จู้เจียงเจียงทุ่มสุดตัว นางอยากรักษาของทั้งคันรถของตัวเองเอาไว้ ของทั้งคันรถนี้เป็นชะตาชีวิตและอนาคตในอีกหลายเดือนข้างหน้าของครอบครัวนาง
นางตีเหล็กฝนคราดจนเกิดแสงสว่าง ภายใต้แสงจันทร์ที่กำลังขึ้นอย่างช้า ๆ แสงเย็นเยือกสะท้อนออกมา
สองคนนั้นในมือไร้ซึ่งอาวุธมีคม เห็นคราดก็อดหวั่นใจไม่ได้
“พี่ชาย พวกเราไปเถอะ...”
ผู้ชายตัวเตี้ยที่แกะของอยู่ด้านหลังเอ่ยปากอย่างตัวสั่น พลางดึงเสื้อผู้ชายตัวสูงเบา ๆ
ผู้ชายตัวสูงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่หลังจากคิดอะไรได้ก็เด็ดเดี่ยวขึ้นมาทันที
“ไปไหน ไม่ได้ของ จะมีหน้ากลับไปเจอพวกพี่น้องในวัดได้อย่างไร!”
ผู้ชายตัวสูงพูดออกมาอย่างห้าวหาญมุ่งมั่น หากไม่รู้ยังนึกว่าเขากำลังทำเรื่องอะไรที่ชอบธรรมอยู่เสียอีก
“แม่นาง พวกเราขอแค่ข้าวมื้อหนึ่ง ไม่ต้องการสิ่งอื่น ข้าล่วงเกินแล้ว!” ผู้ชายตัวสูงคารวะจู้เจียงเจียง ก้าวเท้ายาวไปข้างหน้าแย่งคราดเล็กในมือจู้เจียงเจียงไป
ความเร็วและกำลังของเขาจู้เจียงเจียงไม่มีทางสู้ไม่ได้ นางถึงขั้นไม่ทันรู้ตัวของในมือก็หายไปเสียแล้ว
เชี่ย!
จู้เจียงเจียงก็ไม่ยอมถูกเล่นงานได้ง่าย ๆ ของในมือไม่มีแล้ว ทว่าก็ไม่อาจขัดขวางความโกรธในตัวได้ ยกเท้าเตะออกไป
ผู้ชายตัวสูงใช้ร่างกายของเขา รับความโกรธที่มาจากตัวของจู้เจียงเจียง
“พี่ชาย!”
“รีบหยิบ!”
ผู้ชายตัวสูงเก็บคราดไว้ด้านหลัง อ้าแขนหนึ่งข้างใช้ด้านหลังบังปกป้องผู้ชายตัวเล็กไว้
จู้เจียงเจียงทั้งเตะทั้งตี พยายามผ่านผู้ชายตัวสูงหยุดพวกเขาไม่ให้หยิบของไป แต่ให้ตายเขาก็ไม่ยอมหลีก ปกป้องดูแลผู้ชายตัวเล็กข้างหลังไว้อย่างดี
“พอแล้ว เจ้าไปก่อน!”
ผู้ชายตัวสูงหันหลังไปมอง รู้สึกว่าพอสมควรแล้วก็เอ่ยปากห้าม
จู้เจียงเจียงเห็นคนนั้นวิ่งหนี อยากตามไป แต่กลับถูกผู้ชายตัวสูงขวางอยู่ข้างหน้า “ไอ้พวกผู้ชายไร้ประโยชน์ พึ่งพาการแย่งของมันถือเป็นความสามารถอะไร!”
ผู้ชายตัวสูงได้ยินคำนี้เห็นชัดว่านิ่งอึ้งไป
เขายืนอยู่กับที่ไม่ขยับ จ้องเขม็งไปที่ใบหน้าของจู้เจียงเจียง หลังจากจำลักษณะของนางได้แล้ว ก็วางคราดไว้ด้านหลังรถเข็น ก่อนจะหมุนตัววิ่งจากไป ไม่พูดอะไรสักคำ
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
จู้เจียงเจียงชี้ด่าตามหลังของชายทั้งสองไป ตอนยกเท้าจะตามไป เสียงร้องไห้ของเผยเสี่ยวอวี๋กลับทำให้ความคิดของนางหายไป
“พี่สะใภ้ ข้ากลัว...”
