายหนุ่มแกล้งเป็นแฟนเธอ ไม่รู้ตอนนั้นกล้าพูดออกไปได้อย่างไร

            คิดถึงเรื่องนี้ใบหน้าเธอร้อนผ่าวราวกับคนจับไข้ หากนำอายุของเธอเมื่อชาติที่แล้วกับชาตินี้มารวมกันเธอมีอายุมากกว่าพี่ซ่งหลายปี แต่เมื่อครู่กลับพูดจาโง่งมแบบนั้นออกไปหวังว่าอีกฝ่ายคงไม่เข้าใจผิดนะ

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ผู้มั่งคั่งด้วยโกดังสินค้าในยุค 70 (จบ) ที่คุณอ่าน