“คุณชายคะ...”
“ว่าไง”
“ข้ามีเื่จำเป็ต้องรู้”
“พวกเราแต่ละคนอายุเท่าไหร่กันมั่งคะ ข้าอายุ 16 แล้วพวกท่านล่ะ?”
“นึกว่าเื่อะไร..ข้าอายุ 22 ฮุ่ยซิ่วอายุ 21 ลู่ฉีอายุ 18 ต้าเซิงอายุ 28แม่นางฟางเหนียงอายุ 24 ...อาเซิน....น่าจะอายุ 23”
“แล้วคุณชายกับคุณหนูบ้านจูล่ะคะ?”
“จะรู้ไปทำไม?”
“ฮื้อ...ทำไมต้องกระชากเสียงใส่ด้วยล่ะคะ ถามถึงคุณชายจูไม่ได้เลยนะ คนบ้านสกุลจูจ้องเล่นงานข้า ที่แน่ๆ อย่างน้อยก็นายบ่าวคู่หนึ่งแล้วล่ะ”
“เฮ้อ..อืม...จูเจียวเชินอายุ 21 ถ้าข้านับไม่ผิดนะ ส่วนจูฮวาอายุ 18 และอาซืออายุ...น่าจะ 17”
“แล้วคนนั้นล่ะคะ ข้าเห็นเขารับหน้าที่แทนท่านทุกครั้งที่ท่านออกไปไหน”
นางชี้ไปยังคนที่ไม่ค่อยพูดจา วนนี้กลับสวมเกราะขุนศึกดูน่าเกรงขามไม่เบา
“ออ...นั่นคือพี่หลินเป่าน่าจะอายุราวๆ27”
“หลินเป่า”
“เขาคือรองแม่ทัพซีจิ๋วผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าเอง”
“ท่านเรียกพี่หลินเป่าว่าพี่ แล้วทำไมพี่ต้าเซิงถึงเรียกต้าเซิงเฉยๆล่ะ”
“เป็เขาขอให้ข้าเรียกแบบนั้นเอง อ้อ..วันนี้ข้าจะไปทำธุระกับลู่ฉี เ้าอยู่ที่นี่ ทำงานที่เหลือแล้วพักผ่อนซะนะ”
“ค่ะ ข้าจะซักผ้าให้ท่านด้วย ชุดท่านข้าเย็บซ่อมให้หมดแล้วนะ”
ลู่เอินพยักหน้า จากนั้นไปกับลู่ฉี
เดิมทีนางมาในฐนะสาวใช้ส่วนตัวของลู่เอินรับใช้เข้าออกของทำงานรึแม้กระทั่งห้องนอนของลู่เอินได้ ทำให้ไม่มีใครกล้าสุงสิงตอแยนาง แต่พอนางเข้าครัว ชวนพ่อครัวคุย ชวานทหารครัวเฮฮา ซักผ้าก็เดินหอบถังผ้าไป เห็นทหารซักผ้ากันไม่สะอาดก็ชี้บอกชี้บ่น พอทหารบอกว่า
“แม่นาง พวกเราอยุ่กับแบบหยาบๆ ประสาชายชาติทหารแค่นี้ก็ดีแล้ว”
“พวกท่านมีจุดคันตามนี้หรือไม่”
นางบ่งบอกจุดแสบคับผดผื่นโรคิัให้พวกเขาได้ตรงหมดพร้อมอธิบายผลของการซักผ้าแบบสุกเอาเผากิน ทั้งยังไปหาซื้อยามาแบ่งทหารทา เพราะไม่งั้นยามฝึกจะแสบคันมาก ยิ่งตอนสวมเกราะยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ทำให้เหล่าทหารเริมคุ้นเคยกับนาง แม้แต่กับคนของลู่เอินที่มาจากบ้านสกุลเซียวก็ทักทาย คุยกันบ่อย
แต่คนที่เห็นมานานแล้วไม่เคยคุยคือหลินเป่า
นางขึ้นมาบนกำแพงป้อม
“พี่หลินเป่า ท่านมองอะไร?”
หลินเป่าขมวดคิ้วครู่หนึ่งหันมามองครู่หนึ่ง แล้วมองรอบๆ ครู่หนึ่ง
“เ้าพูดกับข้า?”
“บนนี้มีแต่ท่าน ไม่พูดกับท่านข้าจะพูดกับใคร”
“เ้ามีธุระอะไร?”
“ข้าถามท่านว่า .. ท่านมองอะไร?”