เมื่อครู่ผู้ชายสองคนยังอยู่ เผยเสี่ยวอวี๋ไม่กล้าส่งเสียง ตอนนี้ผู้ชายทั้งสองคนจากไปแล้ว ในที่สุดนางก็ควบคุมความกลัวในใจไว้ไม่อยู่ ร้องไห้ออกมาเสียงดัง
จู้เจียงเจียงรีบหันกลับมากอดนางไว้ ปลอบขวัญเบา ๆ “พอแล้ว ๆ เสี่ยวอวี๋ไม่ต้องกลัว มีพี่สะใภ้อยู่”
จะว่าอย่างไรเผยเสี่ยวอวี๋ก็เป็นแค่เด็กอายุหกขวบคนหนึ่ง จะรู้ความแค่ไหนก็ไม่อาจสงบเหมือนผู้ชาย ก็แม้แต่นางยังกลัวจนหัวใจเต้นรัวเร็ว ขาทั้งสองอ่อนปวกเปียก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเผยเสี่ยวอวี๋แล้ว
“มา พี่สะใภ้จูงมือเจ้า พวกเรากลับบ้านกันก่อน”
ฟ้ามืดแล้ว เมื่อครู่ให้เด็กคนหนึ่งอย่างนางเดินอยู่ด้านหลังเป็นความสะเพร่าของจู้เจียงเจียงเอง
นางแบกเชือกรถเข็นไว้บนไหล่อีกครั้ง มือข้างหนึ่งจับราวรถ มืออีกข้างจูงเผยเสี่ยวอวี๋ ทุก ๆ ย่างก้าวที่เดินไปยังหมู่บ้านเสี่ยวฮวงช่างยากลำบากยิ่งนัก
กลับถึงบ้าน หลังจากนับของบนรถเสร็จเรียบร้อย จู้เจียงเจียงก็พบว่า สองคนเมื่อครู่นี้เอาไปแค่อาหารประมาณสามวันของพวกนางสองคนพี่สะใภ้และน้องสามีเท่านั้น
“เป็นโจรที่แปลกจริง ๆ”
จู้เจียงเจียงเห็นเสียหายไม่มาก ก็ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ ตั้งใจเตรียมอาหารในงานเลี้ยง
บางทีชีวิตนี้นางอาจคิดไม่ถึง เรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในคืนนี้ หลังจากนี้ไม่นานจะช่วยนางครั้งใหญ่!
วันรุ่งขึ้น
ก่อนหนิวต้งจะส่งหมูมา จู้เจียงเจียงไปในหมู่บ้านอีกครั้ง อยากหาคนช่วยกันทำโต๊ะอาหารเลี้ยงพรุ่งนี้
เรื่องนี้ นางคิดถึงคนแรกก็คือสองผู้เฒ่าสวี่เหล่าเกินกับสวี่หลิวซื่อ
เมื่อมาถึงบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน นางก็เห็นกลุ่มคนยืนอยู่เต็มลานบ้าน จู้เจียงเจียงรู้สึกมึนงงเล็กน้อย
ในหมู่บ้านกำลังประชุมอะไรอยู่? ทำไมไม่มีใครแจ้งนาง?
ทุกคนในลานบ้านก็เห็นนางแล้วเช่นกัน นัยน์ตาทุกคนมีความไม่เป็นมิตรปรากฏอยู่ไม่มากก็น้อย เห็นนางมาแล้ว บรรยากาศหารืออย่างคึกคักเมื่อครู่เงียบสงบลงทันตา
“อยู่ที่นี่กันทุกคนเลย” จู้เจียงเจียงรู้สึกกดดันแปลก ๆ สายตาไม่รู้ควรมองไปไหน
สองผู้เฒ่าสวี่เหล่าเกินที่อยู่กลางกลุ่มชาวบ้าน เป็นสองคนที่ยิ้มให้นาง “สะใภ้เล็กมาแล้ว มาหาข้ามีธุระอะไร?”
เห็นสวี่เหล่าเกินยังเหมือนปกติ จู้เจียงเจียงจึงรู้สึกว่าตัวเองคิดมากไปเอง เอ่ยปากอย่างเป็นมิตรเหมือนที่ผ่านมา “ปู่สวี่ ข้ามา อยากจะถามปู่ว่าวันนี้ว่างไหม ข้าทำโต๊ะอาหารขาดคนช่วย”
“ได้ อีกเดี๋ยวข้าไปช่วยเจ้า...”