“มองนอกเมือง”
“โอ้ย~ ข้ารู้...แต่ท่านน่ะ มองนอกเมืองไปน่ะ มองอะไรที่นอกเมือง”
หลินเป่ารู้สึกสบายใจที่มีคนมาชวนคุยด้วย ที่ไม่ใช่การพูดคุยตามมารยาท ทว่าเค้าไม่ค้นการพูดคุยกับผุ้อื่นเท่าไหร่ ยิ่งแล้วกับสตรีสาว
“ข้า.. ก็มองไปเรื่อย หากมีอะไรไม่เข้าท่า ก็รับมือได้”
“แล้วทหารเวรเล่า พวกเขาทำหน้าที่อยู่แล้วนี่”
“เฮอะ พวกมันน่ะถ้าไม่มีนายทหารระดับนางกองขึ้นไปแวะเวียนมาดู ไหนเลยจะรักษาวินัยได้”
“ดั่งป้อมสัญญาณไฟที่ท่านกวนอูกัดตั้งไว้ แต่ถูกประชิดลอบปลอมแปลงเข้ามาทำลายเสียสิ้น ดูท่าท่านลำบากเพื่อป้อมนี้จริงๆ”
หลินเปาพยักหน้า
“ท่านกินนี่”
นางยื่นซาลาเปาให้ 2 ลูก
“ไส้ถั่วดำ กับไส้ผัก ข้าไปตลาดไม่ทันซื้อหมู ท่านทนๆ ทานไปก่อนท่านรองแม่ทัพหลิน”
“แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ว่าแต่แม่นางรู้จักชื่อข้าได้ยังไง?”
“ก็ถามท่านแม่ทัพของท่านน่ะสิ”
“ออ”
พอพูดถึงลู่เอิน สีหน้าเขาก็กลับมาขรึมเหมือนเดิม
“ท่านยังไม่ทานซาลาเปาเลย”
“ข้าทำงานอยู่”
“ข้าว่าคุณชายตึงแล้วนะ ท่านตึงยิ่งกว่า เกาทันฑ์น่ะถ้าขึงสายตึงเกินไปมันจะยิงไม่ได้เอานะคะ”
หลินเป่ามองนาง
นางพยักหน้าทำท่ากิน อ้ำของที่อยู่ในมือ
เขาลองกิน
“ไงล่ะ อร่อยใช่มั้ย?”
“อื้ม อร่อยกว่าในตลาดอีก”
“อร่อยก็กินเยอะๆ”
“เ้าทำเผื่อทหารในค่ายรึเปล่า?”
“ข้าก็อยากทำนะ แต่เงินไม่พอหรอก และข้าก็ไม่มีเวลาพอนึ่งซาลาเปาขนาดนั้นด้วย”
“ออ งั้น 2 ลูกนี้ก็มาจากหม้อซึ้งเดียวกับที่จะทำให้คุณชายของเ้า”
“คุณชายไปธุระ่เช้ากับพี่ลู่ฉีไม่ได้กลับมาทานกลางวันหรอกค่ะ 2 อันนี้ข้าทำมาให้ท่าน”
“ออ....ขอบใจมากนะ”
“งั้นข้าไปก่อนนะรองแม่ทัพหลิน”
“เ้าเรียกข้า ว่าพี่หลินเป่าแบบตอนแรกก็ได้”
“ได้ค่ะพี่หลินเป่า อ้อ ยิ้มบ้างนะ”
นางพูดไปเอานิ้วดันมุมปากตัวเองทำท่ายิ้ม ก่อนเดินลงไป
ซาลาเปานี้อร่อยนัก เขาได้แต่กินไป มองนางที่เดินอยู่ข้างล่างไป
หลายวันผ่านไป
“ฝ่าา ... องค์ชายห้าขอเข้าเฝ้า”
เสียงของฉางกงกงกล่าวขึ้นนอกม่านมุก
ฮ่องเต้จ้าวหาน กำลังเดินหมากคนเดียว
“ฮุ่ยซิ่ว..?”
“พระเ้าข้า ..เป็องค์ชายฮุ่ยซิ่ว”
“เขามาทำไม?”
“เห็นว่าระยะกลับไปซิจิ๋ว เขาเอาแผนขุดลองคูคลองไปไถ่ถามชาวบ้านดู พบว่ามีสิ่งที่ต้องกราบทูล”
“อืม..... ... ... ..ลูกคนนี้ปกติไม่เป็โล้เป็พาย เสเพลร่ำสุรา เที่ยวขลุกกับสตรีคณิกา ... วันนี้กลับเอางานเอาการ เรียกเข้ามา”
“องค์ชายจ้าวฮุ่ยซิ่วเข้าเฝ้า”
สิ้นคำฉางกงกง
ฮุ่ยซิ่วก็เข้ามา น้อมกายเลิกชายผ้ายาวด้านหน้า ขุกเข่าก้มลง
“ถวายบังคมเสด็จพ่อ”
“ลุกขึ้น”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
“วันนี้เ้ามีเื่งานมาคุย งั้นคุยมา...เื่ขุดลอกคูคลองสินะ จะคัดค้านอะไรไหนข้าอยากฟังเหตุผลเ้าบ้าง?”
พูดไปพลางกวักมือกวาดมือไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้าม
ฮุ่ยซิ่วก้าวขึ้นไปบนแท่นแล้วขัดสมาธินั่งลง
“ลูกขอเข้าเื่เลย ลูกไม่ได้จะคัดค้านเสียทีเดียว แต่ให้ชะลอไปก่อนพระเ้าข้า”
“ชะลอ?”
“โดยค่อยๆ ทำโครงการนำร่องพระเ้าข้า ทำให้ดีให้เสร็จเป็สายๆ หากการตอบรับดีจึงค่อยๆ ทำสายอื่นต่อ หากติดขัด นับว่าเรายังมิทุ่มงบประมาณเทให้การขุดทั่วแผ่นดิน ทั้งแรงงาน แรงเงินแรงคนก็ล้วนยังไม่เสียหายมาก แผนนี้นอกจากไม่ต้องล้มเลิกโครงการของเสด็จพี่ฮุ่ยเจินกับอำมาตย์เฉิน ยังทำให้ขุนนางที่คัดค้านลดแรงต้านลง ดีต่อทั้งสองฝ่ายพระเ้าข้า”
“อื้ม....ทำไมถึงคิดว่าอำมาตย์เฉินเป็หนึ่งในคนริเริ่มโครงการนี้”
“ทูลเสด็จพ่อ ทุกคนรู้ดี องค์ชายแต่ละคนมีขุนนางสนับสนุน องค์รัชทายาทก็มีอำมาตย์เฉิน ความคิดใหญ่โตเช่นนี้ แม้แต่ลุกที่เสเพลยังล่วงรู้เลยว่ามาจากท่านอำมาตย์”
“อื้ม.....ไม่เลวๆ ไหนว่าต่อซิ”
“คาดว่าเสด็จพี่อยากสร้างผลงานเพื่อเอาใจเสด็จพ่อแต่ยุคเสด็จพ่อครองแผ่นดินไหนเลยมีที่ว่างให้เหล่าองค์ชายแย่งกันแก้ปัญหา ได้แต่เข้าหาปรึกษาอำมาตย์เฉินคิดเื่เพิ่มเติม”
“เ้านี่ ... รอบนี้ฉลาดนัก รอบก่อนกลับมา ไม่พูดไม่จา ไม่ออกความเห็น ยืนเซไปเซมาจนข้าเอือมระอา เ้าไปเจออะไรมา?”
“ลูกกลับไปรอบนี้ ลองเอาแผนเสด็จพี่ไปทำทีสมมุติว่าราชสำนักจำทำคลองเชื่อมทั่วแผ่นดิน หลายคนดีอกดีใจ แต่เมื่อถามว่าจะขุดยังไงต้องใช้คเยอะมั้ย? เมื่อชาวบ้านทราบก็หวาดผวาเพราะกลัวจะโดนเกณฑ์เป็แรงงาน ชายหนุ่มล้มตายกันไปมาก ที่เหลือก็คนแก่กับสตรีหม้าย หากต้องไปขุดลอกคุคลอง ไร่นาคงเหี่ยวตายหมด พืชไร่ไร้การเพาะปลูกขุนนางท้องถิ่นพากันรีบปลอบขัวญชาวบ้านว่านี่เป็แค่สิ่งที่องค์ชายสมมุติขึ้นเพื่อเก็บข้อมูลเท่านั้นทุกอย่างจึงสงบพระเ้าข้า”
“อื้ม......เพราะเสเพลเลยใกล้ชิดชาวบ้าน นับว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง ได้ข้าจะเรียกประชุมขุนนาง แจงวิธีของเ้า”
“ลูกมีเื่ร้องขอเสด็จพ่อ”
“เื่ใด?”
“บอกว่านี่คือความคิดอ่านเสด็จพ่อได้มั้ยพระเ้าข้า ลูกไม่อยากตกเป็เป้าเพ่งเล็งของพี่น้องและขุนนางอื่นๆ”
“ฮ่ะๆๆ จะทำการยังใจเสาะ เ้านี่ยังคงใช้ไม่ได้เช่นเคย แต่จะให้ข้าโกหกไปทั้งที่เป็ความคิดเ้า หากไม่ดีข้าก็โดนค่อนแคะว่าคิดอ่านไร้น้ำยา หากดีก็กลายเป็ข้าขโมยผลงานความคิดลูกตัวเอง จะอย่างไหนข้าก็ย่ำแย่ ..... บอกความจริงไปเลย ข้าจะปกป้องเ้าเอง”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
“มีอีกมั้ย?”
“ไม่มีแล้ว”
“งั้นอยู่เดินหมากกับข้าสักตา”
“พระเ้าข้า”