“ทำโต๊ะอาหารอะไร? พวกเราไม่กินเครื่องในนะ” สวี่เหล่าเกินยังพูดไม่จบ คนหนึ่งในหมู่บ้านก็พูดแทรกขึ้น
พวกเขาแสดงท่าทางมืดมนแปลก ๆ กับนางหลายครั้ง จู้เจียงเจียงปลอบใจตัวเองอย่างยากลำบาก
“ป้าสามสวี ข้าทำอะไรให้ป้าไม่พอใจหรือ? หรือข้าจ่ายค่าแรงให้ป้าขาดไป?” นางเผชิญหน้าปะทะกับภรรยาสวีเหล่าซานที่แสดงทีท่าแปลก ๆ กับนางสองครั้ง
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าของสวีเหล่าซาน ครั้งก่อนนางก็เริ่มด่าแล้ว
พูดถึงเงินค่าแรง ภรรยาสวีเหล่าซานยิ่งโมโห พูดเสียงสูงราวกับด่าคน ชี้ไปที่จู้เจียงเจียง “ก็แค่สร้างบ้านพัง ๆ หลังหนึ่ง เจ้าทะนงตัวอะไร อ้าปากก็เงินค่าแรง ปิดปากก็เงินค่าแรง เจ้าเห็นพวกเราเป็นคนใช้บ้านเจ้ารึยังไง!”
คนหมู่บ้านเดียวกัน จู้เจียงเจียงมีสิทธิ์อะไรจ่ายเงินค่าแรงให้พวกเขา นางก็แค่คนโง่ที่ตระกูลเผยหามาดูแลเผยเสี่ยวอวี๋เท่านั้นเอง
“ป้าสามสวี คำพูดนี้ป้าพูดออกมาให้ชัดเจนเลย ข้าเห็นทุกคนเป็นคนใช้บ้านข้าตอนไหน!”
จู้เจียงเจียงก็เริ่มขึ้นเสียงสูง นางไม่เคยคิดแบบนี้มาก่อน นางจะไม่ยอมรับคำครหานี้เด็ดขาด
“ยังต้องพูดอีกหรือ? มีเรื่องไหนที่เจ้าไม่ใช่กำลังสั่งพวกเขาทำ เก็บชา เพาะปลูก สร้างบ้าน มีเรื่องไหนที่เจ้าลงมือด้วยตัวเอง ยังไม่ใช่เรียกพวกเราไปทำ!”
“ยายแก่ หยุดพูดได้แล้ว!” สวีเหล่าซานทนดูต่อไปไม่ได้ เอ่ยเสียงห้ามอย่างลำบากใจ
จู้เจียงเจียงเกือบหลุดขำ หลังจากรู้สึกขำก็รู้สึกว่าคำพูดนี้ของพวกเขาช่างทำให้คนเจ็บจริง ๆ นางถูกทำร้ายเข้าแล้ว
“ที่แท้ป้าสามสวีก็คิดกับข้าแบบนี้เองหรือ?” ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความผิดหวัง กวาดดูรอบ ๆ “ทุกคนก็คิดแบบนี้เหมือนกันสินะ?”
ชาวบ้านในลานบ้านเงียบกริบ เริ่มหลบสายตา
สวี่เหล่าเกินเห็นเหตุการณ์ก็รีบเดินหน้าคลี่คลายบรรยากาศ “สะใภ้เล็ก เจ้าอย่าเพิ่งโกรธ ทุกคนไม่ได้คิดแบบนั้น เจ้ากลับไปก่อน อีกเดี๋ยวข้าไปหาคนมาช่วยเจ้าทำโต๊ะอาหารนะ?”
จู้เจียงเจียงโกรธจนหน้าแดง สีหน้าเข้มจนน่ากลัว
นางไว้หน้าสวี่เหล่าเกิน ไม่ได้ปะทะกับภรรยาสวี่ในบ้านสวี่ หันหลังกลับไปด้วยความโกรธ
กลับถึงบ้าน เห็นเผยเสี่ยวอวี๋นั่งอยู่ประตูหน้าบ้าน มองเด็กในหมู่บ้านที่เล่นกันสนุกสนานอย่างตาละห้อย จู้เจียงเจียงเข้าใจแล้ว ทำไมช่วงนี้เผยเสี่ยวอวี๋ไม่ออกบ้านไปวิ่งเล่น
ดูแล้วคนในหมู่บ้านไม่เพียงแค่เห็นนางเป็นศัตรู ยังขับไล่เผยเสี่ยวอวี๋ด้วย
จู้เจียงเจียงรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะนางมีเงินแล้ว ชาวบ้านที่จิตใจดีเรียบง่ายพวกนั้นในความทรงจำ ตอนนี้ไม่มีอีกต่อไปแล้ว
ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นโต๊ะอาหารมื้อพรุ่งนี้ ก็ถือว่าเป็นความใจดีสุดท้ายที่นางมีต่อหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็แล้วกัน